ยุคนี้ไม่ใช่แค่ “อยากมีบ้าน” แล้วจะมีได้เลย เพราะโจทย์จริงของคนทำงานจำนวนมากคือรายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ แถมเกณฑ์สถาบันการเงินก็เข้มขึ้น จนความฝันเรื่องที่อยู่อาศัยกลายเป็นเกมวัดดวง หลายคนทำงานทั้งเดือนยังจ่ายได้แค่ค่าเช่า แต่พอจะยื่นกู้กลับไม่ผ่าน สะท้อนภาพชัดจากตัวเลขที่พูดกันตรงๆ ว่าอัตราปฏิเสธ สินเชื่อที่อยู่อาศัย สูงได้ถึงราว 50% ทำให้คนจำนวนมากต้องวนอยู่กับการเช่าระยะยาวโดยไม่มีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง
“บ้านชาวไทย” เกมใหม่จากเอกชนใหญ่ จับมือธนาคารรัฐเพื่อคนตัวเล็ก
นี่คือจุดที่โครงการ บ้านชาวไทย ถูกผลักขึ้นมาเป็นประเด็นร้อน เพราะถูกวางให้เป็นมากกว่าโครงการอสังหาฯ เพื่อขายยูนิต แต่เป็นความร่วมมือระหว่าง บีทีเอส และ ธอส. เพื่อขยายโอกาสให้วัยเริ่มทำงานและผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่ “เอื้อมถึงจริง” โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 19 มกราคม 2569
แกนคิดของโครงการคือเปลี่ยน “เงินค่าเช่า” ให้กลายเป็น “ค่างวดที่สร้างทรัพย์สิน” ด้วยการออกแบบแพ็กเกจการเข้าถึงที่เน้นลดแรงเสียดทานสำคัญของคนอยากมีบ้าน เช่น ไม่ต้องกังวลเงินดาวน์ และทำให้ค่างวดใกล้เคียงค่าเช่าในตลาด

ตัวเลขแน่นๆ โครงการอยู่ตรงไหน ราคาเท่าไร ทำเลใดคือหมัดเด็ด
ภาพรวมระยะแรก โครงการถูกวางให้เริ่มใน 3 ทำเลหลัก คือ ศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม, คลองหลวง ปทุมธานี และธนาซิตี้ สมุทรปราการ
แต่ล็อตที่เปิดให้คนสนใจลงทะเบียนและถูกพูดถึงหนักสุดตอนนี้คือ 2 ทำเลแรก
- โครงการนำร่อง D:CODE SRI NAKARIN บนที่ดินราว 42 ไร่ เป็นอาคารชุดสูง 8 ชั้น จำนวนราว 24 อาคาร รวมประมาณ 4,150 ยูนิต และอยู่ห่างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองสถานีศรีเอี่ยมประมาณ 300 เมตร
- โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ที่คลองหลวง ปทุมธานี มีข้อมูลเชิงโครงสร้างระดับใหญ่ ที่ดินรวมราว 120 ไร่ และแผนพัฒนาอาคารได้ถึงราว 60 อาคาร รวมประมาณ 7,500 ห้อง
เรื่องราคา โครงการวางตำแหน่งเป็น คอนโดราคา 1.6 ล้านบาท เป็นจุดเริ่มต้น (ขึ้นกับทำเลและขนาดห้อง) พร้อมตัวเลขราคาแต่ละแบบห้องที่ค่อนข้างชัด
- ศรีนครินทร์
- 30 ตร.ม. 1.89 ล้านบาท
- 45 ตร.ม. 2.85 ล้านบาท
- 60 ตร.ม. 3.78 ล้านบาท
- คลองหลวง
- 30 ตร.ม. 1.6 ล้านบาท
- 45 ตร.ม. 2.4 ล้านบาท
- 60 ตร.ม. 3.2 ล้านบาท
ด้านไทม์ไลน์ มีการระบุว่าคาดเริ่มก่อสร้างช่วงกันยายน 2569 และแล้วเสร็จราวปลายธันวาคม 2571 ในหลายแหล่งข้อมูลของโครงการนำร่อง
เงื่อนไขสำคัญ ใครมีสิทธิ์ และอะไรที่โครงการ “กันไว้ก่อน” เพื่อความเป็นธรรม
ไฮไลต์ที่ทำให้คนฮือฮาคือการวางระบบเพื่อกันการกว้านซื้อและการสวมสิทธิ์ โดยระบุแนวทาง จับสลาก 1 บัตรประชาชน 1 สิทธิ์ เพื่อให้คนที่ต้องการอยู่จริงมีโอกาสมากขึ้น
ส่วนคุณสมบัติเบื้องต้นที่ถูกสื่อหลักนำเสนอ ได้แก่
- สัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป
- รายได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อเดือน
- ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน หรือพูดให้ชัดคือกลุ่ม บ้านหลังแรก
อีกประเด็นที่คนแชร์กันหนักคือแนวคิด “กู้ได้เต็ม” โครงการถูกอธิบายว่ามีการออกแบบสินเชื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น เปิดช่องให้กู้ 100% พร้อมแนวคิดไม่ต้องจอง ไม่ต้องดาวน์ และบางแหล่งระบุว่าไม่ต้องผ่อนระหว่างก่อสร้างด้วย
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสินเชื่อจริงจะขึ้นกับการประเมินรายบุคคลและประกาศของธนาคารในช่วงนั้น ควรอ่านรายละเอียดในระบบและเอกสารโครงการให้ครบก่อนตัดสินใจ
วิธีลงทะเบียนแบบจับมือทำ พร้อมเช็กลิสต์ข้อมูลที่ต้องเตรียม
สำหรับขั้นตอนการสมัครความสนใจ โครงสร้างโดยรวมถูกสรุปไว้ค่อนข้างละเอียด โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของโครงการ (พิมพ์ว่า baan-chaothai dot com) แล้วทำตามขั้นบันไดดังนี้
- เข้าเว็บไซต์โครงการ
- เลือกสัญชาติ และกดถัดไป
- อ่านรายละเอียดและกดยอมรับ
- กดลงทะเบียนแสดงความสนใจ
- กรอกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น คำนำหน้า ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน 13 หลัก วันเกิด เบอร์โทร อีเมล
- กรอกข้อมูลรายได้ปัจจุบัน และเลือกทำเลที่สนใจ
- รอระบบตรวจสอบคุณสมบัติและประกาศผลผ่าน SMS หรือหน้าเว็บไซต์
คำแนะนำแบบคนทำงานจริง ถ้าอยากให้การลงทะเบียนและการประเมินผ่านฉลุย เตรียมไว้ล่วงหน้าจะเร็วกว่า
- รายได้ต่อเดือนและหลักฐานรายได้ให้ชัด
- ภาระหนี้ที่ผ่อนอยู่ทั้งหมด เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล รถ
- ประวัติการชำระหนี้ พลาดจ่ายกี่ครั้งใน 12 เดือนหลังสุด
- เงินสำรองเผื่อค่าใช้จ่ายวันโอนและค่าใช้จ่ายเข้าอยู่

ผ่อนเท่าค่าเช่า ฟังแล้วสะใจ แต่ต้องมองครบทั้ง “ค่างวด” และ “ค่าอยู่จริง”
จุดขายที่โดนใจคือคำว่า ผ่อนเท่าค่าเช่า เพราะมีการประเมินว่าหากซื้อในระดับราคาเริ่มต้น ค่างวดอาจอยู่ราว 7,000-9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งใกล้เคียงค่าเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไป
แต่สายวางแผนต้องมองให้ครบ เพราะชีวิตจริงของการเป็นเจ้าของคอนโดไม่ได้มีแค่ค่างวด ยังมี
- ค่าส่วนกลางรายเดือน
- กองทุนซ่อมบำรุง
- ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเน็ต
- ค่าเดินทางจริงตามไลฟ์สไตล์
ถ้าค่างวดเท่าค่าเช่า แต่ค่าใช้จ่ายรวมพุ่งเกินกำลัง สุดท้ายก็กลายเป็นภาระระยะยาวได้เหมือนกัน
คู่มือเตรียมตัวขอกู้แบบพื้นฐาน ใช้ได้กับทุกโครงการ ไม่ว่าจะบ้านใหม่หรือคอนโดมือสอง
ต่อให้โครงการออกแบบมาเพื่อช่วยคนตัวเล็ก สุดท้ายธนาคารยังต้องดูความสามารถในการผ่อน นี่คือทริกพื้นฐานที่ใช้ได้เสมอสำหรับคนอยากมีบ้านในยุคดอกเบี้ยขยับ
- เคลียร์บัตรเครดิตที่ใช้หมุนให้เหลือน้อยที่สุดก่อนยื่นกู้
- จ่ายตรงเวลาให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6-12 เดือน
- ลดภาระผ่อนรถหรือสินเชื่อส่วนบุคคลถ้าทำได้
- ทำสลิปหรือรายการเดินบัญชีให้รายได้สม่ำเสมอ
- กันเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนของรายจ่าย
เพราะบ้านคือเกมระยะยาว ไม่ใช่แค่ผ่านวันเซ็นสัญญาแล้วจบ แต่คือการรักษาวินัยไปอีกหลายปี
มุมมองบ้านกีฬา บ้านชาวไทยอาจเป็น “แรงกระแทก” ที่เขย่าตลาดคอนโดราคาจับต้องได้
ถ้าโครงการเดินได้จริง นี่อาจเป็นหนึ่งในโมเดลที่ทำให้ตลาดต้องกลับมาทบทวนว่า คนชั้นกลางล่างและวัยเริ่มงานยังมีที่ยืนแค่ไหนในเมืองใหญ่ การทำเลใกล้ระบบรางช่วยลดต้นทุนการเดินทาง และทำให้คำว่าอยู่คอนโดไม่ใช่การ “ไกลที่ทำงานเพื่อราคาถูก” อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน การออกแบบระบบสิทธิ์และการคุมการกว้านซื้อ ก็เป็นประเด็นที่สังคมจะจับตา เพราะถ้ารั่วเมื่อไร โครงการที่ตั้งใจช่วยคนจริงอาจถูกเบียดด้วยกลุ่มเก็งกำไรทันที

สรุป คนอยากมีบ้านต้องเร็ว แต่ต้องรอบคอบ
ภาพรวมวันนี้ โครงการบ้านชาวไทยถูกวางให้เป็นทางเลือกใหม่ของคนไทยที่กำลังติดอยู่หน้าด่าน “กู้ไม่ผ่าน” ด้วยราคาเริ่มต้นระดับจับต้องได้ ทำเลที่เน้นใกล้ขนส่งมวลชน และการดึงธนาคารเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้นทาง
แต่ก่อนจะกดสมัครหรือวางแผนผ่อนยาว อย่ามองแค่ราคาหน้าป้าย ให้มองทั้งต้นทุนการอยู่จริง เงื่อนไขสิทธิ์ และความสามารถในการผ่อนของตัวเองแบบไม่หลอกตัวเอง เพราะบ้านหลังแรกคือความฝันที่ควร “ไปให้ถึง” แบบไม่พังกลางทาง
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

