จุดเดือดความสัมพันธ์ มาเรสก้า – เชลซี
สถานการณ์ของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า กับ เชลซี ไม่ได้พังลงชั่วข้ามคืน แต่เป็นดราม่าที่สะสมทีละนิด จนระเบิดแตกหักในที่สุด เมื่อรายงานจากสื่อดังอย่าง ดิ แอธเลติก เปิดเผยว่า กุนซืออิตาเลียนรายนี้เคยแจ้งต่อบอร์ด “สิงห์บลูส์” ถึง 3 ครั้งในฤดูกาลเดียว ว่าเขาได้มีการพูดคุยกับตัวแทนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการไปนั่งเก้าอี้กุนซือในอนาคต
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มาเรสก้า เพิ่งพา เชลซี สร้างความสำเร็จคว้าแชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ตามด้วยโทรฟี่ชิงแชมป์สโมสรโลก แฟนบอลจำนวนไม่น้อยคิดว่านี่คือโค้ชที่สโมสรจะฝากอนาคตระยะยาว แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความระหองระแหงและความไม่ไว้วางใจที่ค่อยๆ กัดกร่อนบรรยากาศในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์
รายงานดิ แอธเลติก ชี้ชัด คุยเรือใบ 3 ครั้งในซีซั่นเดียว
ดิ แอธเลติก ระบุว่า มาเรสก้า ได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อผู้บริหาร เชลซี ว่าเขาเคยพูดคุยกับฝั่ง แมนฯ ซิตี้ เรื่อง “โอกาสไปคุมทีมในอนาคต” ถึง 3 ครั้งตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็น 2 ครั้งในเดือนตุลาคม และอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม
การสื่อสารนี้ไม่ได้เป็นแค่การ “สารภาพบาป” แต่ในสัญญาฉบับเดิมของเขากับ เชลซี มีการระบุเงื่อนไขเอาไว้ชัดเจนว่า หากกุนซือมีการเจรจากับสโมสรอื่น ต้องแจ้งให้ต้นสังกัดรับทราบในภายหลัง ดังนั้นในมุมของเอกสาร ทุกอย่างถือว่าทำตามขั้นตอน ถูกต้องตามกติกา
อย่างไรก็ตาม ในเชิงความรู้สึก การที่กุนซือบอกกับบอร์ดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าได้คุยกับทีมอื่น โดยเฉพาะทีมระดับลุ้นแชมป์ยุโรปอย่าง แมนฯ ซิตี้ ย่อมทำให้ฝ่ายบริหาร และคนในสโมสรหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เขายัง “ใจอยู่กับเชลซีเต็มร้อยจริงหรือเปล่า”
สัญญายาวถึง 2029 แต่ข่าวเรียกร้องสัญญาใหม่สั่นคลอนความเชื่อใจ
อีกจุดที่ทำให้บอร์ด เชลซี หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด คือกระแสข่าวที่ระบุว่า มาเรสก้า ต้องการ สัญญาฉบับใหม่ที่ดีกว่าเดิม ทั้งที่สัญญาปัจจุบันยังยาวไปจนถึงเดือนมิถุนายน ปี 2029
ในมุมของสโมสร การที่กุนซือคนหนึ่งยังมีสัญญายาว แต่กลับส่งสัญญาณอยากได้สัญญาใหม่ พร้อมมีชื่อของยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ซิตี้ เข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการ “ใช้ข่าว” หรือ “ใช้ความสนใจจากทีมอื่น” มาเป็นแต้มต่อรองบนโต๊ะเจรจา ซึ่งเรื่องแบบนี้ บอร์ดของสโมสรใหญ่ในอังกฤษไม่ค่อยชอบนัก
แม้ไม่มีใครยืนยันได้แบบ 100% ว่า มาเรสก้า คุยกับ แมนฯ ซิตี้ จริงจังถึงขั้นไหน หรือเป็นเพียงการโยนหินถามทาง แต่ชัดเจนว่าข่าวเหล่านี้ซ้ำเติมความเปราะบางในความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย จนสุดท้ายลงเอยด้วยการแยกทางเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
ทำไมแมนซิตี้ถึงมองมาเรสก้าเป็นตัวแทนเป๊ป?
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้น คือการที่เคยมีกระแสข่าวหนาหูว่า แมนฯ ซิตี้ มอง มาเรสก้า เป็นหนึ่งในแคนดิเดตตัวเต็งที่จะมารับไม้ต่อจาก โจเซป กวาร์ดิโอล่า หากถึงวันที่ยอดกุนซือชาวสแปนิชเดินลงจากตำแหน่ง
กวาร์ดิโอล่า ยังมีสัญญากับ แมนฯ ซิตี้ ถึงซัมเมอร์ปี 2027 แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีท่าทีชัดเจนว่าจะต่อสัญญาออกไปหรือไม่ ทำให้ทุกข่าวลือเรื่อง “ทายาทเป๊ป” ถูกขยายวงอย่างรวดเร็ว และชื่อของ มาเรสก้า ก็ถูกโยงเข้ามาในลิสต์นั้นอยู่ตลอด ด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นการครองบอลจากหลังขึ้นหน้า แนวทางคล้ายปรัชญาของ แมนฯ ซิตี้ ในปัจจุบัน
สำหรับกุนซือเอง การได้รับสัญญาณหรือคำชื่นชมจากทีมที่ประสบความสำเร็จระดับทวีป ย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะเมินเฉย แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อคุณยังนั่งเก้าอี้เฮดโค้ชของทีมใหญ่อีกทีมอยู่ การแสดงออกทุกอย่างย่อมถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะจากแฟนบอลและบอร์ดบริหารของสโมสรที่คุณกำลังทำงานให้
ยูเวนตุสโผล่อีกทีม ยิ่งทำสถานการณ์วุ่นกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่ แมนฯ ซิตี้ เท่านั้นที่ตกเป็นข่าวพัวพันกับ มาเรสก้า เพราะรายงานก่อนหน้านี้เคยระบุว่า ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี ก็ให้ความสนใจดึงเขาไปคุมทีมเช่นกัน
ชื่อของทีมชั้นนำเหล่านี้แม้อาจเป็นเพียงกระแส แต่เมื่อนำมารวมกับการแจ้งบอร์ด เชลซี หลายครั้งว่าได้พูดคุยกับคนของ แมนฯ ซิตี้ ภาพรวมของเรื่องจึงยิ่งดูเหมือนว่า มาเรสก้า กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในอาชีพ มากกว่าการตั้งใจปักหลักระยะยาวกับสโมสรในลอนดอน
สำหรับบอร์ดสโมสรที่กำลังพยายามสร้างโครงการระยะยาว แผนการเสริมทัพ และโครงสร้างทีมที่มั่นคง ความไม่แน่นอนแบบนี้ย่อมเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่ยอมเสี่ยงปล่อยผ่านไม่ได้
บทเรียนวงการลูกหนัง: โค้ชยุคใหม่อยู่ยากถ้าความเชื่อใจสั่นคลอน
ในยุคที่ฟุตบอลกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบ ทั้งกุนซือและสโมสรต่างต้องคิดถึงอนาคตของตัวเองเสมอ การเจรจากับทีมอื่น การมองหาทางเลือกใหม่ ไม่ใช่เรื่องผิดกติกา แต่สิ่งสำคัญคือ “วิธีการจัดการความสัมพันธ์” กับสโมสรปัจจุบัน
แฟนบอลยุคนี้ไม่ได้มองแค่ผลงานในสนาม แต่ยังจับตาเรื่องท่าที ความภักดี และวิธีการสื่อสารของกุนซือกับบอร์ดและผู้เล่นด้วย หากความไว้ใจกันเริ่มหาย ดราม่าในห้องแต่งตัวจะลามไปถึงผลงานในสนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีของ มาเรสก้า กับ เชลซี จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่าต่อให้คุณมีโทรฟี่การันตี แต่ถ้าความสัมพันธ์ในองค์กรเริ่มร้าว ความสำเร็จก็อาจไม่เพียงพอจะยื้อเก้าอี้เอาไว้ได้ตลอดไป
มุมมอง บ้านกีฬา: ดราม่านี้ไม่จบแค่เชลซี แต่สะเทือนทั้งตลาดกุนซือ
จากมุมมองของ บ้านกีฬา ดราม่าครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความสั่นคลอนของ เชลซี เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อ “ตลาดกุนซือ” ทั้งยุโรปในระยะยาว หากวันหนึ่งเก้าอี้กุนซือของ แมนฯ ซิตี้ ว่างลงจริง ชื่อของ มาเรสก้า จะยังอยู่ในข่ายตัวเลือกหรือไม่? และสโมสรไหนจะกล้าเสี่ยงมอบโปรเจ็กต์ระยะยาวให้เขา หลังจากมีบทเรียนที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นเครื่องเตือนใจ
ในทางกลับกัน เชลซี เองก็ต้องเดินหน้าหากุนซือที่จะมาพลิกโฉมทีมต่อไป ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอลที่ยังเชื่อว่าศักยภาพของสโมสรใหญ่ระดับนี้ ไม่ควรหลุดวงโคจรลุ้นแชมป์นานเกินไป
แฟนบอลที่อยากตามทุกมูฟของโลกฟุตบอล ทั้งข่าวกุนซือ ดราม่าหลังฉาก และความเคลื่อนไหวในตลาดลูกหนัง อย่าลืมติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา เราจะพาไปเกาะทุกกระแสแบบเข้มข้น ดุดัน และมันส์สุดขอบสนามเหมือนเดิม

