แมนยูยุคโกลาหล! แรตคลิฟฟ์-อิเนออส แผนใหญ่พังยับ พาทีมดิ่งเหวทั้งสโมสร

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

ภาพรวมความพังของยุคใหม่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

มีเหตุผลมากพอที่ รูเบน อาโมริม จะเก็บของเดินออกจากสนามซ้อมแคร์ริงตันด้วยรอยยิ้ม เพราะสำหรับกุนซือโปรตุกีสรายนี้ การบอกลาทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันไม่ต่างอะไรกับการวางกระเป๋าหินก้อนโตลงจากบ่า เขาไม่ได้หนีความท้าทาย แต่หนีจากสโมสรที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไร้ทิศทาง และปัญหาสะสมที่ไม่มีใครกล้ารับผิดชอบ

จากสโมสรที่เคยเป็นแบบอย่างด้านการบริหารและความสำเร็จในยุคเฟอร์กี้ ตอนนี้ “ปีศาจแดง” กลายเป็นตัวอย่างด้าน “ความไร้ระเบียบ” ของวงการลูกหนัง ยุคที่ผู้จัดการทีมโดนตั้ง-ปลดเป็นว่าเล่น แผนงานเปลี่ยนทุกไม่กี่เดือน ขณะที่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือโครงสร้างการตัดสินใจที่ผิดซ้ำผิดซาก

แรตคลิฟฟ์-อิเนออส แผนเทคโอเวอร์ที่กลายเป็นฝันร้าย

การเข้ามาของ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ และกลุ่มทุน อิเนออส ตอนแรกถูกขายภาพว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของสโมสร แฟนบอลจำนวนมากหวังว่าเม็ดเงินจากมหาเศรษฐี และประสบการณ์จากโลกธุรกิจจะยกระดับ “แมนยูยุคใหม่” ให้กลับมาลุ้นแชมป์

แต่เอาเข้าจริง นับเกือบสองปีที่เข้ามาถือหุ้น สโมสรไม่ได้มีความชัดเจนด้านทิศทางฟุตบอลเลย การวางโครงสร้าง การเลือกคนทำงาน และการวางแผนตลาดนักเตะ ล้วนเต็มไปด้วยความลังเลและขัดแย้งในตัวเอง

การบริหารที่น่าผิดหวังของผู้ถือหุ้นใหม่ ทำให้ “สนามหญ้า” ต้องรับกรรมจาก “ห้องประชุม” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โค้ชโดนปลดง่ายกว่าผู้บริหารที่เป็นคนตัดสินใจผิด และนี่คือจุดที่แฟนบอลเริ่มมองเห็นแล้วว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ข้างสนาม แต่อยู่บนเก้าอี้ผู้บริหารชั้นบน

เงิน 300 ล้านปอนด์ที่ไม่เคยสร้างทีมเวิร์ก

ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา โครงสร้างใหม่ที่มี โอมาร์ เบร์ราด้า และ เอริค เทน ฮาก อยู่ในแผนงาน ถูกอนุมัติให้ใช้เงินเสริมทัพทะลุ 300 ล้านปอนด์ (ราว 13,200 ล้านบาท) แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับไม่ใกล้เคียงคำว่า “ทีมลุ้นแชมป์”

นักเตะที่ซื้อมาไม่ได้ตอบโจทย์แท็กติกอย่างแท้จริง หลายคนเหมือนถูกดึงมาเพราะมีโอกาสซื้อได้ ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องใช้ในระบบของทีม สุดท้ายเมื่อฟอร์มไม่เข้าเป้า คนที่ถูกจับเชือดคือผู้จัดการทีม ไม่ใช่คนที่อนุมัติการใช้เงิน

ระบอบการบริหารภายใต้แรตคลิฟฟ์ ยังสร้างรอยแผลเพิ่มด้วยการจ้างและไล่ แดน แอชเวิร์ธ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาภายในเวลาแค่ 6 เดือน เพียงเพราะคำแนะนำของเขา “ไม่เป็นที่โปรดปราน” ของฝ่ายตัดสินใจ ทั้งที่หน้าที่ของผู้อำนวยการกีฬา คือเสนอแนวทางระยะยาวที่อาจไม่ถูกใจทุกคน แต่ถูกต้องสำหรับสโมสรในเชิงฟุตบอล

อาโมริม: กุนซือระบบชัด แต่สโมสรไม่หนุนหลัง

หลังล้มเหลวในการดึงโค้ชชั้นนำอย่าง โธมัส ทูเคิ่ล มาคุมทีม บอร์ดบริหารหันไปหา รูเบน อาโมริม กุนซือที่ถนัดระบบ 3-4-3 มีไอเดียฟุตบอลชัดเจน แท็กติกสมัยใหม่ และเคยปั้นทีมให้เล่นเป็นระบบอย่างสวยงามในโปรตุเกส

ปัญหาคือ สโมสรดึงโค้ชที่ชัดเจนเรื่องระบบ แต่กลับไม่จัดนักเตะที่เหมาะสมให้เลย แม้แต่โครงสร้างพื้นฐานของการเล่นหลังสามก็ยังไม่มีบุคลากรพร้อมในระดับที่ต้องการ นักเตะหลายคนไม่ได้ถูกคัดเลือกให้เข้ากับระบบนี้ เป้าหมายเสริมทัพหลายรายหลุดมือ ทำให้กุนซือจำเป็นต้องดัดแปลงตลอดเวลา

สุดท้าย อาโมริมต้องออกจากตำแหน่งหลังทำงานได้เพียง 14 เดือน ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาหลักไม่ได้อยู่ในสนาม แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องอำนาจและการตัดสินใจเบื้องหลัง เขาไม่ได้ยอมเป็น “หุ่นเชิด” ให้ วิลค็อกซ์, เบร์ราด้า และบอร์ดระดับบน และนี่คือจุดที่ทุกอย่างพัง

โครงสร้างบนที่ล้มเหลว แต่ยังนั่งสั่งการต่อ

สิ่งที่ทำให้แฟน “เร้ด อาร์มี่” เดือดที่สุด คือในขณะที่โค้ชถูกปลด นักเตะหลายคนโดนมองว่า “ไม่คุ้มค่าตัว” คนอย่าง เจสัน วิลค็อกซ์ และ โอมาร์ เบร์ราด้า กลับยังได้รับอนุญาตให้มีอำนาจเต็มในการเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป

เงินหลายล้านปอนด์ที่สูญไปกับค่าชดเชยผู้จัดการทีม และนักเตะที่ยังไม่ตอบแทนผลงานระดับท็อป ยิ่งน่าตกใจ เมื่อมองคู่ขนานกับข่าวการเลิกจ้างพนักงานหลายร้อยชีวิตเพื่อประหยัดต้นทุน มันสะท้อนภาพความไม่สมดุลของการบริหารอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน ความไม่พอใจของแฟนบอลต่อดีลอย่าง โจชัว เซิร์กซี, มานูเอล อูการ์เต้ และ เบนยามิน เชชโก้ ยิ่งทำให้เกิดคำถามใหญ่ว่า ใครกันแน่ที่กำลังลากทิศทางสโมสรไปผิดทาง

แผนใช้โค้ชชั่วคราว: ทางแก้ที่เหมือนวนลูป

ตอนนี้บอร์ดบริหารกำลังพิจารณาให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา หรือ ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับหน้าที่กุนซือชั่วคราว พา “ปีศาจแดง” ประคองตัวไปจนจบฤดูกาล

ปัญหาคือ ทั้งสองคนต่างเคยมีโอกาสพิสูจน์ฝีมือมาแล้ว โซลชา เคยคุมแมนฯ ยูฯ เต็มตัวและแสดงให้เห็นว่ามีจุดดีเรื่องบรรยากาศและการดึงศักยภาพบางคนออกมา แต่เมื่อถึงจุดต้องวัดกันด้วยแท็กติกระดับลึก เขายังไม่ดีพอ ส่วนคาร์ริค เคยทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพ 3 นัดหลังยุคโซลชา ก่อนจะไปคุมมิดเดิ้ลสโบรห์ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ผลงานก็น่าสนใจช่วงแรก แต่สุดท้ายก็ไม่กลายเป็นโปรเจ็กต์ระยะยาวจนโดนปลดออกจากตำแหน่ง

การหันกลับไปใช้ชื่อเดิมๆ คนเดิมๆ ในสถานการณ์วิกฤติ จึงเหมือนการวนลูปแก้ปัญหาแบบเดิม ไม่ได้แตะโครงสร้างจริงๆ ที่เป็นรากของปัญหาเลย

ปัญหาที่แท้จริง: ไม่ใช่โค้ช แต่คือบอร์ดบริหาร

ข้อเท็จจริงที่ต้องพูดตรงๆ คือ อาโมริมไม่ได้ถูกปลดเพราะแพ้ กริมสบี้ ทาวน์ หรือเพราะผลการแข่งขันกับ วูล์ฟส์ หรือ เวสต์แฮม เท่านั้น เขาถูกปลดเพราะไม่ยอมเดินตามเกมของบอร์ดบริหาร ไม่ยอมทำตัวเป็นกุนซือที่มีหน้าที่แค่รับคำสั่งจากคนบนห้องประชุม

และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมกุนซือโปรตุกีสรายนี้ถึงออกมาให้สัมภาษณ์อย่างดุเดือด มุ่งเป้าจวกฝ่ายบริหารทั้งหมดหลังเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด ที่เอลแลนด์ โร้ด มันเป็นเสียงสะท้อนจากคนในระบบที่เบื่อกับความไม่รับผิดชอบของคนมีอำนาจ

จากสิ่งที่เกิดขึ้น แฟนบอลแมนฯ ยูฯ จึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ปัญหาหลักของทีมไม่ใช่ “โค้ชไม่ดีพอ” แต่คือ บอร์ดบริหาร ที่ไม่เคยยอมรับว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งของความล้มเหลว

บทเรียนฟุตบอลสมัยใหม่ที่แฟนบอลควรรู้

ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ ทีมใหญ่ที่ประสบความสำเร็จไม่มีใครฝากอนาคตไว้กับ “คนเดียว” ไม่ว่าจะเป็นโค้ชหรือเจ้าของ แต่ใช้ระบบการบริหารที่ชัดเจน มีผู้อำนวยการกีฬา แผนระยะยาว การเสริมทัพที่ต่อเนื่อง และมีการกัน “อารมณ์ส่วนตัว” ออกจากการตัดสินใจเรื่องฟุตบอลให้มากที่สุด

เราจึงเห็นทีมอย่าง แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล หรือสโมสรที่วางรากฐานดีๆ ใช้เวลาไม่นานในการรีเซ็ต แล้วกลับมาลุ้นแชมป์ได้อีก ขณะที่ทีมที่ใช้แต่เงิน แต่ไม่มีโครงสร้างการคิดระยะยาว ก็มักวนเวียนอยู่กับคำว่า “เปลี่ยนโค้ช เปลี่ยนนักเตะ แต่ไม่เคยเปลี่ยนวิธีคิด”

สำหรับแฟนบอลไทยที่ติดตามพรีเมียร์ลีกและรักแมนฯ ยูฯ ภาพเหล่านี้คือกรณีศึกษาแบบสดๆ ว่าฟุตบอลระดับสูง ไม่ใช่แค่เรื่องนักเตะ 11 คนในสนาม แต่มันคือองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน

มองไปข้างหน้าในยุคมืดของปีศาจแดง

สุดท้ายแล้ว ความหวังเดียวของแฟน “ปีศาจแดง” คือการได้เห็นโครงสร้างสโมสรที่โปร่งใสและชัดเจนกว่านี้ หาก แมนยู ยังปล่อยให้คนกลุ่มเดิมที่เคยตัดสินใจผิดซ้ำๆ มีอำนาจเต็มในการเลือกโค้ชคนใหม่ วางโปรเจ็กต์ใหม่ และใช้เงินก้อนโตแบบไม่มีแผนระยะยาว การกลับไปสู่วันคืนแห่งความสำเร็จก็คงเป็นแค่ภาพจำในไฮไลต์ยุคเฟอร์กี้เท่านั้น

ตราบใดที่แนวคิดการบริหารไม่ถูกเปลี่ยนจาก “เอาตามใจคนมีเงิน” ไปเป็น “เอาตามแผนฟุตบอล” ต่อให้เปลี่ยนโค้ชอีกกี่คน ก็มีสิทธิ์จบเหมือนเดิมทุกยุคทุกสมัย และนี่คือความจริงที่เจ็บปวดที่สุดของแฟนผีทั่วโลกในตอนนี้

ใครที่อยากตามทุกมุมมองดุเดือด ข่าวบอลเข้มข้น และวิเคราะห์เจาะลึกแบบไม่เกรงใจใคร อย่าลืมติดตามทุกความเคลื่อนไหวในโลกลูกหนังได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา แหล่งรวมข่าวบอลสำหรับแฟนลูกหนังตัวจริง

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา