ภาพรวมดราม่านัดชิงที่ร้อนแรงที่สุดบนแผ่นดินแอฟริกา
ศึกฟุตบอลชิงแชมป์ทวีปอย่าง แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ นัดชิงชนะเลิศที่กรุงราบัต กลายเป็นเกมที่โลกต้องพูดถึงไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติกหรือประตูสวยๆ แต่เป็นดราม่านอกเกม เมื่อทีมชาติ เซเนกัล ตัดสินใจเดินออกจากสนามในช่วงท้ายเกมแบบสุดฉาว จนสหพันธ์ฟุตบอล โมร็อกโก ในฐานะเจ้าภาพทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาประกาศฟ้องสององค์กรลูกหนังยักษ์ใหญ่อย่าง ซีเอเอฟ และ ฟีฟ่า แบบไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายลม
เกมนัดชิงครั้งนี้ โมร็อกโกลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลตัวเองทั้งสนาม โอกาสคว้าแชมป์สมัยที่สองในประวัติศาสตร์เปิดกว้างสุดๆ แต่กลับต้องจบลงด้วยความรู้สึกขมขื่น ทั้งจากผลการแข่งขันในสนาม และภาพจำแง่ลบที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นผ่านถ่ายทอดสด
ลำดับเหตุการณ์ลูกโทษทดเจ็บ จุดเดือดแตกในสนาม
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+8 เมื่อผู้ตัดสินเป่าให้ โมร็อกโก ได้จุดโทษจากจังหวะที่ เอล ฮัดจิ มาลิค ดิยุฟ เข้าทำฟาวล์ใส่ บราฮิม ดิอาซ ในเขตโทษ ท่ามกลางเสียงเฮลั่นของแฟนบอลเจ้าถิ่นที่เชื่อว่าประตูชัยกำลังมาเยือน
แต่แทนที่เกมจะเดินต่อไปแบบปกติ ปาเป้ เธียว กุนซือทีมชาติ เซเนกัล กลับแสดงอาการไม่พอใจการตัดสินแบบชัดเจน จนถึงขั้นสั่งให้นักเตะของตัวเองเดินออกจากสนามทั้งทีม ทำให้เกมต้องหยุดชะงักยาวกว่า 17 นาที เหตุการณ์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดไปทั่วโลก และกลายเป็นภาพที่ถูกวิจารณ์หนักในโลกออนไลน์
ท้ายที่สุด ซาดิโอ มาเน่ ในฐานะแข้งซีเนียร์และผู้นำในห้องแต่งตัว ต้องออกโรงเป็นคนเรียกให้เพื่อนร่วมทีมกลับเข้าสนามเพื่อเล่นต่อ ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดและความกดดันที่ถาโถมทั้งต่อผู้ตัดสินและนักเตะสองฝั่ง
จุดโทษที่พลาด และการต่อเวลาที่เปลี่ยนชะตาเกม
เมื่อเกมกลับมาเริ่มใหม่ บราฮิม ดิอาซ รับหน้าที่สังหารจุดโทษ เจ้าตัวเลือกยิงแบบเหนือชั้น สไตล์ชิพบอลหวังหลอกผู้รักษาประตู แต่กลับกลายเป็นการอ่านทางง่ายสำหรับ เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ยืนดักรับบอลเข้ามือแบบหนึบๆ ทำให้สกอร์ยังคงเสมอ 0-0 และต้องลากเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ
ในช่วงต่อเวลา บรรยากาศในสนามเต็มไปด้วยความกดดัน ผู้เล่นโมร็อกโกเหมือนจะเสียสมาธิไปบางส่วนจากเหตุการณ์วุ่นวายก่อนหน้านั้น ขณะที่ เซเนกัล ค่อยๆ ตั้งสมาธิกลับมา และพยายามใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานแนวรับเจ้าภาพ
แล้วสิ่งที่แฟนบอลโมร็อกโกกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น เมื่อ ปาเป้ เกย์ มิดฟิลด์จากสโมสร บียาร์เรอัล สบโอกาสสับด้วยเท้าซ้ายในนาทีที่ 94 บอลพุ่งเสียบตาข่ายกลายเป็นประตูสำคัญ และสุดท้ายกลายเป็นประตูชัย พา “สิงโตแห่งเตรังก้า” ผงาดคว้าแชมป์ทวีปเป็นสมัยที่สองในรอบสามครั้งหลังสุด
ความฝันของโมร็อกโกพังทลาย พร้อมความแค้นค้างในใจ
สำหรับ โมร็อกโก เกมนี้ไม่ใช่แค่แพ้ในสนาม แต่ยังเหมือนแพ้ในเกมจิตวิทยา หลังจากเคยคว้าแชมป์แอฟริกาได้เพียงครั้งเดียวเมื่อปี 1976 พวกเขามีลุ้นจะปลดล็อกคว้าแชมป์สมัยที่สองต่อหน้าแฟนบอลทั้งประเทศ ทว่า ต้องรับสภาพเห็นถ้วยหลุดมืออีกครั้ง และต้องไปรอแก้ตัวใหม่ในศึกปี 2027
ความรู้สึกผิดหวังยิ่งทวีคูณ เมื่อฝั่งโมร็อกโกมองว่าพฤติกรรมการเดินออกจากสนามของ เซเนกัล ในช่วงทดเจ็บนั้น เป็นการไม่ให้เกียรติการแข่งขัน และกระทบต่อสมาธิของนักเตะเจ้าภาพอย่างเห็นได้ชัด
เรกรากีเดือดจัด จวกเซเนกัลไม่เคารพเกมฟุตบอล
หลังจบเกมไม่นาน สปอตไลต์ไม่ได้ส่องไปที่แชมป์ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังฉายไปที่ห้องแถลงข่าวของโมร็อกโก เมื่อ วาลิด เรกรากี กุนซือทีมชาติ โมร็อกโก ออกโรงตำหนิการกระทำของ เซเนกัล แบบไม่อ้อมค้อม พร้อมระบุว่านี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้ภาพลักษณ์ฟุตบอลแอฟริกาเสียหายอย่างแรง
ขณะเดียวกัน จานนี่ อินฟานติโน่ ประธาน ฟีฟ่า ก็ออกมาพูดในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่ทีมหนึ่งเดินออกจากสนามไปแบบนั้นในนัดชิงชนะเลิศ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในฟุตบอลอาชีพระดับนานาชาติ
ประโยคสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ
ภาพลักษ์ของฟุตบอลแอฟริกาน่าละอายมากที่มีการหยุดเกมมากกว่า 10 นาทีขณะที่ชาวโลกมองดู เรกรากี เอ่ยอันนำมาซึ่งการแถลงข่าวยืนยันของสหพันธ์ฟุตบอล โมร็อกโก
โมร็อกโกไม่ยอมให้เรื่องเงียบ ประกาศเดินหน้าฟ้องทั้ง ซีเอเอฟ และ ฟีฟ่า
เมื่ออารมณ์เย็นลง ฝั่งสหพันธ์ฟุตบอลโมร็อกโกไม่ได้เลือกจะปล่อยผ่านให้กลายเป็นแค่ประเด็นดราม่าบนหน้าข่าว แต่จัดหนักด้วยการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อทั้ง ซีเอเอฟ และ ฟีฟ่า จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติ เซเนกัล เดินออกจากสนามในนัดชิงชนะเลิศหลังผู้ตัดสินเป่าให้ลูกโทษกับ โมร็อกโก
ถ้อยแถลงชี้ชัดว่า การตัดสินให้จุดโทษเป็น “การตัดสินที่ถูกต้อง” ตามกติกา และการเดินออกจากสนามของฝั่งคู่แข่งส่งผลกระทบทั้งต่อรูปเกม และฟอร์มของนักเตะโมร็อกโกที่ต้องรอเล่นต่อท่ามกลางความกังวลและแรงกดดันมหาศาล
ถึงแม้ โมร็อกโก จะเดินหน้าประท้วงอย่างเต็มรูปแบบ และใช้ทุกช่องทางเพื่อทวงถามความยุติธรรม แต่มีการยืนยันออกมาแล้วว่า ซีเอเอฟ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ แชมป์ยังคงเป็นของ เซเนกัล ตามเดิม เพียงแต่เรื่องนี้จะไม่จบแค่ในสนาม แต่อาจถูกลากยาวไปถึงโต๊ะพิจารณาด้านกฎหมายและวินัยในอนาคต
บทเรียนเรื่องแฟร์เพลย์และภาพลักษณ์ฟุตบอลในสายตาแฟนบอล
เหตุการณ์ดราม่าแบบนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ฟุตบอลยุคใหม่ไม่ได้มีแค่แท็กติกและฝีเท้า แต่ “พฤติกรรม” และ “ความเป็นมืออาชีพ” ของทุกฝ่ายในสนามก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะในวันที่โลกทั้งใบจับตามอง การเดินออกจากสนาม หรือการประท้วงเกินขอบเขต สามารถทำลายภาพลักษณ์ของทีมชาติ ลีก และทวีปทั้งทวีปได้ในพริบตาเดียว
สำหรับแฟนบอลไทยที่ติดตามฟุตบอลแอฟริกา เสน่ห์ของทัวร์นาเมนต์นี้คือความดิบ ความเข้มข้น และแพสชันอันรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็อยากเห็นเกมที่เต็มไปด้วยสปิริตและแฟร์เพลย์เช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่แค่ชื่อแชมป์ แต่คือ “วิธีการ” ที่แต่ละทีมเดินไปถึงจุดนั้น
มุมมองต่ออนาคต และสายตาแฟนบอลที่ยังจับจ้อง
จากนี้ไป โมร็อกโกคงไม่หยุดแค่คำพูดในห้องแถลงข่าว แต่จะเดินหน้าตามกระบวนการร้องเรียนและฟ้องร้องอย่างจริงจัง ขณะที่ เซเนกัล แม้จะคว้าแชมป์ไปครอง แต่ก็ต้องรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องภาพลักษณ์และความเป็นมืออาชีพของทีมชาติในสายตาแฟนบอลทั่วโลก
ศึกในสนามจบลงแล้ว แต่ศึกนอกสนามระหว่าง โมร็อกโก เซเนกัล ซีเอเอฟ และ ฟีฟ่า เพิ่งจะเริ่มเท่านั้น แฟนบอลคงต้องจับตาดูต่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกติกาและมาตรการวินัยในทวีปแอฟริกาหรือไม่ และจะมีผลอย่างไรกับการจัดทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในอนาคต
แฟนบอลที่อยากตามทุกมุมมองดราม่าลูกหนัง ตั้งแต่ในสนามจนถึงโต๊ะประชุม อย่าลืมติดตามข่าวเด่น ข่าววันนี้ อัปเดตจัดเต็มทุกวันได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

