เสียงเศร้าโศกจากวงการลูกหนังบัลแกเรีย
ข่าวการจากไปของ ดิมิทาร์ เปเนฟ ในวัย 80 ปี ทำเอาแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะสายบอลยุค 90 ต้องสะเทือนใจไปตามๆ กัน เพราะนี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียโค้ชคนหนึ่ง แต่คือการอำลาตำนานผู้สละชีวิตทั้งชีวิตให้กับฟุตบอล และเป็นมันสมองสำคัญที่พา ทีมชาติบัลแกเรีย ทะยานสู่รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกยกให้เป็น “เทพนิยายสีเขียว-ขาว-แดง” ที่ไม่มีวันลืม
ในเส้นทางลูกหนังทั้งในฐานะนักเตะและกุนซือ เปเนฟฝากลายเซ็นไว้ในทุกระดับ ทั้งทีมชาติและสโมสร กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคทองฟุตบอลบัลแกเรียอย่างแท้จริง
ไฮไลต์สำคัญในชีวิตลูกหนังของเปเนฟ
- ตำนานโค้ชทีมชาติบัลแกเรีย เสียชีวิตในวัย 80 ปี
- เคยพาบัลแกเรียเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา
- สมัยเป็นนักเตะเล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกถึง 3 ครั้ง (1966, 1970, 1974)
- คว้าแชมป์ภายในประเทศ 13 โทรฟี่ ส่วนใหญ่กับสโมสรซีเอสเคเอ โซเฟีย
- เคยถูกเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของบัลแกเรียถึง 2 สมัย
- ในฐานะโค้ช พาทีมชาติบัลแกเรียไปเล่น ยูโร 1996 ก่อนกลับไปคุมสโมสรและหวนคืนเก้าอี้ทีมชาติอีกครั้งในปี 2007
จากกองหลังเหล็กสู่ตำนานมันสมองข้างสนาม
เปเนฟเริ่มสร้างชื่อในฐานะกองหลังตัวกลางสไตล์แข็งแกร่ง อ่านเกมเฉียบคม เขาได้สัมผัสเวทีฟุตบอลโลกถึงสามครั้งที่อังกฤษ 1966, เม็กซิโก 1970 และเยอรมนีตะวันตก 1974 ทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในขุนพลระดับชาติที่มีประสบการณ์สูงสุดของยุคนั้น
ตลอดเส้นทางสโมสร เขากวาดแชมป์ในประเทศถึง 13 รายการ ส่วนใหญ่กับซีเอสเคเอ โซเฟีย และยังเคยถูกโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของบัลแกเรียถึงสองครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นทั้งคุณภาพในสนามและความเป็นผู้นำที่ชัดเจน
เมื่อแขวนสตั๊ด เปเนฟไม่เดินหนีจากเกมฟุตบอล เขาเปลี่ยนจากชุดแข่งเป็นชุดสูท ก้าวขึ้นมายืนข้างสนามในบทบาทกุนซือ พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดของนักเตะบัลแกเรียทั้งประเทศ ด้วยสไตล์การคุมทีมที่เน้นวินัย เกมรุกดุดัน และความมั่นใจว่า “ทีมเล็กก็เขียนประวัติศาสตร์บนเวทีโลกได้”
ซัมเมอร์เมาในตำนาน ฟุตบอลโลก 1994
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของเปเนฟเกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เขาคุมทีมชาติบัลแกเรียชุดไอคอนิก ที่มีทั้ง คราซิเมียร์ บาลาคอฟ, เอมิล คอสตาดินอฟ, ยอร์ดาน เลตช์คอฟ และสุดยอดดาวยิงอย่าง ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ กลายเป็นทีมม้ามืดที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ต้องสะดุ้ง
เส้นทางเริ่มแบบช็อกแฟนบอล เมื่อบัลแกเรียแพ้ไนจีเรีย 0-3 ในนัดเปิดสนาม จนหลายคนมองว่าทีมของเปเนฟคงไปได้ไม่ไกล แต่หลังจากนั้นเขากลับพลิกสถานการณ์ด้วยการปรับแท็กติกและกระตุ้นลูกทีมอย่างหนัก ส่งผลให้ทีมกลับมาเอาชนะกรีซและอาร์เจนตินาติดต่อกัน จนทะลุสู่รอบน็อกเอาต์ได้แบบสุดมันส์
ในรอบ 16 ทีม บัลแกเรียเขี่ยเม็กซิโกตกรอบจากการดวลจุดโทษ ก่อนสร้างหนึ่งในเกมจำไม่ลืมในรอบก่อนรองชนะเลิศ ที่สตอยช์คอฟและเลตช์คอฟช่วยกันกดเยอรมนีไป 2-1 กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังบัลแกเรีย
แม้สุดท้ายจะพ่ายอิตาลีในรอบรองชนะเลิศ และพลาดอันดับสามหลังแพ้สวีเดน แต่ “Drunken Summer” หรือ “ซัมเมอร์เมา” ของชาวบัลแกเรีย ก็ยังถูกเล่าขานจนถึงทุกวันนี้ เพราะมันคือช่วงเวลาแห่งความฝัน ที่โค้ชคนหนึ่งพาทีมจากชาติเล็กไปยืนในจุดที่ไม่มีใครคิดว่าจะไปถึง
ความสำเร็จต่อเนื่องและบทบาทโค้ชทีมชาติ
หลังจบฟุตบอลโลกครั้งนั้น เปเนฟยังคงเป็นเสาหลักของลูกหนังบัลแกเรีย เขาพาทีมชาติทะยานเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในศึก ยูโร 1996 ต่อ ก่อนจะกลับไปคุมทีมระดับสโมสร และวนกลับมารับงานกุนซือทีมชาติอีกครั้งในปี 2007 แสดงให้เห็นว่าชื่อของเขาคือคนแรกๆ ที่ชาติเรียกหาเมื่อทีมต้องการที่พึ่งทางฟุตบอล
สำหรับแฟนบอลบัลแกเรีย เปเนฟไม่ใช่แค่โค้ช แต่เป็นเหมือนสถาบันที่หล่อหลอมทัศนคติให้กับนักเตะหลายรุ่น ว่าพวกเขาสามารถยืนหยัดสู้กับชาติใหญ่ๆ บนเวทีโลกได้อย่างไม่ต้องกลัวหน้าไหน
เสียงยืนยันจากลูกทีมระดับโลก
คำยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของเขา ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่เป็นเสียงจากลูกทีมที่กลายเป็นตำนานของโลกไปแล้ว
Hristo Stoichkov เคยให้สัมภาษณ์กับ UEFA.com ไว้ว่า
“ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายที่สุดในเส้นทางอาชีพ จากการทำงานร่วมกับ ดิมิทาร์ เปเนฟ”
ขณะที่ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติบัลแกเรีย ก็กล่าวถึงโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ของเขาเอาไว้ว่า
“เปเนฟคือคนที่ให้โอกาสผม เขาเชื่อมั่นในตัวผมตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น มันคือเกียรติยศและความภูมิใจอย่างที่สุด ที่ผมเคยได้ทำงานภายใต้การคุมทีมของเขา”
สองคำพูดนี้บอกทุกอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ว่าชายชื่อเปเนฟมีอิทธิพลต่อชีวิตนักเตะระดับโลกมากแค่ไหน
ตำนานที่ไม่เลือนหายสำหรับแฟนบอลยุคใหม่
สำหรับแฟนบอลรุ่นใหม่ที่อาจไม่ทันดู ทีมชาติบัลแกเรีย ชุดมหัศจรรย์ใน ฟุตบอลโลก 1994 ชื่อของเปเนฟอาจไม่ได้คุ้นหูเท่าซุปตาร์ยุคปัจจุบัน แต่เรื่องราวของเขาคือบทเรียนสำคัญของฟุตบอล ว่าความเชื่อมั่น การวางแท็กติกที่เหมาะสม และการดันศักยภาพของนักเตะให้ถึงขีดสุด สามารถเปลี่ยนทีมธรรมดาให้กลายเป็นทีมประวัติศาสตร์ได้จริง
ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงโค้ชที่ทำให้ชาติเล็กยืนหยัดต่อกรทีมใหญ่ได้อย่างไม่เกรงกลัว ชื่อของเปเนฟมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างเสมอ เพราะเขาไม่เพียงสร้างผลงานในสนาม แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งประเทศ เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นต่อๆ ไปที่ฝันอยากเห็นธงชาติของตัวเองโบกสะบัดบนเวทีโลก
มุมมองจากแฟนบอลไทยและคำอำลาจาก บ้านกีฬา
แม้บัลแกเรียจะอยู่ไกลจากเมืองไทย แต่แฟนบอลไทยจำนวนมากที่เติบโตมากับยุคบอล 90 ยังจำภาพทีมชุดนั้นได้ดี และรู้ว่าความสำเร็จของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากมันสมองของกุนซือที่ชื่อว่า บ้านกีฬา ขอยกหมวกให้กับเส้นทางลูกหนังของ ดิมิทาร์ เปเนฟ และขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัว วงการลูกหนังบัลแกเรีย รวมถึงแฟนบอลทั่วโลกที่รักและเคารพในตัวเขา
ตำนานอาจลาลับจากโลกใบนี้ไปแล้ว แต่ชื่อของเขายังถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกอย่างแน่นหนา และจะถูกเล่าขานต่อไปในฐานะโค้ชผู้พา “ซัมเมอร์เมา” ของบัลแกเรียให้กลายเป็นนิทานก่อนนอนของแฟนบอลทั่วโลก
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของข่าวบอลระดับโลก เรื่องราวตำนานลูกหนัง และความเคลื่อนไหวของเกมลูกหนังทั้งไทยและเทศ อย่าลืมติดตามความมันส์ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

