สถานการณ์ล่าสุด สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองคัดกรองเข้ม ผู้โดยสารจากเวสต์เบงกอล
สถานการณ์ ไวรัสนิปาห์ จากอินเดียไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังรัฐบาลอินเดียยืนยันการระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล มีผู้ติดเชื้อยืนยันหลายราย และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดนับสิบถึงหลักร้อยคน เพื่อสกัดการลุกลามของเชื้อที่ขึ้นชื่อว่า “รุนแรง แต่อาจมาเงียบ”
ฝั่งไทยไม่รอให้เกมรับพัง กรมควบคุมโรคเดินเกมเชิงรุก สั่งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง เริ่มคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดียอย่างเข้มข้น ร่วมกับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นตรวจกลุ่มเที่ยวบินจากพื้นที่เสี่ยง และประเมินอาการระบบทางเดินหายใจ ไข้ อาการทั่วไปของผู้โดยสารทีละขั้น
พร้อมกันนี้ ด่านหน้าสาธารณสุขไทยยังเปิดสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูล “สถานการณ์ไวรัสนิปาห์ (Nipah)” วิธีป้องกัน และแนวทางปฏิบัติหากมีอาการผิดปกติหลังเดินทางกลับจากอินเดีย
สาระสำคัญที่คนไทยต้องรู้ทันตอนนี้
- ใครจะเดินทางไปอินเดีย ทั้งเที่ยวและแสวงบุญ ต้องเตรียมสุขภาพให้พร้อม ติดตามข่าวจากหน่วยงานทางการ
- หากไม่จำเป็น ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดในเวสต์เบงกอล
- เลี่ยงสัมผัสสัตว์ตัวป่วย ซากสัตว์ และโดยเฉพาะสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ เช่น ค้างคาว สุกร ม้า แพะ แกะ และแมว
- ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือก ถ้าทำได้ยิ่งดี และล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์หรือเนื้อสัตว์
ทั้งหมดนี้คือ “เกมรับแบบเพรสซิ่งสูง” ของไทย ที่หวังจะกันไม่ให้เชื้อหลุดเข้าไปป่วนระบบสาธารณสุขในประเทศตั้งแต่หน้าประตูสนามบินเลยทีเดียว
ไวรัสนิปาห์คืออะไร ทำไมทั่วโลกถึงกลัว
Nipah virus เป็นเชื้อไวรัสในตระกูล Paramyxoviridae กลุ่ม Henipavirus จัดเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ที่มีรังโรคตามธรรมชาติคือค้างคาวผลไม้ในวงศ์ Pteropodidae โดยเฉพาะค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus ที่กระจายอยู่ในหลายประเทศในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยด้วย
สิ่งที่ทำให้โรคนี้ถูกจัดอยู่ใน “ลิสต์น่ากลัวระดับโลก” ของ WHO และหน่วยงานโรคอุบัติใหม่ คือ
- การติดเชื้อมีตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงอาการรุนแรงระดับสมองอักเสบ
- อัตราเสียชีวิต (case fatality rate) โดยเฉลี่ยอยู่ราว 40 – 75% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และศักยภาพระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ
- ยังไม่มีวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไป และยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาเป็นแบบประคับประคองตามอาการ
พูดง่ายๆ ถ้าเทียบกับโรคระบาดดังๆ ในยุคนี้ ไวรัสนิปาห์อาจไม่ติดง่ายเท่าโควิด-19 แต่เมื่อ “ติดแล้วป่วย” ความรุนแรงและโอกาสเสียชีวิตถือว่าสูงจนโลกต้องจับตาอย่างเข้ม

ย้อนรอยการระบาดใหญ่ จากมาเลเซีย สู่บังกลาเทศ อินเดีย และเวสต์เบงกอล
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสที่ถูกจับตามองทุกครั้งที่มีโรคอุบัติใหม่ อธิบายว่า ไวรัสนิปาห์ถูกค้นพบครั้งใหญ่ช่วงปี 2541-2542 ที่มาเลเซีย จุดสำคัญอยู่ที่รัฐเประ ก่อนลุกลามไปสิงคโปร์ ทำให้มีผู้ป่วยกว่า 260 ราย เสียชีวิตมากกว่า 100 ราย นับเป็นการระบาดครั้งประวัติศาสตร์ของโรคนี้
ช่วงนั้น ผู้ป่วยมีอาการไข้สูงและสมองอักเสบ ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี มีการปราบยุงเต็มที่แต่การระบาดไม่หยุด จนภายหลังพบว่าจุดเชื่อมโยงอยู่ที่ “สุกร” และต่อเนื่องไปถึง “ค้างคาวผลไม้”
- เชื้อจากน้ำลายและปัสสาวะของค้างคาวปนเปื้อนในสวนผลไม้
- ผลไม้ตกลงไปในคอกสุกร หมูกินต่อ กลายเป็นการติดเชื้อจากค้างคาวสู่สุกร
- จากนั้นเชื้อจึงขยายวงจากสุกรสู่คน ผ่านการสัมผัสสัตว์ป่วย หรืออยู่ในฟาร์มที่มีเชื้อหมุนเวียน
หลังจากนั้น ไวรัสนิปาห์โผล่ระบาดเป็นระลอกในเอเชียใต้ โดยเฉพาะบังกลาเทศและอินเดีย เปลี่ยนรูปแบบจาก “ค้างคาว-หมู-คน” มาเป็น “ค้างคาว-คน” โดยตรง ผ่านผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสดที่ค้างคาวชอบเลียหรือปนปัสสาวะลงไป ทำให้มีการติดเชื้อในคนเพิ่มขึ้นแบบเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ แต่รุนแรงและมีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนในบางเหตุการณ์
มาถึงล่าสุด การระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล อินเดีย มีรายงานผู้ป่วยยืนยันและผู้สัมผัสใกล้ชิดที่ต้องกักตัวจำนวนมาก เป็นสัญญาณเตือนทั้งภูมิภาคว่าความเสี่ยงยังไม่จบ การ์ดห้ามตกแม้เรายังไม่มีผู้ป่วยยืนยันในไทยก็ตาม

ทำไมไทยถึงเสี่ยง แม้ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในคน แต่จากข้อมูลวิชาการและการเฝ้าระวังของหลายสถาบัน พบว่าค้างคาวผลไม้ในภูมิภาคนี้ รวมถึงไทย มีโอกาสเป็นรังโรคตามธรรมชาติของเชื้อ และตรวจพบแอนติบอดีในสัตว์ป่าบางพื้นที่แล้ว แปลว่าระบบนิเวศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ “ปลอดเชื้อ” แบบ 100%
เมื่อเอามาเทียบกับบริบทประเทศไทย ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ
- ค้างคาวผลไม้พบทั้งในป่า วัด และพื้นที่ใกล้ชุมชน สวนผลไม้
- รูปแบบการเกษตรแบบสวนผลไม้ใกล้บ้าน คนเดินเข้าออกสวนตลอด
- วัฒนธรรมการบริโภคผลไม้สด น้ำผลไม้คั้นสด ผลไม้ไม่ปอกเปลือก หรือการทานอาหารสุกๆ ดิบๆ
- อุตสาหกรรมสุกรขนาดใหญ่ ถ้าเชื้อหลุดเข้าฟาร์มหมู อาจเกิดบทเรียนซ้ำรอยมาเลเซีย
ทั้งหมดนี้ทำให้ไทยต้องยกระดับการเฝ้าระวัง ตั้งแต่ระดับสนามบิน ห้องแล็บ ไปจนถึงระบบแพทย์และสาธารณสุขในโรงพยาบาล เพราะถ้าวันหนึ่งมีผู้ป่วยสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ที่แท้คือไวรัสนิปาห์ แต่ถูกวินิจฉัยช้า การควบคุมโรคอาจยากกว่าที่คิด

อาการของโรคไวรัสนิปาห์ สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
ข้อมูลจาก WHO และหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า การติดเชื้อไวรัสนิปาห์มีช่วงฟักตัวประมาณ 4-14 วัน แต่เคยพบกรณีฟักตัวได้นานถึงราว 45 วัน ทำให้ผู้ป่วยบางคนดู “ปกติ” อยู่พักใหญ่ก่อนอาการจะระเบิดออกมา
อาการพบได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นวิกฤต เช่น
- ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว
- ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด ปอดบวมอย่างรวดเร็ว
- มึนงง สับสน ชัก หมดสติ สมองอักเสบ
สิ่งสำคัญคือ อาการช่วงแรกดันคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินหายใจทั่วไป ทำให้การวินิจฉัยเบื้องต้นในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับโรคนี้อาจพลาดได้ ถ้าคนไข้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น
- เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีรายงานระบาดในอินเดียหรือเอเชียใต้
- ทำงานใกล้ชิดสัตว์ เช่น ฟาร์มหมู ฟาร์มแพะ
- อยู่ในพื้นที่ที่ค้างคาวผลไม้ชุกชุม และมีประวัติบริโภคผลไม้สดที่อาจปนเปื้อน
กลุ่มนี้หากมีไข้ร่วมกับอาการทางระบบประสาท หรือปอดอักเสบรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการเดินทางให้ครบ เป็นการช่วยทีมแพทย์ “อ่านเกม” ถูกตั้งแต่ต้น

วิธีป้องกันตัวเองและครอบครัว แบบเข้าใจง่ายแต่ได้ผล
ในเมื่อยังไม่มีวัคซีน และยารักษาเฉพาะ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดตอนนี้คือ “เล่นเกมรับให้แน่น” โดยอาศัยหลักป้องกันง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ในชีวิตประจำวัน
- ถ้าต้องเดินทางไปอินเดีย โดยเฉพาะเวสต์เบงกอล
- ตรวจสอบสุขภาพตัวเองก่อนเดินทาง
- ติดตามข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค และ WHO อย่างใกล้ชิด
- หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่มีการระบาด หากไม่จำเป็นจริงๆ
- ระวังการสัมผัสสัตว์และสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์
- เลี่ยงจับค้างคาว สัตว์ป่วย หรือซากสัตว์ทุกชนิด
- หากต้องทำงานกับสุกร แพะ แกะ ม้า หรือสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ควรสวมถุงมือ หน้ากาก และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
- ความสะอาดของอาหารและผลไม้สำคัญมาก
- ล้างผลไม้ให้สะอาด อาจปอกเปลือกก่อนกินถ้าทำได้
- เลี่ยงการกินน้ำผลไม้สดที่ไม่แน่ใจแหล่งที่มา โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่มีค้างคาวบินชุก
- กินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกใหม่ๆ หลีกเลี่ยงเมนูสุกๆ ดิบๆ
- ล้างมือให้เป็นนิสัย
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ หลังสัมผัสสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือหลังกลับจากนอกบ้าน
- ถ้าไม่มีน้ำสบู่ ใช้แอลกอฮอล์เจลเป็นตัวช่วยชั่วคราวได้
- สังเกตอาการตัวเองหลังเดินทางกลับ
- หากเพิ่งกลับจากอินเดีย หรือพื้นที่ที่มีรายงานโรค แล้วมีไข้ ปวดหัว อ่อนเพลีย ไอ หรือเริ่มมีอาการทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์ทันที และบอกประวัติการเดินทางอย่างละเอียด
นี่คือ “แท็กติกพื้นฐาน” ที่ช่วยลดโอกาสเจอบอลสวนกลับจากโรคอุบัติใหม่อย่างนิปาห์ได้อย่างมีนัยสำคัญ

มุมมอง One Health เมื่อโรคระบาดไม่ได้เกิดแค่ในคน
การรับมือไวรัสนิปาห์ ไม่ใช่แค่เรื่องหมอคน หรือหมอสัตว์ แต่มันคือภาพใหญ่ของแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ที่มองสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเป็นเกมเดียวกันทั้งหมด
- ถ้าป่าเปลี่ยน ระบบนิเวศเปลี่ยน ค้างคาวย้ายรังเข้าใกล้ชุมชนมากขึ้น
- ถ้าการเกษตรขยายตัวจนไปทับแหล่งอยู่ของสัตว์ป่า
- ถ้าเราไม่จัดการขยะและอาหารอย่างปลอดภัย ดึงสัตว์ป่ามาใกล้คนมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งหมดนี้คือการ “เปิดพื้นที่ว่าง” ให้เชื้อโรคข้ามจากสัตว์มาหาคนได้ง่ายขึ้น การระบาดของไวรัสนิปาห์ในมาเลเซีย บังกลาเทศ อินเดียตลอด 25 ปีที่ผ่านมา คือบทเรียนจริงในสนาม ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในตำรา

ถ้าเกิดระบาดจริง ไทยต้องเผชิญอะไรบ้าง
ศ.นพ.ยงเตือนชัดว่า หากวันหนึ่งไทยพบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่จะลามไปถึงภาพรวมเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะ
- ระบบสาธารณสุขที่จะต้องรับผู้ป่วยอาการหนัก ทั้งสมองอักเสบและปอดอักเสบรุนแรง
- ภาคการท่องเที่ยว ที่อาจได้รับผลกระทบจากความกังวลของนักเดินทาง
- ภาคเกษตรและปศุสัตว์ หากมีการติดเชื้อในฟาร์มสุกรหรือสัตว์เลี้ยงอื่น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราได้เปรียบคือไทยผ่านศึกหนักจากโควิด-19 มาแล้ว ระบบเฝ้าระวังโรค การตรวจหาสายพันธุ์ การติดตามผู้สัมผัส และการสื่อสารกับประชาชน ถูกยกระดับจากช่วงก่อนยุคโควิดแบบคนละเรื่อง ตอนนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ต้องใช้ประสบการณ์เดิมมาปรับใช้กับศึกใหม่อย่างไวรัสนิปาห์

บทสรุปสำหรับคนไทยและแฟนกีฬา-นักเดินทาง
ในมุมของ บ้านกีฬา โรคระบาดก็ดูไม่ต่างจากเกมใหญ่ระดับทัวร์นาเมนต์ โลกทั้งใบคือสนาม ค้างคาวเป็นตัวป้อนบอล สุกรและสัตว์เลี้ยงคือแนวรุกตัวเชื่อม ส่วนมนุษย์อย่างเราเป็นทั้งกองหลังและผู้รักษาประตูในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ทุกคนทำได้ ตั้งแต่วันนี้คือ
- ตามข่าวจากหน่วยงานทางการ ไม่แชร์ข่าวลวง ไม่ตื่นตูมเกินเหตุ
- ปรับพฤติกรรมง่ายๆ เช่น ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างผลไม้ให้สะอาด
- ถ้าต้องเดินทางไปอินเดียหรือพื้นที่เสี่ยง เตรียมสุขภาพให้พร้อม และรายงานประวัติการเดินทางอย่างตรงไปตรงมาเมื่อพบแพทย์
ไวรัสนิปาห์อาจไม่ใช่โรคที่ระบาดกว้างแบบโควิด-19 แต่ด้วยอัตราเสียชีวิตที่สูง และความซับซ้อนของการวินิจฉัย ทำให้มันเป็น “เกมเสี่ยงสูง” ที่ทุกประเทศต้องเล่นให้รัดกุมที่สุด

และสำหรับคนไทย วันนี้เรายัง “นำอยู่” เพราะยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศ แต่เกมยังไม่จบ หน้าที่ของเราคือช่วยกันรักษาสกอร์ ป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดเข้ามาสร้างปัญหาในบ้านเรา
ขอขอบคุณรูปภาพจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ ทั้งในสนามกีฬา และในสนามสาธารณสุขที่กำลังกลายเป็นเกมใหญ่ของทั้งโลกใบนี้

