มาดามแป้งวอนโอลิมปิคไทย ดันช้างศึกไปพิสูจน์ตัวในเอเชียนเกมส์
จากบทเรียนเจ็บๆ ในศึกซีเกมส์ครั้งที่ผ่านมา ทำให้เสียงของ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ดังชัดขึ้นกว่าเดิม คราวนี้เธอออกโรงขอให้คณะกรรมการ โอลิมปิคไทย พิจารณาส่งทีมฟุตบอลชาย ทีมชาติไทย ลุยศึก เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่นแบบจริงจัง จุดยืนสำคัญคือมองว่านี่คือเวทีระดับทวีปที่ “ช้างศึก” ต้องไม่พลาด และที่สำคัญคือจัดแข่งในช่วง ฟีฟ่าเดย์ ทำให้การดึงตัวนักเตะจากสโมสรมีข้ออ้างน้อยลง
มาดามแป้งมองว่า หากประเทศไทยอยากยกระดับแท็กติก มาตรฐาน และความแข็งแกร่งของลูกหนังชาติ จำเป็นต้องส่งชุดที่พร้อมที่สุดไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่แบบนี้ ไม่ใช่แค่ส่งไป “ให้ครบ” แต่ต้องไป “ให้ลุ้น” ด้วย
บทเรียนซีเกมส์จุดประกาย ทบทวนแนวทางทีมชาติไทย
ผลงานที่ไม่สามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขัน ฟุตบอลชาย ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้สมาคมฯ ต้องกลับมาทบทวนแนวทางการส่งทีมชาติไทยลงเล่นในระดับทวีปอีกครั้ง เพราะแรงคาดหวังจากแฟนบอลสูง แต่ทรัพยากรที่ใช้ในแต่ละทัวร์นาเมนต์ต้องถูกจัดการให้คุ้มค่า
จากนี้โฟกัสใหม่คือ การวางแผนระยะยาวไปยังศึกฟุตบอลชายในมหกรรม เอเชียนเกมส์ 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ที่จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น แฟนบอลไทยจึงจับตามองว่าจะจัดทัพอย่างไร จะเน้นผลลัพธ์หรือเน้นเก็บประสบการณ์ หรือสามารถทำสองอย่างควบคู่กันได้
เอเชียนเกมส์ 2026 ชนฟีฟ่าเดย์ โอกาสทองของทีมชาติ
หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ มาดามแป้ง กล้าดันเรื่องนี้เต็มตัว คือการตรวจสอบปฏิทินการแข่งขันและพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับ ฟีฟ่าเดย์ ซึ่งเป็นหน้าต่างของทีมชาติที่สโมสรต่างๆ จำเป็นต้องปล่อยตัวนักเตะตามกฎอยู่แล้ว ส่งผลให้การเรียกตัวแข้งสำคัญมาเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ “ไม่ติดปัญหาเท่าทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้า”
ตามหลักแล้ว ช่วงฟีฟ่าเดย์คือช่วงที่ทีมชาติได้รวมตัวกันแบบเต็มสูบ มีเวลาฝึกซ้อมร่วมกัน และทำให้โค้ชสามารถวางระบบการเล่นที่จริงจังกว่าการเก็บตัวแบบกระท่อนกระแท่น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ฝ่ายบริหารทีมชาติ มองว่า เอเชียนเกมส์รอบนี้ “เหมาะสมกว่าเดิม” ในมุมของการสร้างผลงานให้แฟนบอลได้ภาคภูมิใจ
ปฏิทินฟีฟ่าเดย์ 2026/27 กับผลกระทบต่อไทยลีก
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีการปรับปฏิทินฟีฟ่าเดย์ช่วงเดือนกันยายน–ตุลาคม ปี 2569 ส่งผลโดยตรงให้การแข่งขัน ฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2026/27 ต้องหยุดยาวถึง 16 วัน ช่องว่างตรงนี้กลายเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งสโมสรต้องเสียจังหวะการแข่งขัน แต่ในอีกด้านก็เปิดพื้นที่ให้ทีมชาติได้ใช้งานนักเตะอย่างเต็มที่
แม้ฟีฟ่าเดย์จะถูกออกแบบมาเน้นการลงสนามของทีมชาติชุดใหญ่เป็นหลัก แต่ในเคสนี้การแข่งขันฟุตบอลชายในเอเชียนเกมส์กำหนดอายุไม่เกิน 23 ปี (U23) ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะเลือกส่ง “ช้างศึก” ชุดไหนลงไปเล่น จะเป็นชุด U23 ตามระเบียบ หรือจะหยิบเอาแข้งที่เกินอายุเสริมเข้ามาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ต้องรอความชัดเจนจากฝ่ายเทคนิคและผู้บริหารสมาคมอีกครั้ง
ภาพรวมฟุตบอลชายเอเชียนเกมส์ และผลงานล่าสุดของช้างศึก
ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลชายในเอเชียนเกมส์ 2026 มีทั้งหมด 32 ทีมจากทั่วทวีปเอเชียเข้าร่วม ทำให้การแข่งขันเข้มข้นตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ทุกชาติต่างใช้เวทีนี้วัดศักยภาพแข้งดาวรุ่งและว่าที่สตาร์ทีมชาติชุดใหญ่ในอนาคต สำหรับไทยเอง นี่คือเวทีที่เคยสร้างทั้งความทรงจำดีและบทเรียนเจ็บปวดมาแล้ว
ผลงานล่าสุดของทีมชาติไทยใน เอเชียนเกมส์ 2022 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน คือการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนพ่ายให้กับ อิหร่าน 0-2 ตกรอบแบบน่าเสียดาย ภาพนั้นยังค้างอยู่ในใจแฟนบอลจำนวนมาก และกลายเป็นแรงผลักดันให้หลายคนมองว่า รอบต่อไปที่ญี่ปุ่น เราต้องทำได้ดีกว่าเดิม
มองไกลกว่าหนึ่งทัวร์นาเมนต์: เอเชียนเกมส์คือบันไดสู่เวทีใหญ่
สำหรับแฟนบอลที่ติดตามทีมชาติไทยมาอย่างยาวนาน จะรู้ดีว่า ทัวร์นาเมนต์อย่างเอเชียนเกมส์ไม่ใช่แค่ฟุตบอลเยาวชนธรรมดา แต่เป็นเวทีวัดศักยภาพของโครงสร้างฟุตบอลทั้งระบบ ตั้งแต่การวางรากฐานอะคาเดมี การจัดการโปรแกรมลีก ไปจนถึงการเตรียมทีมชาติในระยะยาว
หากการส่งทีมไปเล่นเอเชียนเกมส์ 2026 สามารถทำได้อย่างมีแผน มีการเตรียมทีมล่วงหน้า และผูกโยงกับเป้าหมายใหญ่ เช่น การลุ้นตั๋วไปโอลิมปิกในอนาคต หรือการสร้างแกนหลักของทีมชาติชุดใหญ่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า นี่จะไม่ใช่แค่ “ไปแข่งให้จบทัวร์นาเมนต์” แต่คือการลงทุนระยะยาวของฟุตบอลไทย ที่แฟนบอลทุกคนมีส่วนร่วมผ่านเสียงเชียร์และการสนับสนุน
แฟนบอลไทยเตรียมลุ้น มาตรฐานใหม่ของช้างศึกบนเวทีเอเชีย
สุดท้ายแล้ว การที่ มาดามแป้ง ออกมาเคลื่อนไหวขอให้โอลิมปิคไทยส่งทีมชาติไทยชุดฟุตบอลชายลุยเอเชียนเกมส์ 2026 ถือเป็นสัญญาณว่า ฝั่งผู้บริหารไม่ได้มองข้ามเวทีระดับทวีป และพร้อมใช้จังหวะฟีฟ่าเดย์ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด สิ่งที่แฟนบอลรอคือความชัดเจนเรื่องชุดผู้เล่น แนวทางการเตรียมทีม และเป้าหมายที่จับต้องได้ ว่าจะไปถึงระดับไหนบนแผ่นดินญี่ปุ่น
แฟนบอลไทยคงต้องเอาใจช่วยให้การตัดสินใจครั้งนี้ออกมาดีที่สุด เพื่อให้ช้างศึกได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในเวทีที่สมศักดิ์ศรี และสร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศอีกครั้ง เหนือสิ่งอื่นใด เสียงเชียร์ของแฟนบอลยังคงเป็นพลังสำคัญที่ผลักดันวงการลูกหนังไทยให้เดินหน้าต่อไป
ใครที่อยากตามทุกจังหวะของข่าวบอลไทย โปรแกรมทีมชาติ และประเด็นร้อนในวงการลูกหนัง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ข่าวบอลไทยบ้านกีฬา แหล่งรวมเรื่องราวฟุตบอลสำหรับแฟนบอลตัวจริง

