ภาพรวมวันนี้: ทำไม หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ถึงโดนเทขายหนักแบบพร้อมเพรียง
บ้านกีฬาเล่าให้เห็นภาพแบบชัดๆ — รอบนี้ไม่ใช่ร่วงเพราะงบแย่ทันที หรือมีเหตุเฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่มาจาก “แรงกระแทกด้านความรู้สึกลงทุน (Sentiment)” ที่ปะทุเร็วมาก จากกระแสข่าวในโซเชียลและวงการตัวแทนประกันชีวิต เรื่องการปรับรูปแบบกรมธรรม์จาก “เหมาจ่าย” ไปเป็น “ร่วมจ่าย” หรือ Co-payment จนตลาดกังวลว่า ฐานลูกค้าประกันของ รพ.เอกชนจะชะลอการใช้บริการลงได้
ผลคือเกิดแรงขายไล่ราคาเหมือนโดนตัดขาเป็นกลุ่ม และยิ่งมีประเด็น “รายการ Big Lot” บางตัวเข้ามาเสริมแรงกดดัน ทำให้ภาพรวมออกมาเป็นคำเดียวว่า “แดงเถือก”
เลือดสาดบนกระดาน: ตัวไหนร่วงแรงแค่ไหน (ตัวเลขอัปเดตตามรายงาน)
ตามรายงานความเคลื่อนไหววันที่ 12 ม.ค. 2569 ณ เวลา 14.30 น. หุ้นโรงพยาบาลที่ปรับลงหนักสุด 5 อันดับแรกมีดังนี้
- PR9 -7.65% เหลือ 16.90 บาท
- BH -5.08% เหลือ 140.00 บาท
- BDMS -3.70% เหลือ 18.20 บาท
- CHG -3.31% ที่ 1.46 บาท
- BCH -2.53% ที่ 9.65 บาท
อีกชุดข้อมูลจากรายงานช่วงเช้า (12.30 น.) ก็สะท้อนว่าแรงขายกระจายทั้งกลุ่มเช่นกัน โดยมี PR9, BH, BDMS, BCH, CHG และ THG ปรับลดลงในทิศทางเดียวกัน
ต้นตอความตื่นตระหนก: ข่าวลือ “เลิกขายเหมาจ่าย” กับเดดไลน์ 31 มี.ค. 2026
แก่นข่าวที่ทำให้ตลาดสะดุ้งคือ “ข่าวลือ” ว่าบริษัทประกันรายใหญ่จะ “ยุติ” การขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่ และโยกไปใช้ระบบ Co-payment โดยอาจมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2026
เหตุผลที่นักลงทุนโยงมาหุ้นโรงพยาบาลทันที เพราะรายได้จากผู้ป่วยที่มาพร้อมประกันสุขภาพคือหนึ่งในเส้นเลือดของหลายโรงพยาบาลเอกชน และถ้าคนไข้ต้อง “ควักจ่ายร่วม” มากขึ้น ก็มีโอกาสที่พฤติกรรมการเข้ารับการรักษาจะเปลี่ยน เช่น เลื่อนการรักษา ลดความถี่ หรือเลือกแพ็กเกจ/สถานพยาบาลที่ถูกลง
แกะคำให้ชัด: เหมาจ่าย vs ร่วมจ่าย vs ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (Deductible) ต่างกันยังไง
เรื่องนี้ถ้าไม่แยกให้ชัด คนจะเผลอเหมารวมแล้วตื่นตระหนกเกินจริง
- ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย: บริษัทประกันจ่ายค่ารักษาตามจริง (ภายใต้วงเงิน/เงื่อนไขในกรมธรรม์)
- Deductible (ค่าใช้จ่ายส่วนแรก): คนเอาประกันจ่าย “ก้อนแรก” ตามที่กำหนด แล้วส่วนที่เกินค่อยให้ประกันจ่าย
- Co-payment (ร่วมจ่าย): กำหนดเป็น “เปอร์เซ็นต์” ที่คนเอาประกันต้องร่วมจ่ายทุกครั้งที่เคลม เช่น 30% หรือ 50% แล้วประกันจ่ายส่วนที่เหลือ
ที่สำคัญ: “Co-payment” ในตลาดไทยมีได้หลายแบบ เช่น แบบระบุร่วมจ่ายตั้งแต่วันเริ่มทำ หรือแบบเกิดขึ้นใน “ปีต่ออายุ” หากเข้าเงื่อนไขการเคลมบางรูปแบบ

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อย: Co-payment ไม่ได้แปลว่า “ประกันไม่คุ้ม” และไม่ใช่การตัดสิทธิ์ย้อนหลังแบบเหมารวม
ข้อมูลเชิงหลักการที่ควรรู้ (และเป็นเหตุผลว่าทำไมโบรกฯ บางค่ายมองว่ากระทบจริงอาจจำกัด) คือระบบมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ของไทย หรือ New Health Standard ที่กำหนดให้สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพมีมาตรฐานเดียวกัน และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2564
อีกหัวใจคือ “การต่ออายุ” — ช่องทางของ คปภ. สื่อสารไว้ว่าแนวคิดหนึ่งคือการต่ออายุประกันสุขภาพได้ (ยกเว้นกรณีปกปิดข้อมูลสุขภาพ/ทุจริต ฯลฯ)
ดังนั้น ถ้าจะมีการเปลี่ยนรูปแบบจริงในอนาคต มันมักถูกออกแบบให้กระทบ “ลูกค้าใหม่/เงื่อนไขใหม่” มากกว่าจะไปหักดิบแบบย้อนหลังกวาดหมดกระดาน
“เช็กข่าวให้ครบก่อนกลัว”: โบรกฯ โทรถามบริษัทประกันแล้วเจออะไร
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะช่วย “ลดดีกรีไฟลามทุ่ง”
มีรายงานว่า นักวิเคราะห์ของ บล.กรุงศรีสอบถามตัวแทนบริษัทประกันชั้นนำ (เช่น กรุงไทยแอ๊กซ่า, อลิอันซ์, เมืองไทยประกันชีวิต) และพบว่า “ยังมีการเสนอขายเหมาจ่ายสำหรับลูกค้าใหม่” และ “ยังไม่มีกำหนดการยุติขายที่ชัดเจน” ตามข่าวลือ
พูดง่ายๆ: ตลาดโดนกระแสข่าว “เขย่า” แต่ฝั่งข้อมูลจริงยังไม่ฟันธงว่าเกิดการยกเลิกแบบเหมารวมแล้ว
ถ้าสุดท้ายมีการขยับจริง ผลกระทบต่อหุ้นโรงพยาบาลจะมา “ช่องทางไหน”
บ้านกีฬาขอแตกเป็น 5 ช่องทางใหญ่ๆ แบบอ่านแล้วเห็นภาพทันที
- พฤติกรรมคนไข้ (Demand Elasticity)
ถ้าร่วมจ่ายมากขึ้น คนบางกลุ่มจะชะลอการรักษาที่ไม่เร่งด่วน หรือย้ายไปตัวเลือกที่ถูกกว่า โดยเฉพาะเคสที่ “เลือกได้” ไม่ใช่ฉุกเฉิน - โครงสร้างรายได้จาก “ลูกค้าประกัน” ของแต่ละ รพ. ไม่เท่ากัน
มีข้อมูลชี้ว่า 9 เดือนแรกของปี 2569 บางแห่งพึ่งรายได้ลูกค้าประกันสูง เช่น BDMS 38%, THG 32%, BCH 25%
ขณะที่อีกแหล่งรายงานสัดส่วนรายได้จากประกันของหลายโรงพยาบาล (อ้างอิงช่วง 9M68) เช่น BDMS 38%, BCH 25%, CHG 25%, BH 21%, EKH 50%
สรุปคือ “ใครพึ่งประกันมาก” ก็ถูกตลาดกังวลมากเป็นธรรมชาติ - ผลต่อ “ความถี่การมาใช้บริการ” มากกว่าผลต่อเคสหนัก
เคสโรคร้าย/ผ่าตัดใหญ่ คนไข้ยังต้องรักษาอยู่ดี แต่เคสเล็กๆ/โรคทั่วไปที่ยืดหยุ่นได้ อาจเป็นจุดที่การร่วมจ่ายส่งผลชัดกว่า - อำนาจต่อรองโรงพยาบาล–บริษัทประกัน
โรงพยาบาลใหญ่บางรายมีข้อตกลง/เครือพันธมิตรกับบริษัทประกันในรูปแบบเฉพาะ ทำให้ฐานลูกค้าค่อนข้างเหนียวขึ้น - เงินเฟ้อค่ารักษา (Medical Inflation) เป็นแรงผลักให้ฝั่งประกันต้อง “คุมเกมต้นทุน”
ฝั่งประกันจำนวนมากอธิบายประเด็น “เงินเฟ้อทางการแพทย์” ว่าสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปในหลายปี และหลังโควิดต้นทุนสุขภาพยังตึงต่อเนื่อง
ทำไมโบรกฯ บางค่ายถึงบอก “กระทบจำกัด” (และเหตุผลมันมีตรรกะ)
รายงานมุมมองของ บล.กรุงศรีสรุปเหตุผลหลักไว้ 3 ข้อที่ตลาดควรฟังให้ครบก่อนสรุปเองว่า “จบแล้วกลุ่ม รพ.”
- ไม่กระทบย้อนหลังลูกค้าเดิม
อิงกรอบแนวคิด New Health Standard ลูกค้าเดิมยังได้รับความคุ้มครองต่อเนื่อง/ต่ออายุได้ (ยกเว้นปกปิดข้อมูลหรือทุจริต) ฐานรายได้เดิมจึงไม่หายวูบแบบปิดสวิตช์ - Co-payment อาจทำให้ “เบี้ยถูกลง” ดึงลูกค้าใหม่เข้าระบบมากขึ้น
ภาพใหญ่คือขยายฐานคนทำประกันสุขภาพได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะคนที่เคยเข้าไม่ถึงเบี้ยเหมาจ่าย - โรงพยาบาลใหญ่มีพันธมิตรประกัน ช่วยล็อกฐานลูกค้า
ยกตัวอย่างความร่วมมือในลักษณะเฉพาะที่ช่วยการันตีฐานลูกค้าได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า บล.กรุงศรีคงมุมมอง “ถือ (Neutral)” ต่อกลุ่ม และมองกำไรสุทธิรวมกลุ่มปี 2569 เติบโตระดับหนึ่ง พร้อมยกหุ้นเด่น BDMS และ BCH พร้อมราคาเป้าหมายตามบทวิเคราะห์
ขณะที่อีกฝั่งอย่าง บล.ธนชาตถูกอ้างว่าปรับมุมมองกลุ่มจาก Positive เป็น Neutral โดยให้เหตุผลเรื่องการเติบโตผู้ป่วยที่ช้าลง ต้นทุนเพิ่ม และความไม่ชัดเจนนโยบาย Co-payment ของแต่ละบริษัทประกัน

Co-payment ในไทย “วิธีเข้าเงื่อนไข” และ “เพดานร่วมจ่าย” ที่หลายคนไม่รู้
ถ้าพูดแบบเข้าใจง่าย Co-payment ไม่ได้ทำให้คนต้องร่วมจ่ายทันทีทุกคน แต่มีโมเดลที่ “ไปโผล่” ในปีต่ออายุได้ เมื่อเข้าเงื่อนไขบางอย่าง เช่น เคลมโรคเล็กน้อยหลายครั้ง และยอดเคลมสูงตามเกณฑ์ที่กำหนด (รายละเอียดขึ้นกับกรมธรรม์)
ฝั่งสมาคมประกันชีวิตไทยมีข้อมูลอธิบายว่า เมื่อเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย ปีต่ออายุถัดไปอาจต้องร่วมจ่าย 30% หรือ 50% และการรวมสัดส่วนจะไม่เกิน 50% ในปีถัดไป รวมถึงมีแนวคิดว่า “ถ้าปีพฤติกรรมเคลมลดลง ไม่เข้าเงื่อนไข ก็อาจกลับสู่สถานะปกติในปีต่อไปได้”
จุดนี้สำคัญต่อหุ้นโรงพยาบาล เพราะมันบอกว่า “ระบบร่วมจ่าย” ถูกออกแบบเพื่อคุมพฤติกรรมการเคลมบางลักษณะ ไม่ใช่ยกเลิกการรักษา หรือบีบให้คนไม่ไปรพ.ทั้งหมด
นักลงทุนควรโฟกัสอะไร ถ้าจะเล่นธีม “หุ้นโรงพยาบาล” ให้ไม่หลงทาง
บ้านกีฬาให้เป็นเช็กลิสต์แบบใช้งานได้จริง (ไม่ใช่ทฤษฎีสวยๆ)
- สัญญาณ “ประกาศทางการ” จากบริษัทประกันรายใหญ่ (อย่าซื้อ/ขายตามโพสต์)
- คำชี้แจง/แนวทางจากหน่วยงานกำกับ (เช่น คปภ.) ว่ามีการปรับเกณฑ์อะไรเพิ่มหรือไม่
- สัดส่วนรายได้จากผู้ป่วยประกันของแต่ละโรงพยาบาล (ยิ่งสูง ยิ่งถูกจับตา)
- โครงรายได้อื่นๆ เช่น ต่างชาติ/Medical tourism/ประกันสังคม/เงินสด (ช่วยบาลานซ์ความเสี่ยง)
- แนวโน้ม “ค่ารักษา-ความซับซ้อนโรค (Intensity)” เพราะโรคซับซ้อนมักมีรายได้ต่อเคสสูงกว่า
- ค่าใช้จ่ายบุคลากรและต้นทุนทางการแพทย์ (แรงกดดันกำไรที่คนมักมองข้าม)
- ความสามารถในการบริหารเคส (Case mix) และศูนย์เฉพาะทาง
- ความเสี่ยงด้านการแข่งขันในพื้นที่ (รพ.เปิดใหม่/ขยายสาขาชนกัน)
- ทิศทางเงินเฟ้อทางการแพทย์ ซึ่งเป็นตัวแปรร่วมทั้งฝั่งรพ.และประกัน
- สภาพคล่องหุ้น/รายการพิเศษ (เช่น Big Lot) ที่ทำให้ราคาสวิงเกินปัจจัยพื้นฐานระยะสั้น
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นการสรุปข่าวและข้อมูลเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
สรุปแบบบ้านกีฬา: เกมนี้ “ข่าวลือยิงก่อน-ตลาดวิ่งก่อน” แต่ผลจริงต้องรอเอกสารและการยืนยัน
สิ่งที่เกิดกับ หุ้นโรงพยาบาล รอบนี้คืออาการ “แพนิคตามข่าว” มากกว่าผลประกอบการเปลี่ยนแบบฉับพลัน โดยมีทั้งตัวเลขราคาร่วงที่ชัดเจน และความกังวลต่อการเปลี่ยนผ่านจากเหมาจ่ายไปสู่ Co-payment ซึ่งยังต้องตามดูว่าเป็นการยกเลิกการขายแบบกว้างจริง หรือเป็นการปรับโครงสร้างเฉพาะบางผลิตภัณฑ์/บางบริษัท
แต่ในอีกมุม โบรกฯ บางค่ายก็ชี้ว่า “ผลกระทบจำกัด” เพราะลูกค้าเดิมยังมีกรอบคุ้มครองและการต่ออายุ (ยกเว้นกรณีทุจริต/ปกปิดข้อมูล) และการร่วมจ่ายอาจเป็นเครื่องมือขยายฐานคนทำประกันด้วยเบี้ยที่เข้าถึงง่ายขึ้น
สุดท้าย ตลาดหุ้นเหมือนสนามบอล—โดนเสียงเชียร์ (ข่าวลือ) เขย่าจังหวะแรกได้เสมอ แต่คนที่รอดคือคนที่ดู “สกอร์จริง” จากประกาศทางการและตัวเลขงบ ไม่ใช่ดูจากโพสต์ไวรัลอย่างเดียว
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

