🔥 จากตัวสำรองเงียบๆ สู่หัวใจเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดร้องชื่อ
เมื่อปีก่อน ภาพของ คาเซมิโร่ เหมือนกำลังค่อยๆ ถูกผลักออกจากเวทีใหญ่ ทั้งในสีเสื้อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติบราซิล เขาเป็นแค่ตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานติดกันหลายนัดใน พรีเมียร์ลีก แถมชื่อก็หายไปจากแคมป์ทีมชาติยาวตั้งแต่ปี 2023 จนแฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่า “ยุคของเขาจบแล้วหรือยัง”
แต่ฟุตบอลมันไม่เคยให้คำตอบแบบตรงไปตรงมา โดยเฉพาะกับนักเตะที่มีความเป็นผู้ชนะฝังอยู่ในกระดูก คาเซมิโร่ดึงเอาความทรหด ความเป็นนักสู้ และสัญชาตญาณเกมรับระดับโลกกลับมาปลุกไฟตัวเอง จนฤดูกาลนี้เขากลายเป็นหนึ่งในคนที่ “ยืนคุมจังหวะ” ให้ทีมได้จริง และภาพใหญ่กว่านั้นคือ เขากำลังถูกวางให้เป็นแกนสำคัญของบราซิลภายใต้ คาร์ลโล อันเชล็อตติ ลุย ฟุตบอลโลก 2026 ตามที่ฟีฟ่าหยิบเรื่องราวการกลับมาครั้งนี้ขึ้นมาส่องไฟให้ชัด
⚽ คืนแห่งการประกาศศักดา เกมพลิกนรก 3-2 ที่แฟนผีจำไม่ลืม
คืนวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 โอลด์ แทรฟฟอร์ดเดือดจนพื้นสั่น ยูไนเต็ดเฉือนฟูแล่ม 3-2 แบบดราม่าท้ายเกมจากประตูช่วงทดเวลาของเบนจามิน เซสโก้ แต่ชื่อที่ถูกตะโกนก้องสนามกลับเป็นคาเซมิโร่ แฟนบอลร้องเรียกเขาเหมือนกำลังยกย่อง “ฮีโร่ผู้คุมเกม” หลังโชว์อีกครั้งในระดับที่คำว่าเวิลด์คลาสยังดูธรรมดาไปนิด
ก่อนจะถึงประตูชัย คาเซมิโร่เป็นคนโขกพายูไนเต็ดขึ้นนำ และยังแอสซิสต์ให้มาเตอุส คุนญ่าแบบบอลสวย ด้วยการจ่าย “โนลุคพาส” ที่ทำเอาแนวรับฟูแล่มหลงทิศ สุดท้ายเขาคว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ เป็นครั้งที่สองในสามเกม ต่อจากฟอร์มเด่นในเกมแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ที่ยูไนเต็ดชนะเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
🗣️ เสียงจากเพื่อนร่วมทีมที่ยืนยันว่า “คนนี้ของจริง”
“เขาเป็นนักเตะที่เหลือเชื่อ เป็นตำนานเลย” กองหน้าชาวสโลวีเนียกล่าว “การได้เล่นกับเขามันดีมาก และการได้ฟังคำแนะนำจากเขาก็ดีไม่แพ้กัน อัตราการทำงานของเขาน่าทึ่ง และเขาทำให้ทุกทีมที่เขาอยู่พุ่งขึ้นได้จริง”
คำพูดนี้มันไม่ใช่แค่คำชม แต่เป็นภาพสะท้อนว่าในทีมที่เต็มไปด้วยความกดดัน คนที่ยืนเป็นหลักให้เพื่อนร่วมทีมได้ คือคนที่มีคุณค่าเกินตัวเลขเสมอ
🧠 ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คืออิทธิพลของกองกลางตัวรับระดับครูใหญ่
ฟอร์มของคาเซมิโร่ไม่ได้มาแบบฉาบฉวย เขาอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่ดีที่สุดของยูไนเต็ดตลอดซีซัน และถ้าจะมองด้วยตัวเลข ฤดูกาล 2025/26 ในลีก เขาทำแท็กเกิลมากสุดในทีม (52) บล็อกมากสุด (12) เป็นอันดับสองเรื่องชนะดวล (107) และอินเตอร์เซปต์ (16) ที่สำคัญคือยังมีมิติเกมรุก ยิงในลีกไปแล้ว 5 ประตู โดยลูกใส่ฟูแล่มคือประตูที่ห้าพอดี
และถ้าพูดถึงความเฉียบคมในแดนหน้า ช่วงอยู่กับยูไนเต็ดเขายิงรวม 22 ประตู เฉลี่ยหนึ่งลูกทุก 6.7 นัด ซึ่งถี่กว่าสมัยอยู่มาดริดที่เฉลี่ยหนึ่งลูกทุก 10.8 นัด เห็นชัดว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ “ตัวตัดเกม” แต่เป็นคนที่เติมขึ้นมา “ปิดบัญชี” ได้เมื่อจังหวะมันเปิด
แต่การตัดสินคาเซมิโร่ด้วยตัวเลขอย่างเดียวก็ยังไม่แฟร์ เพราะสิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นจริงๆ คือประสบการณ์ ความเข้าใจแท็กติก และภาวะผู้นำ โดยเฉพาะในช่วงที่สโมสรปั่นป่วนหลังแยกทางกับรูเบน อโมริมช่วงต้นปี คาเซมิโร่คือคนที่ทำให้ทีมไม่หลุดทรงง่ายๆ
🧩 เปลี่ยนกุนซือก็จริง แต่ “มาตรฐานคาเซมิโร่” ยังเหมือนเดิม
อโมริมใช้งานคาเซมิโร่แบบระมัดระวังในช่วงแรก ก่อนจะยอมรับในความเป็นมืออาชีพและยกให้เป็น “ตัวอย่างชั้นยอด” เมื่อเขาสู้จนกลับมายึดตำแหน่งได้สำเร็จ
ต่อมา ไมเคิล คาร์ริคที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้กุนซือ ก็พูดชัดว่าเขา “เคารพคาเซมิโร่มาก” และถึงแม้คาเซมิโร่ยืนยันแล้วว่าจะอำลายูไนเต็ดเมื่อสัญญาหมดหลังจบฤดูกาล คาร์ริคก็มั่นใจว่าแรงขับของเขาไม่ได้ลดลงแม้แต่นิดเดียว เพราะนักเตะที่ผ่านทุกถ้วยมาแล้ว ยัง “หิว” กับการปิดฉากให้สวยที่สุด
กลับสู่เซเลเซา เมื่ออันเชล็อตติมองเห็น “ชิ้นส่วนที่ทีมขาด”
ช่วงต่ำสุดของคาเซมิโร่ในทีมชาติ คือการหลุดจากชุดโกปา อเมริกา 2024 แม้โดริวัล จูเนียร์จะพูดว่าควรได้รับ “การพิจารณา ความรัก และความเคารพ” แต่ความจริงคือ เขาไม่ได้เล่นให้บราซิลอีกเลยในยุคนั้น
จุดเปลี่ยนเกิดในเดือนมีนาคม 2025 เมื่อโดริวัลถูกปลด และอันเชล็อตติเข้ามารับงาน จากความสัมพันธ์และความสำเร็จร่วมกันที่เรอัล มาดริด ซึ่งคาเซมิโร่คว้าแชมเปียนส์ลีก 2 จาก 5 สมัยภายใต้กุนซืออิตาเลียนรายนี้ อันเชล็อตติเรียกเขาติดทีมตั้งแต่ชุดแรก และส่งเป็นตัวจริง 7 จาก 8 นัด (นัดเดียวที่พลาดคือคัดบอลโลกกับโบลิเวีย เพราะเจ็บ)
🗣️ อันเชล็อตติพูดชัด คาเซมิโร่คือ “ตัวบาลานซ์” ที่ทีมต้องมี
“เขาคือนักเตะที่สำคัญที่สุดในการทำให้ทีมสมดุลเวลาที่เราครองบอล” อันเชล็อตติกล่าว “เขาฉลาดมากในเชิงแท็กติก และเขามอบความเป็นผู้นำที่สำคัญมากให้กับทีม”
อันเชล็อตติยังมอบปลอกแขนกัปตันให้คาเซมิโร่ในเกมอุ่นเครื่องกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม แม้ยังไม่ฟันธงว่ากัปตันหลักจะเป็นใคร เพราะมาร์ควินญอสก็เคยสวมปลอกแขนในสองนัดหลังสุด แต่อันเชล็อตติอธิบายชัดว่า คาเซมิโร่เป็นผู้นำแบบ “ทำให้ดู” ไม่ใช่แค่พูดให้ฟัง
“เขารู้ดีว่าระดับสูงต้องการอะไร เขารู้วิธีรับมือช่วงเวลายากๆ และปลุกเพื่อนร่วมทีมได้” อันเชล็อตติเสริม “คาเซมิโร่เป็นนักเตะแบบอย่าง เป็นที่เคารพจากทุกคน”
🤝 ความผูกพันที่มากกว่าฟุตบอล เรื่องเล่าตอนย้ายทีมที่ทำให้หลายคนขนลุก
คาเซมิโร่เองก็เคยเล่าความสัมพันธ์กับอันเชล็อตติ ผ่านเหตุการณ์ตอนย้ายจากมาดริดมาแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่เผยให้เห็นว่า “ความรัก” ในฟุตบอลมันมีอยู่จริง
“ผมลังเลกับการย้ายไปแมนเชสเตอร์แค่ครั้งเดียว” เขาเผยกับ El Chiringuito de Jugones ปี 2024 “ผมจำได้ว่ามันเป็นบ่ายวันศุกร์ ดีลแทบเสร็จหมดแล้ว เหลือแค่ลายเซ็น ผมไปคุยกับอันเชล็อตติ เข้าไปในห้องทำงานเขา เขารู้อยู่แล้ว ผมเปิดประตูเข้าไปแล้วเห็นว่าอันเชล็อตติร้องไห้ ผมบอกว่า ‘คุณร้องไห้ไม่ได้นะ ใครร้องได้ก็ได้ แต่ไม่ใช่คุณ’ แล้วเขาบอกว่า ‘เคส ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงร้อง แต่ผมผูกพันกับคุณมาก และผมไม่อยากให้คุณไป’ นั่นแหละคือช่วงที่ผมลังเล…ผมเพิ่งรู้ว่ามีคนรักผมมากแค่ไหนที่นั่น แต่ผมให้คำพูดไปแล้ว”
นี่คือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ที่ทั้งคู่กลับมาร่วมงานกันในทีมชาติ มันไม่ใช่แค่การจับคู่ “กุนซือกับลูกทีม” แต่มันคือการรวมพลังของคนที่เชื่อใจกันจริงๆ
🌍 เวิลด์คัพครั้งที่ 3 บททดสอบสุดท้ายของนักสู้ผู้ไม่ยอมให้เรื่องเดิมซ้ำรอย
ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นเวิลด์คัพครั้งที่ 3 ของคาเซมิโร่ เขาเดบิวต์ทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 19 ปีในปี 2011 แต่ไม่ได้ติดชุดลุยบอลโลก 2014 ที่เล่นในบ้านตัวเอง
ปี 2018 ที่รัสเซีย เขากลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของโลก ออกสตาร์ต 4 นัดแรก แต่ติดโทษแบนพลาดเกมรอบก่อนรองกับเบลเยียมหลังโดนใบเหลืองจากเกมกับสวิตเซอร์แลนด์และเม็กซิโก และการขาดเขาถูกพูดถึงทันทีเมื่อบราซิลแพ้ 1-2
ปี 2022 ที่กาตาร์ เขายังเป็นแกนหลัก ยิงประตูแรกในฟุตบอลโลกของตัวเองได้ด้วยลูกยิงท้ายเกมพาสวิตเซอร์แลนด์ แต่สุดท้ายบราซิลก็เจ็บปวดอีกครั้ง ตกรอบแปดทีมจากโครเอเชียในช่วงดวลจุดโทษ แม้คาเซมิโร่ยิงเข้า แต่ทีมก็ไปไม่ถึงฝัน
🏆 บทเรียนของแข้งรุ่นเก๋าที่แฟนบอลควรรู้ ก่อนถึงเวิลด์คัพ 2026
ในโลกฟุตบอล นักเตะอายุ 33 มักถูกตีตราว่า “ผ่านจุดพีก” แต่เรื่องของคาเซมิโร่กำลังตะโกนใส่ทุกคนว่า คลาสของผู้ชนะไม่ได้หายไปตามอายุ มันแค่ต้องเจอสภาพแวดล้อมที่ใช่ โค้ชที่เชื่อใจ และแรงผลักดันที่ถูกปลุกให้ติดไฟอีกครั้ง
และสำหรับแฟนบอลไทย นี่คือหนึ่งในเคสตัวอย่างของ “การกลับมาแบบมีสาระ” ไม่ใช่กลับมาเพราะชื่อเสียง แต่กลับมาเพราะผลงาน เพราะทีมต้องการ และเพราะเขายังอยากเปลี่ยนตอนจบของตัวเองให้เป็นประวัติศาสตร์ที่เล่าด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่ความคาใจ
🚨 สัญญาณชัดว่า ‘เคส’ พร้อมลุยสุดทาง
ยูไนเต็ดอาจกำลังเดินไปสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่คาเซมิโร่ทำให้เห็นแล้วว่าเขายังยืนเป็นเสาหลักได้ทุกเมื่อ ส่วนในทีมชาติบราซิล ภายใต้อันเชล็อตติ เขาไม่ได้ถูกเรียกมาเพื่อเป็น “ความทรงจำ” แต่ถูกเรียกมาเพื่อเป็น “คำตอบ” ของสมดุลทีม
แฟนบอลคนไหนอยากตามทุกช็อตสำคัญ ทุกความเคลื่อนไหวเดือดๆ ของโลกฟุตบอล อย่าลืมติดตามข่าวและบทความเข้มๆ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

