⚽ สองกุนซือเส้นทางคู่ขนาน…เป้าหมายเดียวคือเขย่าเวทีโลก
ในโลกโค้ชระดับทีมชาติ แทบหาใครเส้นทางชีวิตใกล้เคียงกันเท่า ซาบรี ลามูชี กับ วาลิด เรกรากี อีกแล้ว ทั้งคู่เติบโตจากฟุตบอลฝรั่งเศส มีพื้นเพเชื้อสายแอฟริกาเหนือ ก่อนจะก้าวขึ้นมาคุมสองขุนพลยักษ์ใหญ่แห่งทวีปอย่าง ทีมชาติตูนิเซีย และ ทีมชาติโมร็อกโก เป้าหมายเหมือนกันชัดเจน – พาทีมล้มยักษ์บนเวที ฟุตบอลโลก 2026
วันนี้สายตาแฟนบอลกำลังหันไปจับจ้องลามูชีเต็ม ๆ หลังได้รับแต่งตั้งให้กุมบังเหียน “อินทรีแห่งคาร์เธจ” เพียงไม่กี่เดือนก่อนบอลโลกที่อเมริกาเหนือจะระเบิดศึก คำถามเดียวที่ดังอยู่ในหัวแฟนบอลคือ เขาจะสร้างรันสุดโหดแบบที่เรกรากีพาโมร็อกโกบินถึงรอบรองฯ ที่กาตาร์ได้หรือไม่
🦅 จุดเริ่มใหม่ของตูนิเซียหลังฝันร้าย AFCON
สมาคมฟุตบอลตูนิเซียตัดสินใจหันมาให้โอกาสลามูชีด้วยสัญญา 2 ปีครึ่ง หลังทีมชาติทำผลงานน่าผิดหวังในศึก แอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายให้กับมาลี ส่งผลให้ ซามี ตราเบลซี่ ต้องลงจากตำแหน่ง
ลามูชีไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการ เขาผ่านการคุมทีมระดับลูกหนังยุโรปมาแล้วทั้ง แรนส์, น็อตติงแฮม ฟอเรสต์, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ รวมถึงการออกไปลุยตะวันออกกลางกับ อัล-ริยาดห์ ขณะเดียวกันในเวทีทีมชาติ เขาเคยพา ไอวอรีโคสต์ ลุยฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล แม้จะหยุดแค่รอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็เก็บประสบการณ์เวทีใหญ่เอาไว้เต็มกระเป๋า
ด้วยพื้นหลังทั้งหมดนี้ บ้านกีฬาเห็นชัดว่าคำถามใหญ่ไม่ใช่ “เขาเก่งพอไหม” แต่คือ “เขาจะหยิบแบบแปลนความสำเร็จของเรกรากีมาปรับใช้กับตูนิเซียได้มากแค่ไหน”
🇫🇷 รากฝรั่งเศสกับอาชีพพเนจรก่อนมาเป็นกุนซือใหญ่
ทั้งลามูชีและเรกรากีต่างเป็นลูกหนังยุค 70 ที่เติบโตในฝรั่งเศส ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสไตล์การเล่นหลากหลาย ทำให้ทั้งคู่ซึมซับแนวคิดแท็คติกสมัยใหม่ตั้งแต่ยังเป็นนักเตะ
ลามูชีเกิดที่ลียง ปี 1971 แจ้งเกิดกับสโมสรดังอย่าง โอแซร์ และ โมนาโก ก่อนย้ายไปอิตาลีเล่นให้ ปาร์มา, อินเตอร์ มิลาน และเจนัว จากนั้นกลับฝรั่งเศสกับโอลิมปิก มาร์กเซย แล้วค่อยปิดท้ายอาชีพในตะวันออกกลาง ทั้ง อัล-รายยาน, อุมม์ ซาลาล และ อัล-คารีติยาต ในกาตาร์ ก่อนแขวนสตั๊ดเดือนมกราคม 2009
ด้านเรกรากี เกิดที่ชานกรุงปารีส เมืองกอร์เบย์-เอสซอน ปี 1975 เส้นทางค้าแข้งเริ่มจาก อฌักซิโอ, ตูลูส ก่อนจะไปลุยลาลีกากับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ และย้อนกลับฝรั่งเศสเล่นให้ ดิฌง, เกรอน็อบล์ ก่อนจบอาชีพกับ เอฟซี เฟลอรี ในปี 2012
ประสบการณ์พเนจรในลีกยุโรประดับสูงทำให้ทั้งคู่มีพื้นฐานแท็คติกแน่น อ่านเกมสมัยใหม่ขาด และสร้าง “ดีเอ็นเอลูกหนัง” คล้ายกันอย่างน่าทึ่ง
🌍 จากอัล-ดูฮาอิลสู่เวทีฟุตบอลโลก
ปี 2020 คือจุดตัดสำคัญในเส้นทางสองคนนี้ ทั้งลามูชีและเรกรากีต่างได้สัมผัสงานคุมทีม อัล-ดูฮาอิล ยักษ์ใหญ่แห่งกาตาร์ ทำให้ทั้งคู่เริ่มเข้าใจบริบทฟุตบอลเอเชียและโลกอาหรับอย่างใกล้ชิด
เรกรากีนั่งเก้าอี้ตั้งแต่ 22 มกราคม – 3 ตุลาคม 2020 คุมไป 18 นัด พาอัล-ดูฮาอิลคว้าแชมป์ กาตาร์ สตาร์ส ลีก มาครอง ส่วนลามูชีเข้ารับช่วงต่อ 18 ตุลาคม 2020 – 9 สิงหาคม 2021 คุม 35 เกมทุกรายการ แม้จะไม่ได้โทรฟี่ แต่ก็สะสมประสบการณ์บริหารทีมระดับท็อปของภูมิภาค
ความคล้ายกันอีกอย่างคือจังหวะเวลาในการคุมทีมชาติ เรกรากีรับงานโมร็อกโกแค่ไม่กี่เดือนก่อนฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ส่วนลามูชีตอนนี้กำลังเดินบนเส้นทางเดียวกันกับตูนิเซีย ก่อนศึก ฟุตบอลโลก 2026 จะเปิดฉากในทวีปอเมริกาเหนือ
ความแตกต่างที่ชัดเจนคือเส้นทางทีมชาติในฐานะนักเตะ เรกรากีเลือกเล่นให้โมร็อกโก ส่วนลามูชีตัดสินใจรับใช้ทีมชาติฝรั่งเศส และเคยมีชื่อในชุดลุย ยูโร 1996 นั่นยิ่งทำให้ลามูชีเข้าใจมาตรฐานฟุตบอลระดับสูงของยุโรปเป็นอย่างดี
🦁 เรกรากีสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งทวีปอย่างไร
ผลงานของเรกรากีในกาตาร์ 2022 คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฟุตบอลอาหรับและแอฟริกา เขาพาโมร็อกโกคว้าแชมป์กลุ่มที่มีทั้งโครเอเชียและเบลเยียม แล้วไล่ดับฝันสเปนกับโปรตุเกสจนทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างเหนือความคาดหมาย
จุดเด่นไม่ได้อยู่แค่เรื่องแท็คติก แต่คือการบริหารห้องแต่งตัวและเข้าถึงหัวใจนักเตะในเวลาอันสั้น เรกรากีรับงานแค่ราวสามเดือนก่อนทัวร์นาเมนต์ แต่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดจากลูกทีมออกมาได้แบบ “กดสวิตช์ติดทันที”
ตลอดเส้นทาง โมร็อกโกเสียเพียงประตูเดียวก่อนดวลฝรั่งเศสในรอบตัดเชือก แม้สุดท้ายจะแพ้ฝรั่งเศส 0-2 และพ่ายโครเอเชีย 1-2 ในเกมชิงที่สาม แต่ชื่อของเรกรากีและทัพ “สิงโตแอตลาส” ก็ถูกจารึกในใจแฟนบอลทั่วโลก ความสำเร็จครั้งนั้นกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของฟุตบอลอาหรับและแอฟริกา ว่าการพาทีมเป็นม้ามืดบนเวทีโลก “ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป”
ตั้งแต่นั้นมา ทุกชาติจากแอฟริกาและอาหรับต่างมองโมร็อกโกเป็นต้นแบบ และนั่นคือแรงกดดันที่เงียบแต่หนักหน่วงรออยู่บนบ่าของลามูชีในทุกย่างก้าว
🔧 ภารกิจใหญ่ของลามูชี: ปั้นอินทรีแห่งคาร์เธจให้กลายเป็นม้ามืด
การเข้ารอบตัดเชือกของเรกรากีกลายเป็นมาตรฐานใหม่ให้โค้ชทีมชาติจากโลกอาหรับทุกคน และลามูชีกำลังถูกวัดด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน เขามีขุมกำลังที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ฮันนิบัล เมจ์บรี, เอลเยส สคิรี่, แฟร์จานี ซาสซี, ฮาเซม มัสตูรี และ โมฮาเหม็ด อาลี เบน รอมดาน
เมจ์บรีคือดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของตูนิเซีย จุดเด่นคือเทคนิคกับพละกำลังที่ผสมกันลงตัว เหมาะกับระบบที่เล่นเพรซซิ่งสูงและเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว สคิรี่คือตัวอย่างมิดฟิลด์สมัยใหม่ที่คุมจังหวะเกมได้เนียน ทำงานหนัก บาลานซ์เกมรุก-รับแบบไม่ต้องหวือหวา ขณะที่ซาสซีคือประสบการณ์ที่ช่วยตรึงเสถียรภาพแดนกลาง
เบน รอมดาน ถูกยกให้เป็นหนึ่งในกองกลางครบเครื่องที่สุดของตูนิเซียยุคนี้ สามารถเติมเกมรุกก็ได้ ถอยลงมาปิดพื้นที่ก็ทำได้ดี ทำให้ลามูชีมีตัวหมากที่ปรับแท็คติกได้ยืดหยุ่น ส่วนในแดนหน้า มัสตูรีคือตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติ สัมผัสบอลแรกดีและมีสัญชาตญาณจมสกอร์จากจังหวะสองและลูกเปิดริมเส้น
ทั้งหมดนี้ทำให้ตูนิเซียมี “อาวุธพร้อมรบ” อยู่แล้ว คำถามสำคัญคือ ลามูชีจะสามารถถอดรหัสความ “เยือกเย็นแต่โคตรดุดัน” แบบเรกรากี ทั้งในเชิงแท็คติกและการกระตุ้นสภาพจิตใจนักเตะได้มากแค่ไหน ถ้าเขาปลดล็อกไฟในตัวแข้งเหล่านี้สำเร็จ ตูนิเซียมีศักยภาพพอจะเป็นม้ามืดใน ฟุตบอลโลก 2026 ที่มี 48 ทีม มากที่สุดในประวัติศาสตร์แน่นอน
🌐 ทำไมแฟนบอลต้องจับตาตูนิเซียในบอลโลก 2026
ในยุคที่ฟุตบอลทีมชาติจากแอฟริกาและอาหรับเริ่มย่นระยะห่างกับชาติยุโรปและอเมริกาใต้ ความสำเร็จของโมร็อกโกคือหลักฐานชัดเจนว่าการวางโครงสร้างทีม, เลือกใช้แท็คติกที่เหมาะกับทรัพยากร และบริหารสภาพจิตใจนักเตะอย่างถูกจุด สามารถเปลี่ยนทีมที่เคยถูกมองข้ามให้กลายเป็นทีมที่ใครก็ไม่กล้าประมาท
ตูนิเซียเองมีประวัติศาสตร์ในบอลโลกมาแล้วหลายครั้ง แฟนบอลรู้ดีว่าพวกเขา “สู้ไม่ถอย” อยู่แล้ว จุดที่ขาดคือการต่อยอดจากความดุในระดับภูมิภาคไปสู่เวทีโลกอย่างจริงจัง บอลโลก 2026 ที่มีโควต้ามากขึ้นและฟอร์แมตใหม่ จึงอาจกลายเป็นเวทีที่ลามูชีใช้พิสูจน์ว่า ตูนิเซียไม่ใช่แค่ทีมที่มาเก็บประสบการณ์ แต่เป็นทีมที่พร้อมเขียนบทใหม่ให้ตัวเองและทวีปแอฟริกา
🔥 มองไปข้างหน้ากับภารกิจลามูชีในนามอินทรีแห่งคาร์เธจ
ท้ายที่สุด ภารกิจของซาบรี ลามูชีไม่ใช่แค่พาตูนิเซียผ่านรอบแบ่งกลุ่ม แต่คือการสร้าง “ตัวตนใหม่” ให้ทีมชาติ ทั้งในสายตาแฟนบอลของตัวเองและของโลก บ้านกีฬาเชื่อว่าเขามีองค์ประกอบครบ – ประสบการณ์ระดับสูง, พื้นเพฟุตบอลยุโรป, ความเข้าใจฟุตบอลอาหรับ และขุมกำลังนักเตะที่พร้อมระเบิดฟอร์ม
สิ่งที่ต้องลุ้นคือเขาจะจูนแท็คติกให้ลงตัวได้เร็วแค่ไหน และสามารถดึงพลังใจของดาวรุ่งอย่างเมจ์บรี พร้อมผสมผสานกับแกนหลักอย่างสคิรี่, ซาสซี และเบน รอมดาน จนเกิดเป็นทีมที่แข็งแกร่งทั้งสมองและหัวใจได้หรือไม่ หากคำตอบคือ “ได้” ชื่อของตูนิเซียอาจกลายเป็นอีกหนึ่งเทพนิยายลูกหนังต่อจากโมร็อกโกในเร็ว ๆ นี้
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล ทั้งข่าวร้อน, มุมมองเชิงลึก และวิเคราะห์จัดหนักแบบถึงลูกถึงคน อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ ๆ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

