ถ้าย้อนกลับไปช่วงที่ Highguard โผล่มาเป็นไฮไลต์ท้ายงาน The Game Awards หลายคนยอมรับว่าความรู้สึกแรกคือ “อ้าว อีก hero shooter เหรอ” เพราะภาพจำของตลาดช่วงนี้มันเต็มไปด้วยเกมยิงที่หน้าตาคล้ายกันไปหมด แต่พอข้อมูลหลังบ้านเริ่มทยอยออกมา และสื่อหลายเจ้าได้จับเล่นจริงก่อนเปิดให้คนทั้งโลกลงสนาม กลายเป็นว่า Highguard ซ่อนทีเด็ดเอาไว้ใน “ลูปการเล่น” มากกว่าหน้าตาเกม
แกนหลักของเกมนี้คือ Highguard เป็นเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งแนว PvP ที่ให้ผู้เล่นสวมบท “Wardens” นักสู้ปืนเวทมนตร์ แล้วไปแข่งกันในรูปแบบ 3v3 เพื่อบุกทำลายฐานอีกฝั่งให้พังยับ ชนะด้วยการรุก-รับแบบเป็นเฟส มีการออกไปหาอัปเกรด มีจังหวะชิงวัตถุสำคัญ และมีช่วง “บุกฐานจริง” ที่เดือดแบบยกกองเชียร์ลุกจากเก้าอี้
ที่สำคัญ เกมเปิดให้เล่นแบบ ฟรี-to-play บน PC, PlayStation 5 และ Xbox Series X|S พร้อมแนวทางสนับสนุนแบบไลฟ์เซอร์วิส ซึ่งเป็นจุดที่ทีม Wildlight Entertainment ประกาศชัดว่าพร้อมเดินยาว

⚔️ จุดขายตัวจริงของ Highguard – Raid Mode ที่เอา “สงครามล้อมปราสาท” มาย่อให้จบใน 8-30 นาที
สิ่งที่ทำให้ Highguard พยายามฉีกจากคำว่า “ก็แค่ฮีโร่ชูตเตอร์อีกเกม” คือโหมดหลักที่หลายสื่อเรียกตรงกันว่าเป็น “PvP raid shooter” หรือเกมยิงที่เอาความมันของการบุกฐานแบบเกมเอาตัวรอดมาจัดให้เป็นแมตช์แข่งขันที่สั้น กระชับ แต่เข้มข้นทุกเฟส
จากข้อมูลพรีวิวและการจับเล่นจริง ลูปของหนึ่งแมตช์จะถูกแบ่งเป็นช่วงๆ แบบมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ทำให้ทีม 3 คน “คิดพร้อมกัน” ได้ง่าย ไม่หลงทาง ไม่ต้องเถียงกันว่าควรทำอะไรอยู่ตรงไหน
โครงสร้างโดยรวมที่เล่ากันเยอะที่สุดคือ
- ช่วงตั้งรับ-เสริมฐาน (ช่วงสั้นๆ ตอนเริ่ม) เลือกโหลดเอาต์เริ่มต้นและเสริมความแข็งแรงให้กำแพงหรือจุดรับมือ
- ช่วงออกสำรวจ-ลูทของ ออกนอกฐานเพื่อหาอาวุธ เกราะ ของอัปเกรด และทรัพยากรไปเสริมพลัง
- ช่วงแย่ง “Shieldbreaker” ที่ทำให้สองทีมต้องปะทะกันแบบหลีกไม่พ้น เพราะดาบนี้คือกุญแจในการเปิดทางบุกฐาน
- ช่วงบุกฐาน (Raid) เมื่อทีมหนึ่งพา Shieldbreaker ไปเปิดโล่ป้องกันฐานศัตรู แล้วเริ่มงานถล่มกำแพง วางระเบิด ทำลายจุดสำคัญจนฐานแตก
หลายสื่ออธิบายชัดว่า Shieldbreaker คือวัตถุประสงค์กลางแผนที่ที่ทำหน้าที่คล้าย “ชิงธงกลับด้าน” คือแย่งให้ได้แล้วหิ้วกลับไปเปิดฐานอีกฝั่ง เพื่อบังคับให้เกมเข้าสู่เฟสบุก-รับสุดเดือด

🔥 ทำไม Raid Mode ถึงทำให้เกม “ยืนคนละชั้น” กับเกมยิงทั่วไป
ถ้าพูดแบบบ้านกีฬา โหมดนี้มันเหมือนเกมจัดให้ครบทั้ง “วางแผน-สะสมพลัง-ชิงจังหวะ-ปิดเกม” ในแมตช์เดียว และแต่ละช่วงสร้างแรงกดดันคนละแบบ
- ช่วงแรกคือการตัดสินใจ ว่าจะ “ออม” เสริมฐานไว้รับ หรือจะเน้นออกไปหาอาวุธไว้เปิดเกม
- ช่วงกลางคือการอ่านแผนที่และเวลา ใครจัดเส้นทางลูทดีจะมีของพร้อมก่อน
- ช่วงแย่ง Shieldbreaker คือการบังคับให้ทีมไฟต์ เพราะของชิ้นนี้เปลี่ยนเกม
- ช่วง Raid คือความมันระดับล้อมปราสาท ตัวบุกต้องเจาะกำแพง วางระเบิด คุมพื้นที่ ส่วนตัวรับได้เปรียบเรื่องตำแหน่ง แต่ถ้าพลาดทีเดียว ไหลยาวทั้งฐาน
Xbox Wire เล่าว่า Highguard มีมิติ “ขึ้นม้าออกไปหาทรัพยากร” ก่อนจะกลับมาปะทะและเปิดศึกบุกฐาน ซึ่งทำให้ความรู้สึกของเกมมันมีทั้งช่วงหายใจและช่วงระเบิดอารมณ์ ไม่ได้ยิงรัวแบบเส้นตรงตลอดเวลา

🧨 ยิงมันจริงไหม – กิมมิกเวทมนตร์กับปืนที่ “คมและไว” คือสิ่งที่คนลองแล้วชม
รีวิวพรีวิวจำนวนมากพูดตรงกันว่าฟีลการยิงของ Highguard “ไวและคม” โดยทีมพัฒนาเองก็มาจากสายเกมยิงระดับท็อปอย่าง Apex Legends และ Titanfall ทำให้คนที่เคยติดสปีดเกมแบบนั้นจะจับจังหวะได้ไว
มีการพูดถึงความลื่นของการเคลื่อนที่ และความรู้สึกการปะทะที่ชวนให้นึกถึงเกมยิงแข่งขันยุคใหม่ โดยเฉพาะเวลาสู้กันตอนแย่ง Shieldbreaker ที่ทุกคนต้องเปิดหน้าเข้าหากัน เกมจะโชว์จุดแข็งเรื่อง gunplay ชัดสุด
อีกจุดที่น่าสนใจคืออาวุธในช่วงเปิดตัวมีจำนวนไม่เยอะ แต่ตั้งใจให้ “แต่ละกระบอกมีบทบาท” และมีระบบความหายากกับม็อด/ตัวปรับแต่งที่ทำให้ปืนกระบอกเดิมเล่นได้หลายฟีล ซึ่งสื่อบางเจ้าระบุจำนวนคอนเทนต์เปิดตัวไว้ค่อนข้างชัด ทั้งจำนวนอาวุธและม็อด

🧰 ลูทและความแรง – ข้อดีคืออ่านง่าย ข้อเสี่ยงคืออาจทำให้ความต่างระหว่างทีม “ไม่ทิ้งห่าง”
ในช่วงพรีวิว มีเสียงชอบที่เกมแบ่งเฟสชัด ทำให้ทีมไม่สับสนว่าจะต้องทำอะไร แต่ก็มีข้อสังเกตจากการลองเล่นว่าระบบลูทบางช่วงเหมือน “ล็อกความแรง” ให้ทั้งสองทีมไต่ระดับใกล้ๆ กัน ทำให้ความรู้สึกของการหาไอเทมเทพๆ แล้วเหนือกว่าคู่แข่งยังไม่เด่นมากนัก (พูดง่ายๆ คือทุกคนโตพอๆ กัน ความรู้สึกการพลิกเกมด้วยของหายากอาจลดลง)
อย่างไรก็ตาม ฝั่งนี้เป็นเรื่องบาลานซ์ที่ทีมงานมักปรับหลังบ้านได้เร็ว โดยเฉพาะเมื่อเกมเดินหน้าแบบไลฟ์เซอร์วิสและประกาศอัปเดตต่อเนื่อง

🧙♂️ 8 Wardens เปิดตัว – แคสเตอร์สายปืนที่วางบทบาทชัดแบบเกมทีม
Highguard เปิดตัวด้วย “Wardens” 8 ตัวละคร (ฮีโร่) โดยแต่ละตัวมีชุดสกิลในแนวเกมทีม มีความเป็นแฟนตาซีเวทมนตร์ แต่ยังยืนพื้นการยิงปืนเป็นหลัก
ภาพรวมของระบบตัวละครที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ
- มีสกิลใช้งานแบบคูลดาวน์
- มีท่าไม้ตาย (Ultimate)
- มีบทบาทในทีม เช่น ตัวทำดาเมจ ตัวตั้งรับ ตัวซัพพอร์ตหรือคุมพื้นที่
- เกมส่งเสริมให้ “คอมโบ” กันระหว่างสกิลกับจังหวะบุกฐาน เช่น ทำกำแพง คุมทางแคบ แบ่งทีมศัตรู หรือปูพื้นที่อันตรายเพื่อกันไม่ให้ศัตรูเข้ามาปลดระเบิด
ถ้าคุณชอบเกมที่ไม่ได้ชนะด้วยการยิงอย่างเดียว แต่ชนะด้วย “จังหวะสกิล” และการอ่านทีมไฟต์ นี่คือทิศทางที่ Highguard ตั้งใจวางไว้ชัดเจน

🏰 เลือกฐานให้ดี เพราะมันคือแผนการเล่นตั้งแต่ยังไม่ยิงนัดแรก
อีกมิติที่ทำให้ Highguard ดูเป็น “เกมวางหมาก” มากกว่าแค่ยิง คือการเลือกฐานในแต่ละแมตช์ มีฐานหลายแบบ (เปิดตัว 6 ฐาน) ที่เลย์เอาต์และจุดอ่อนต่างกัน ส่งผลต่อทั้งการป้องกันและการบุก
แนวคิดนี้ทำให้เกมมีความเป็นกีฬาแบบบ้านกีฬาเลย เพราะมันเหมือนการเลือก “สนามเหย้า” ที่มีสไตล์ของตัวเอง
- บางฐานมีคอขวดแคบ ตั้งรับโหด แต่ถ้าหลุดทีเดียวโดนทะลุยาว
- บางฐานมีชั้นหลายระดับ เล่นซ่อนมุมดักได้เก่ง แต่ต้องสื่อสารทีมดีไม่งั้นโดนแยกกิน
- และเพราะกำแพงบางส่วนทำลายได้ เกมจึงมีมิติ “ทำทางใหม่” หรือเปิดไลน์ยิงใหม่ระหว่างการบุก-รับ

🧱 เครื่องมือบุกฐาน – Zipline, อาวุธทลายกำแพง และความสะใจแบบหนังล้อมเมือง
ในเฟสบุกฐาน เกมไม่ได้ให้คุณถือปืนแล้ววิ่งชนอย่างเดียว แต่มีเครื่องมือบุก (raid tools) ที่ช่วยสร้างทางลัดหรือเปิดกำแพง โดยข้อมูลคอนเทนต์เปิดตัวระบุว่ามี raid tools 3 แบบ
แม้รายละเอียดเชิงลึกของแต่ละเครื่องมืออาจแตกต่างตามการบาลานซ์ แต่ภาพรวมคือ
- มีเครื่องมือสร้างเส้นทางใหม่ เช่น zipline เพื่อพุ่งเข้าจุดสำคัญไวขึ้น
- มีเครื่องมือสายพัง กดดันกำแพงและคุมพื้นที่
- เมื่อทีมบุกทำสำเร็จและระเบิดลง ฐานอีกฝั่งจะพังจริงแบบเห็นภาพ เป็นความสะใจที่เกมยิง 5v5 ทั่วไปให้ไม่ได้ง่ายๆ

🌍 เปิดตัวแล้วจริง – เล่นที่ไหนได้บ้าง และจุดที่คนสงสัยเรื่อง “ไปต่อไหวไหม”
Highguard เปิดให้เล่นวันที่ 26 มกราคม 2026 และขึ้นหน้าร้านใหญ่ๆ แล้ว ทั้ง Steam, Xbox และ PlayStation พร้อมสถานะฟรี-to-play ตามที่หลายสื่อรายงานตรงกัน
แต่โลกของเกมออนไลน์มันโหด ความจริงที่ต้องพูดกันตรงๆ คือ “เสียงตอบรับวันแรก” สำคัญมาก และใน Steam ตอนนี้รีวิวผู้ใช้ยังออกไปทางผสมจนค่อนไปทางลบ (ตัวเลขรีวิวและเปอร์เซ็นต์มีการเปลี่ยนตลอด)
อย่างไรก็ตาม ทีม Wildlight รู้ตัวว่าตัวอย่างเปิดตัวสื่อสารไม่ชัด และให้สัมภาษณ์ว่าอยากให้คน “ได้เล่นจริง” เพราะแกนของเกมอยู่ที่ลูปการบุกฐาน ไม่ใช่แค่หน้าตาเกม

🗓️ โรดแมปปี 2026 – เกมจะมีของใหม่ต่อเนื่องแค่ไหน
ประเด็น “เกมออนไลน์จะยืนระยะ” มักวัดกันที่ของใหม่และความถี่อัปเดต ซึ่ง Highguard ประกาศระบบอัปเดตแบบ Episodes
- 1 Episode ราวๆ 2 เดือน
- แบ่งเป็น 2 พาร์ต
- มีคอนเทนต์แกนหลักทยอยมาแทบทุกเดือนตลอดปี 2026 เช่น แผนที่ ฐาน โหมด ตัวละคร อาวุธ พาหนะ เครื่องมือบุก และไอเทมใหม่ๆ
GameSpot สรุปคอนเทนต์เปิดตัวไว้ชัดว่ามี 5 แผนที่, 6 ฐาน, 8 Wardens, 10 อาวุธ, 3 raid tools และ 3 ประเภทพาหนะ (ม้า, แมว, หมี) พร้อมแผนระยะยาวสำหรับปี 2026

🛒 โมเดลขายของ – ฟรีแต่ต้องยุติธรรม คือสิ่งที่เกมแนวนี้ “แพ้ไม่ได้”
ผู้เล่นยุคนี้แพ้คำเดียวคือ pay to win ถ้ากลายเป็นเกมเติมแล้วเก่งกว่า เกมจะโดนทิ้งไวมาก และ Highguard พยายามวางภาพลักษณ์ว่าคอนเทนต์แกนหลักจะฟรี และความเป็นไลฟ์เซอร์วิสจะเน้นการเพิ่มของเล่นกับความหลากหลายมากกว่าบังคับจ่ายเพื่อพลัง
รายละเอียดเชิงระบบร้านค้าบางอย่างถูกสรุปในสื่อหลายแห่งว่าเน้นขายของตกแต่งเป็นหลัก และอัปเดตเป็นตอนๆ เพื่อให้ตามทัน

🧠 เทคนิคเล่นให้รอดแบบใช้ได้ยาว ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มหรือเป็นสายแรงค์
ส่วนนี้คือของที่ใช้ได้ตลอดสำหรับเกมทีม 3v3 ที่มีวัตถุประสงค์เป็นเฟส
- เล่นให้ชนะไม่ใช่เล่นให้เยอะ
หลายทีมแพ้เพราะหลงไปไล่คิล แต่ลืมว่าเป้าหมายคือ Shieldbreaker และการทำลายฐาน อ่านเวลาเกิดวัตถุสำคัญให้ขาด แล้วคุมพื้นที่ก่อนเสมอ - จัดทีมให้มี “เครื่องมือ” ครบ
ทีมที่มีแต่ดาเมจจะเปิดไฟต์เก่ง แต่พอถึงตอนรับบุกหรือคุมทางแคบจะลำบาก ให้มีตัวคุมพื้นที่หรือตั้งรับสัก 1 ตัว แล้วเสริมด้วยตัวทำดาเมจและตัวทำลายกำแพง เกมจะลื่นกว่า - เฟสลูทคือเฟสวางรากฐาน
ออกไปหาอัปเกรดแบบมีแผน ไม่ใช่วิ่งมั่ว ถ้าทีมคุณเข้าช่วงแย่ง Shieldbreaker ด้วยของยังไม่พร้อม คุณกำลังยื่นเกมให้คู่แข่ง - ตอนบุกฐาน อย่าบุกเป็นแถวตรง
ใช้เครื่องมือสร้างทางใหม่หรือเปิดมุมยิง อย่าให้ทีมรับได้ตั้งป้อมยิงฟรี ถ้าบุกแบบเดิมซ้ำๆ คุณจะถูกอ่านทางและโดนสวน - ตอนรับบุก อย่ากระจาย
การป้องกันที่ดีคือ “จับคอขวด” และตัดการเข้าถึงจุดวางระเบิดให้ได้ ถ้าต่างคนต่างยืน คุณจะโดนเจาะทีละจุดจนฐานแตก

🧩 Highguard ต่างจาก Overwatch หรือเกมฮีโร่ชูตเตอร์อื่นยังไงในภาพใหญ่
จุดต่างที่ชัดที่สุดคือ “เงื่อนไขชนะ” ไม่ใช่ยืนจุดหรือดันเลนแบบเดิม แต่เป็นการไต่เฟสจนเกิดการบุกฐาน และทุกอย่างในแมตช์หมุนรอบการเปิดทางสู่ Raid
- ทีมเล็ก 3v3 ทำให้ความผิดพลาดของคนเดียว “ส่งผลทันที”
- มีการเสริมฐานและกำแพงทำลายได้ ทำให้แผนแต่ละเกมไม่เหมือนกัน
- มีวัตถุประสงค์กลางแผนที่ที่บังคับให้ไฟต์ ไม่ปล่อยให้เกมยืดแบบเล่นเชิงอย่างเดียว
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนที่ได้ลองถึงบอกคล้ายๆ กันว่า “ตัวอย่างแรกอธิบายไม่หมด” แต่พอจับเล่นแล้วจะเข้าใจว่าเกมพยายามขายอะไร

✅ สรุปแบบบ้านกีฬา – นี่คือเกมที่มีของ แต่ต้องพิสูจน์ในสนามจริง
Highguard เป็นเกมที่มี “ไอเดีย” ชัด โหมดบุกฐานแบบ Raid Mode ทำให้มันมีเอกลักษณ์ และฟีลการยิงที่ไวทำให้ดูมีแววสำหรับสายแข่งขัน แต่ความท้าทายที่สุดคือการรักษาฐานผู้เล่นให้ได้หลังความใหม่หมดไป ซึ่งทีมงานก็วางแผนอัปเดตเป็น Episodes และบอกว่ามีคอนเทนต์เตรียมไว้แล้วพอสมควรตลอดปี 2026
ถ้าคุณเบื่อเกมยิงเดิมๆ ที่วนอยู่กับยืนจุดกับดันเลน และอยากได้แมตช์ที่มีทั้ง “เตรียมการ-ปะทะ-บุกปราสาท” ในเกมเดียว Highguard คือชื่อที่ควรลองด้วยตัวเอง เพราะมันเป็นฟรี-to-play อยู่แล้ว
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

