พักเบรคไทยลีก อาจส่งผลให้ “บุรีรัมย์ – เชียงรายฯ” คืนฟอร์มเก่ง ?

โตโยต้าไทยลีก

หากก่อนเปิดฉากเริ่มฤดูกาล 2020 แล้วมีใครพูดว่าสองยักษ์ใหญ่ในวงการลูกหนังบ้านเราอย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะออกสตาร์ท 4 เกมแรกด้วยการรั้งอันดับกลางตาราง เห็นทีคงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่

เพราะทุกคนต่างรู้กันอยู่ว่า ทั้งสองคือทีมแชมป์ และรองแชมป์เก่าของศึก ไทยลีก 2019 พวกเขามีขุมกำลังนักเตะไทยที่ดี แถมอายุยังน้อย ขณะที่ตัวต่างชาตินั้นก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะฝั่ง “ปราสาทสายฟ้า” ที่เสริมทัพแบบจัดเต็มไล่มาตั้งแต่ เบร์นาร์โด้ กูเอสต้า (เมลการ์), ริคาร์โด้ บูเอโน่ (เซนโทร สปอร์ติโว อลากัวโน) และจอง แจ ยอง (โปฮัง สตีลเลอร์)

แต่ฟุตบอลนั้นหาได้ตัดสินกันที่ชื่อชั้นหน้ากระดาษ หรือรูปภาพ เพราะผลงานที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ทั้งสองทีมสามารถคว้าชัยชนะได้เพียงแค่เกมเดียว และเก็บได้เพียง 5 (สิงห์ เชียงรายฯ) – 4 (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) คะแนนเท่านั้น

เมื่อเหลือบไปมองทีมบนหัวตารางอย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และราชบุรี มิตรผล เอฟซี จะเห็นได้ชัดเลยว่า ช่องว่างระหว่างพวกเขานั้นค่อยๆ ขยับห่างขึ้นเรื่อยๆ หลังทั้งสองทีมกวาดชัย 4 นัดรวด เก็บ 12 คะแนนไปกอดได้อย่างอุ่นใจ

คำถามคือ การออกสตาร์ทแบบนี้จะส่งกระทบต่อการไล่ล่าความสำเร็จของ แชมป์เก่า และรองแชมป์เก่ามากน้อยแค่ไหน ?

กระทั่งการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” ที่ส่งกระทบครั้งใหญ่ต่อวงการลูกหนังไทย จนทำให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และบริษัท ไทยลีก จำกัด ต้องตัดสินใจประการเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลในทุกระดับออกไป โดยให้เริ่มกลับมาฟาดแข้งใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน

การพักเบรคในครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาวัดใจของทุกๆ สโมสรในบ้านเราว่าจะมีการบริหารจัดการได้ดีแค่ไหน โดยเฉพาะการรักษาความฟิตของนักเตะให้มีความพร้อมมากที่สุดก่อนที่จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง

เพราะช่วงเวลาราวๆ เดือนครึ่งที่หยุดไป แน่นอน ทั้งสองทีมคงต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ว่า อะไรคือจุดที่ทีมต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเกมรับที่พวกเขาเสียประตูเกือบทุกนัด ซึ่งนั่นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีหากพวกเขาต้องการโทรฟี่แชมป์

หากมองในแง่ดี แน่นอน สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด กำลังจะได้จอมทัพที่เปรียบเสมือนหัวใจของทีมอย่าง เอกนิษฐ์ ปัญญา กลับคืนสู่ทีมอีกครั้ง หลังบาดเจ็บหนักจากเกมทีมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเกมรุกของพวกเขาจะกลับมาจัดจ้านกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนเกมรับเชื่อว่า ทากิ มาซามิ คงมองเห็นถึงปัญหา และต้องเร่งปรับจูนให้ทีมกลับมาเป็น “กว่างโซ้งมหาภัย” ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของเกมรับเป็นแน่

ส่วน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หาก โบซิดาร์ บันโดวิช สามารถเรียก “สมาธิ” ในการเล่นโดยเฉพาะช่วงท้ายเกมของนักเตะกลับมาได้ เชื่อว่า “ปราสาทสายฟ้า” ก็พร้อมจะกลับมาติดเครื่องแบบยาวๆ อีกครั้ง เพราะทุกคนต่างรู้กันดีว่า พวกเขามีขุมกำลังที่ยอดเยี่ยมเป็นทุนอยู่แล้ว

โปรแกรมในเดือนเมษายน

สิงห์ เชียงรายฯ อาจจะเจองานที่ไม่หนักอย่างที่คิดในเดือนนี้ หลังจะได้ลงเล่นในบ้านพบ พีที ประจวบ เอฟซี ที่ยังควานหาฟอร์มเก่งไม่เจอ แต่ทว่าการบุกไปเล่นนอกบ้านสองเกมติด (เยือน นครราชสีมา มาซด้า เอฟซี และระยอง เอฟซี) จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายอดทีมจากแดนล้านนาทีมนี้ยังคู่ควรกับเส้นทางป้องกันแชมป์อยู่หรือไม่

แน่นอนว่าหากพวกเขาสามารถกวาด 9 คะแนนเต็มได้ในเดือนนี้… สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมนี้ก็พร้อมจะประกาศศักดา และกลับมาผงาดอยู่บนหัวตารางอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง

ส่วน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะได้ลงเล่นในบ้าน (เดือนเมษายน) สองจากสามแมตช์ ซึ่งไฮไลท์สำคัญคงหนีไม่พ้นการบุกไปเยือน บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่ยังไม่แพ้ใคร และเสียประตูไปเพียงหนึ่งลูกเท่านั้น ฉะนั้นนี่จึงเป็น “บิ๊กแมตช์” ต้อนรับการคัมแบ็กของศึก โตโยต้า ไทยลีก 2020 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ในเมื่อ บุรีรัมย์ ต้องการกลับคืนสู่หัวตารางให้เร็วที่สุด พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องลงเล่นด้วยความกระหายที่มากกว่าคำว่า “เกินร้อย” เพราะ บีจีพียู เองก็ไม่ต้องการเสียพื้นที่ตรงนี้ไปเช่นกัน เชื่อว่าความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย จะเป็นกุนแจสำคัญที่ชี้ว่า ใครกันที่คู่ควรกับสามคะแนนอันล้ำค่าในเกมนี้ เพราะนี่คือการตัดแต้มกันโดยตรงของทีมในกลุ่มลุ้นแชมป์ ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปบู๊กับ ระยอง เอฟซี และสุพรรณบุรี เอฟซี ที่กูรูลูกหนังหลายคนต่างมองตรงกันว่า หาก บุรีรัมย์ เล่นได้ตามมาตรฐานของตัวเอง โอกาสที่พวกเขาจะเก็บแต้มได้ไม่ต่ำกว่า 7 คะแนนในเดือนเมษายนก็มีโอกาสเป็นไปได้สูง

และเมื่อเข้าสู่เดือนพฤษภาคม ทั้งสองทีมก็จะได้พิสูจน์กันไปเลยว่า ใครคือทีมที่ “พร้อมกว่ากัน” กับแมตช์เดย์วันที่ 3 พฤษภาคม ที่ สิงห์ สเตเดี้ยม ซึ่งเราหวังว่า เมื่อถึงเวลานั้น สถานการณ์ไวรัส “โควิด-19” จะดีขึ้นมากพอที่จะทำให้เราได้ชมเกมฟุตบอลคุณภาพท่ามกลางแฟนบอลเรือนหมื่นอีกครั้ง

ขอให้ทุกคนปลอดภัย ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากาก และดูแลตัวเองด้วยนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอครับ…

บทความจาก https://stadiumth.com/