ด่วนสะเทือนราง! เครนไฮสปีดถล่มทับรถด่วนขบวน 21 กลางสีคิ้ว โคราช ไฟลุก-ตกราง ยอดสูญเสียพุ่ง เรารู้อะไรแล้วบ้าง และต้องทำยังไงต่อจากนี้

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

🔥 ภาพรวมโศกนาฏกรรมเช้านี้: เครนร่วง “ทับกลางขบวน” ก่อนเกิดเพลิงไหม้-ตกราง

เช้าวันที่ 14 มกราคม 2569 เกิดเหตุ ข่าวรถไฟ ที่สะเทือนใจทั้งประเทศ เมื่อเครนก่อสร้างโครงการ รถไฟความเร็วสูง (ทางยกระดับ) เกิดการถล่ม/ร่วงลงมาทับขบวน รถไฟ โดยสารที่กำลังวิ่งผ่านในพื้นที่อำเภอ สีคิ้ว จังหวัด โคราช (นครราชสีมา) ทำให้ตู้โดยสารเสียหายหลายตู้ เกิดการตกราง และมีไฟไหม้ในจุดเกิดเหตุ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยเหตุเกิดในช่วงเช้าประมาณ 09.05–09.15 น. (ตามรายงานหลายสำนักในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน)

ภาพรวมจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า เหตุเกิดที่อำเภอสีคิ้ว ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 230 กิโลเมตร และเป็นจังหวะที่ขบวนรถกำลังมุ่งหน้าไปปลายทางฝั่งอีสาน ทำให้ความเสียหายหนักกว่าที่ใครคาดคิด

⏱️ ไทม์ไลน์ “วินาทีระทึก” ที่คนบนขบวนไม่มีใครทันตั้งตัว

จากข้อมูลที่ถูกรายงานตรงกันหลายแหล่ง เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะขบวนรถโดยสารกำลังเคลื่อนผ่านช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว (บริเวณบ้านถนนคต/ถนนคด ตามการสะกดของแต่ละสำนัก) และในจังหวะเดียวกันมีงานยกชิ้นส่วนโครงสร้างของงานก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงด้านบน เมื่อเครนเกิดการพัง/ทรุด/เสียสมดุล ชิ้นส่วนขนาดใหญ่จึงร่วงลงมาโดนขบวนรถด้านล่าง ส่งผลให้

  • ตู้โดยสารอย่างน้อย 3 ตู้ได้รับผลกระทบ (หลายรายงานระบุ 2 ตู้เสียหายหนัก)
  • มีการตกราง และเกิดไฟลุกไหม้บางส่วน
  • เจ้าหน้าที่ต้องเร่งตัดถ่าง-ค้นหาผู้โดยสารที่ติดค้าง และมีการประเมินความเสี่ยงโครงสร้างซ้ำหลายรอบ

ประเด็นสำคัญคือ “นี่ไม่ใช่รถชนธรรมดา” แต่เป็นอุบัติเหตุที่ซ้อนทับกันระหว่างงานก่อสร้างบนทางยกระดับกับการเดินรถบนทางเดิมด้านล่าง ซึ่งทำให้แรงกระแทก ความเสียหาย และความยากในการกู้ภัยเพิ่มเป็นทวีคูณ

📌 ยอดเสียชีวิต-บาดเจ็บ ทำไมตัวเลขถึงแกว่ง? และ “ล่าสุด” อยู่ที่เท่าไหร่

ในเหตุใหญ่แบบนี้ ตัวเลขมัก “ไหลขึ้น” ตามการเข้าถึงพื้นที่ การเคลื่อนย้ายซาก และการยืนยันตัวตนผู้ประสบเหตุ โดยเช้าวันนี้มีรายงานตั้งแต่หลัก “เสียชีวิตไม่กี่ราย” ไปจนถึง “เสียชีวิตหลักสิบ” ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

  • สื่อไทยบางแห่งอัปเดตว่าเสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย บาดเจ็บ 55 ราย (อัปเดตช่วงสาย)
  • สำนักข่าว AP รายงานเสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย บาดเจ็บ 64 ราย
  • สำนักข่าว Reuters รายงานช่วงหนึ่งว่าเสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บราว 80 ราย และระบุว่ายังอาจมีผู้ติดค้าง/ร่างติดอยู่ในซาก ทำให้ยอดอาจเพิ่ม

สรุปแบบบ้านกีฬาให้ชัด: “ตัวเลขยังมีโอกาสเปลี่ยนได้” จนกว่าปฏิบัติการจะจบและมีการยืนยันรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่ที่ยืนยันร่วมกันคือ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและผู้บาดเจ็บจำนวนมากเช่นกัน

🚑 ปฏิบัติการกู้ภัย: แข่งกับเวลา แต่ต้องสู้กับ ‘ความเสี่ยงซ้ำซ้อน’

จุดเกิดเหตุเป็นงานโครงสร้างขนาดใหญ่ ทำให้การช่วยเหลือไม่ใช่แค่ “เข้าไปลากคนออกมา” แต่ต้องทำพร้อมการประเมินความปลอดภัยของเครนและโครงสร้างเหนือหัวตลอดเวลา มีรายงานจากสื่อไทยว่าช่วงหนึ่งต้อง “ถอนกำลังชั่วคราว” เพื่อรอวิศวกรประเมิน เพราะมีสัญญาณ/เสียงที่ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงสร้างยกระดับ

ฝั่ง Reuters ก็รายงานในทิศทางเดียวกันว่า ปฏิบัติการบางช่วงต้องชะลอ เพราะเครน/ซากมีการขยับตัวและอาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่

นี่แหละ “ความโหด” ของอุบัติเหตุทางรางที่เกี่ยวกับงานก่อสร้าง—กู้ภัยต้องคิดสองชั้นเสมอ: ช่วยคนให้เร็วที่สุด และต้องไม่ให้เกิดเหตุถล่มซ้ำทับทีมช่วยเหลืออีกครั้ง

🚆 รถด่วนขบวน 21 คือขบวนไหน? ผู้โดยสารเท่าไหร่? ใครได้รับผลกระทบ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าขบวนรถเป็นเที่ยวเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปลายทางอุบลราชธานี และมีผู้โดยสารบนขบวน 195 คน (รวมพนักงานตามที่รัฐมนตรีให้ข้อมูล)
ขณะที่ฝั่งสื่อไทยก็รายงานใกล้เคียงกัน โดยชี้ว่าเหตุเกิดระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว และมีการประสานงานโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อรับผู้บาดเจ็บ

ประเด็นที่น่าห่วงคือรายงานบางแหล่งระบุว่าผู้โดยสารมีทั้งคนทำงาน นักเรียน และมีเด็กเล็กได้รับผลกระทบด้วย ทำให้เหตุนี้ไม่ใช่แค่ “ข่าวอุบัติเหตุ” แต่เป็น “แผลใหญ่ของระบบความปลอดภัยสาธารณะ” ที่ต้องถอดบทเรียนให้หนักที่สุด

🏗️ เครนนี้เป็นของงานไหน? เชื่อมโยงโครงการอะไร

หลายสำนักระบุว่าจุดเกิดเหตุเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน และมีการรายงานว่าเป็นงานใน “สัญญา 3-4” ช่วงลำตะคอง–สีคิ้ว และกุดจิก–โคกกรวด ซึ่งมีผู้รับจ้างคือบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)

ในหน้าโครงการอย่างเป็นทางการของรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระบุรายละเอียดสัญญา 3-4 ระยะทาง 37.45 กม. และความก้าวหน้าการก่อสร้างอยู่ในระดับ “ใกล้เสร็จ” (หน้าโครงการแสดงความคืบหน้า 99.45% และระบุเดือนพฤศจิกายน 2568)

🚄 รู้จัก “ไฮสปีดไทย–จีน” แบบเข้าใจง่าย: เส้นทาง-สถานี-ภาพใหญ่ที่คนไทยต้องรู้

โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร–นครราชสีมา มีระยะทาง 250.77 กม. และมีสถานีรายทาง 6 สถานี ได้แก่ กรุงเทพอภิวัฒน์, ดอนเมือง, อยุธยา, สระบุรี, ปากช่อง, นครราชสีมา (ตามเว็บไซต์โครงการ)

ด้านงบประมาณและกรอบเวลา เว็บไซต์โครงการและสื่อเศรษฐกิจบางแห่งระบุวงเงิน 179,412.21 ล้านบาท และมีการคาดการณ์กำหนดเปิดให้บริการในช่วงปี 2570 (หมายเหตุ: เป้าหมายเปิดบริการอาจมีการปรับตามความคืบหน้าหน้างานในแต่ละช่วงเวลา)

ทำไมต้องเล่าเรื่องนี้ในข่าวอุบัติเหตุ? เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดกับ “ช่วงทางที่กำลังก่อสร้างใกล้เสร็จ” และเกิดกับระบบรางเดิมที่ยังมีผู้โดยสารใช้งานทุกวัน นี่คือโจทย์ใหญ่ของประเทศ: จะทำ “โครงสร้างใหม่” ให้ทันสมัยได้อย่างไร โดยไม่ทำให้ “การเดินทางด้วยรถไฟ” ของคนปัจจุบันตกอยู่ในความเสี่ยง

⚠️ จุดเสี่ยงที่คนทั่วไปอาจไม่รู้: งานยกของเหนือทางรถไฟเดิม ทำไมถึงต้องเข้มกว่าปกติ

ในงานก่อสร้างที่มีการ “ยกชิ้นส่วนหนัก” เหนือพื้นที่สาธารณะ หลักสากลจะเน้น 3 เรื่องเสมอ

  1. การกำหนดเขตอันตรายและการปิดกั้นพื้นที่ (exclusion zone)
  2. การวางแผนยก (lifting plan) และการตรวจอุปกรณ์ยก/สลิง/จุดยึด
  3. การควบคุมการจราจร/การเดินรถใต้แนวงานก่อสร้างในช่วงเสี่ยงสูง

แต่สำหรับกรณีเหนือทางรถไฟเดิม ความท้าทายเพิ่มขึ้นอีก เพราะขบวนรถมี “ความเร็ว-แรงสั่นสะเทือน-จังหวะเวลา” หากเกิดเหตุในเสี้ยววินาที ผลลัพธ์จะรุนแรงมาก และการกู้ภัยยากกว่าอุบัติเหตุบนถนน เพราะผู้โดยสารอยู่ในตู้เหล็กยาว ๆ ที่อาจบิดงอ ติดไฟ และเข้าถึงยาก

(ย้ำชัด) ตอนนี้ “สาเหตุจริง” ต้องรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่สิ่งที่สังคมควรถามคือ มาตรการควบคุมความเสี่ยงระหว่าง “ก่อสร้าง” กับ “เดินรถจริง” ถูกออกแบบและปฏิบัติไว้แน่นพอหรือยัง

🧩 สาเหตุเบื้องต้นที่ถูกพูดถึง: ต้องรอผลสอบ แต่กรอบคำถามควรมีอะไรบ้าง

สำนักข่าวหลักรายงานว่ารัฐมนตรีคมนาคมสั่งสอบสวนเต็มรูปแบบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ
กรอบประเด็นที่มักถูกตรวจสอบในเหตุลักษณะนี้ (ในเชิงกระบวนการ) ได้แก่

  • สภาพเครนและการบำรุงรักษา/การตรวจสภาพก่อนใช้งาน
  • แผนการยกชิ้นส่วนและการคุมพื้นที่ใต้แนวงาน
  • สภาพแวดล้อม ณ เวลานั้น (ลม, ฝน, ทัศนวิสัย) และการตัดสินใจหยุดงาน
  • การสื่อสารระหว่างฝ่ายก่อสร้างกับฝ่ายเดินรถ (ถ้ามีการประสาน)
  • มาตรฐานความปลอดภัยของผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงาน

คำสำคัญคือ “อย่าเพิ่งสรุปแทนเจ้าหน้าที่” แต่ “อย่าปล่อยให้คำถามหายไปพร้อมข่าว” เพราะบทเรียนด้านความปลอดภัยต้องถูกเก็บให้ครบก่อนที่คนไทยจะต้องเสี่ยงซ้ำ

🧑‍⚕️ คำแนะนำสำหรับญาติผู้โดยสาร: ทำอะไรได้ทันทีในสถานการณ์แบบนี้

  1. ติดตามการประกาศรายชื่อจากหน่วยงานรัฐ/โรงพยาบาลในพื้นที่ (เพราะการยืนยันตัวตนต้องใช้เวลา)
  2. หากติดต่อผู้โดยสารไม่ได้ ให้เตรียมข้อมูลส่วนตัวสำคัญ: ชื่อ-สกุล, เลขบัตร, ภาพถ่ายล่าสุด, หมายเลขที่นั่ง (ถ้ามี) เพื่อช่วยการยืนยัน
  3. ถ้าผู้ประสบเหตุถูกส่งตัวไปรักษาหลายโรงพยาบาล ให้ติดตามตามประกาศของจังหวัด/หน่วยกู้ภัย/สื่อหลัก

ด้านการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ มีรายงานข่าวการประสานจัดหาที่พักชั่วคราว และการผลักดันให้การประชาสัมพันธ์รายชื่อทำได้สะดวกขึ้นเพื่อให้ญาติตามตัวได้เร็ว

🛤️ ผลกระทบต่อการเดินรถ: เส้นทางอีสานสะเทือนแค่ไหน

เมื่อเกิดเหตุบนแนวทางหลัก สิ่งที่ตามมาทันทีคือ “การปรับแผนเดินรถ” ทั้งยกเลิกบางขบวน เปลี่ยนเส้นทางบางช่วง และทำให้ผู้โดยสารสะสมตามสถานี สื่อไทยรายงานว่ามีการงดเดิน/ปรับเส้นทางขบวนรถสายตะวันออกเฉียงเหนือหลายขบวน (ระดับหลักสิบ)

คำแนะนำแบบใช้งานได้จริงสำหรับคนที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟช่วงนี้

  • เช็กประกาศล่าสุดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง (โดยเฉพาะสายอีสาน)
  • เผื่อเวลาเดินทางไปสถานีมากขึ้น เพราะรถอาจล่าช้าแบบ “ไม่มีกำหนด”
  • ถ้าจำเป็นต้องต่อรถ ให้เตรียมแผนสำรอง เช่น รถทัวร์/รถตู้ หรือเลื่อนเวลาเดินทาง

🧯 ความรู้ติดตัวเวลาขึ้นรถไฟ: ถ้าเกิดไฟไหม้/ตกราง ต้องทำอะไรบ้าง

นี่คือส่วนที่อยากให้ทุกคนอ่านแล้ว “จำได้” เพราะเป็นทักษะเอาตัวรอดที่ไม่ควรใช้ แต่ต้องพร้อมใช้

  • ตั้งสติ ฟังคำสั่งพนักงานบนขบวนเป็นหลัก อย่าวิ่งสวนทางคนอื่นจนเกิดเหยียบกัน
  • ถ้ามีควัน ให้ก้มต่ำ ใช้ผ้าชุบน้ำ (ถ้ามี) ปิดจมูก-ปาก ลดการสูดควัน
  • หลีกเลี่ยงการกลับไปหยิบของ หากเส้นทางหนีไฟเปิดอยู่ ให้ “ออกก่อน” ชีวิตสำคัญที่สุด
  • หลังออกจากตู้แล้ว ให้ถอยออกจากแนวรางและซากโครงสร้าง เผื่อกรณีมีการถล่มซ้ำหรือกระแสไฟ/เชื้อเพลิง
  • หากเห็นคนบาดเจ็บหนัก ให้เรียกเจ้าหน้าที่/กู้ภัย อย่าขยับผู้บาดเจ็บเองถ้าไม่จำเป็น (โดยเฉพาะสงสัยกระดูกสันหลัง)

การเดินทางด้วยรถไฟเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ “ปลอดภัยโดยสถิติ” ในภาพใหญ่ของโลก แต่เหตุการณ์วันนี้ย้ำอีกครั้งว่า ความปลอดภัยไม่ใช่คำโฆษณา มันคือ “วินัยของระบบ” ที่ต้องทำงานทุกวันแบบไม่พลาด

🧠 บทเรียนที่ต้องถอดให้ได้: ประเทศจะสร้างอนาคตรางเร็ว แต่ต้องไม่ทิ้งความปลอดภัยรางเดิม

ภาพใหญ่ของประเทศกำลังไปสู่ยุคระบบราง ทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าเมือง และรถไฟความเร็วสูง แต่การเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าคนยังรู้สึกว่า “ขึ้นรถไฟแล้วเสี่ยง”
สิ่งที่สังคมควรจับตาต่อจากนี้ คือ

  • ผลสอบสวนที่ชัดเจน โปร่งใส และตอบคำถามเรื่องมาตรการคุมความเสี่ยง
  • การเยียวยาที่เป็นธรรม รวดเร็ว ไม่ปล่อยให้ครอบครัวผู้สูญเสียเดินเดียวดาย
  • แผนป้องกันซ้ำ ทั้งในพื้นที่ก่อสร้างอื่น ๆ และมาตรฐานการทำงานเหนือโครงสร้างสาธารณะ

เพราะสุดท้าย ต่อให้รางใหม่เร็วแค่ไหน ถ้าความปลอดภัยไม่เร็วตาม—มันไม่ใช่ “พัฒนา” แต่มันคือ “เดิมพันชีวิตคน”

✅ สรุปสถานการณ์ล่าสุด (เท่าที่รายงานได้ ณ วันนี้)

  • เหตุเครนก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถโดยสารที่อำเภอสีคิ้ว นครราชสีมา ช่วงเช้า 14 ม.ค. 2569
  • มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก (รายงานตั้งแต่ 19–22 ราย) และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก (รายงานตั้งแต่ 55–80 ราย) ตัวเลขยังอาจปรับตามการกู้ภัยและการยืนยันตัวตน
  • รัฐมนตรีคมนาคมสั่งสอบสวน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบทันที
  • การเดินรถสายอีสานได้รับผลกระทบ มีการงดเดิน/ปรับเส้นทางหลายขบวน

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา