🏔️ อำลาเวทีใหญ่ เดฟ ไรดิงปิดฉากโอลิมปิกครั้งที่ 5
เดฟ ไรดิง ตำนาน สลาลม ของอังกฤษ รู้ตัวชัดเจนว่า “โอลิมปิก” คือความฝันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และในวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาลงแข่งเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตในศึก โอลิมปิกฤดูหนาว ที่บอร์มิโอ กับภารกิจโค้งสุดท้ายของนักสกีวัย 39 ปีที่เตรียมวางมือในไม่ช้า
ความหมายของแมตช์นี้ไม่ได้อยู่ที่อันดับเพียงอย่างเดียว แต่มันคือฉากจบของนักกีฬาที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้สกีอัลไพน์แดนผู้ดี จนถูกยกให้เป็นนักสกีอัลไพน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักรในยุคปัจจุบัน
🌨️ วันหิมะโหด งานยากตั้งแต่รันแรก ก่อนจบที่อันดับ 17
ไรดิงเข้าเส้นชัยอันดับ 17 ซึ่งต่ำกว่าที่เขาและแฟน ๆ คาดหวัง แต่แค่ “จบการแข่งขัน” ก็แทบเป็นชัยชนะส่วนตัวแล้ว เพราะรันแรกจัดหนักด้วยสภาพอากาศโหด หิมะตกหนักจนสนามปั่นป่วน และมีนักสกีเพียง 46 คนจาก 96 คนที่ออกสตาร์ทเท่านั้นที่ผ่านรันแรกได้
รันสองสภาพดีขึ้นชัดเจน หิมะหลวมถูกเคลียร์ ท้องฟ้าเปิด แต่เวลาที่เสียไปก่อนหน้าเยอะเกินกว่าจะเร่งกลับไปลุ้นอันดับสูง ๆ ได้ ทำให้ผลงานดีที่สุดในโอลิมปิกของเขายังเป็นอันดับ 9 จากปี 2018 อย่างไรก็ตาม ไรดิงยัง “เอาโมเมนต์ของตัวเอง” หลังเข้าเส้นชัยด้วยการโค้งคำนับ เหมือนบอกลาเวทีที่เขารักแบบสุดหัวใจ
🎙️ คำพูดจากหัวใจ โค้งสุดท้ายที่ไรดิง “ทุ่มหมดหน้าตัก”
คำพูดของเจ้าตัวถูกพูดถึงทันที เพราะมันสะท้อนตัวตนของนักสู้ชัดเจน
“ผมพยายามทุกอย่างจนถึงโค้งสุดท้ายจริง ๆ”
“ผมเคยพูดกับ BBC ว่าจะสกีจนขาหลุด และปีนี้ผมก็รู้สึกเหมือนมันหลุดจริง ๆ”
“บางทีอาจจะฝืนมาอีกหนึ่งฤดูกาล แต่ผมต้องลองให้ได้ ผมทุ่มเหมือนทุกครั้ง และผมภูมิใจ”
นี่คือคาแรกเตอร์ “เดอะ ร็อกเก็ต” ตัวจริง ต่อให้ผลลัพธ์ไม่สวย แต่ไม่มีคำว่าเซฟตัวเองเมื่อถึงวันสุดท้าย
🥇 เกมของแชมป์ และบทสรุปเหรียญทองที่ไรดิงเห็นกับตา
เหรียญทองตกเป็นของ โลอิก เมยาร์ด จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเหรียญที่ 3 ของเขาในมหกรรม มิลาน คอร์ตินา ขณะที่เงินเป็นของ ฟาบิโอ กชไตรน์ จากออสเตรีย และทองแดงเป็นของ เฮนริก คริสตอฟเฟอร์เซ่น จากนอร์เวย์
🇬🇧 ภาพทีมชาติที่ชัดขึ้น ไรดิงไม่ได้ไปคนเดียวอีกต่อไป
รายการนี้มีนักสกี ทีม GB ลงแข่ง 3 คน บิลลี่ เมเจอร์ จบอันดับ 16 เหนือไรดิงหนึ่งขั้น ส่วนลอรี่ เทย์เลอร์พลาดในรันแรก ความน่าสนใจคือ ไรดิงพูดถึงเพื่อนร่วมทีมแบบ “ให้เกียรติและส่งไม้ต่อ” อย่างชัดเจน (คงคำพูดตามต้นฉบับ พร้อมแปลไทยกำกับ)
“ต่อให้ผมช่วยพวกเขามากแค่ไหน พวกเขาก็ช่วยผมไม่แพ้กัน”
“ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของพวกเขาแล้ว ส่วนผม…อาจต้องไปลงทะเบียนหางานในอีกไม่กี่สัปดาห์!”
“มันรู้สึกถูกต้อง ผมพร้อมแล้ว และผมตั้งตารออนาคต”
“ผมคิดจริง ๆ ว่า 15 ปีต่อจากนี้ สกีของอังกฤษไปได้สวยแน่ และมันจะยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ”
ประโยคนี้คือหัวใจของการส่งไม้ต่อ ไรดิงอาจกำลังลงจากเวที แต่เขาทิ้ง “ความเชื่อ” ไว้ให้รุ่นถัดไปแล้ว
🚀 เส้นทาง “เดอะ ร็อกเก็ต” จากสโลปแห้ง สู่ยอดนักสลาลมของโลก
เรื่องเล่าจากครอบครัวเหมือนกันหมด ไรดิงเป็นเด็กที่ “ไม่เคยหยุดนิ่ง” และต้องมีการแข่งขันเสมอ ถึงขั้นคุณย่ามูเรียลเล่าว่า ถ้ามีหอยทากสองตัวไต่กำแพง เขายังพนันว่าตัวของตัวเองจะถึงก่อน
เขาลองแทบทุกกีฬา แต่จุดเปลี่ยนเกิดตอนอายุ 8 ขวบ เมื่อได้ใส่สกีครั้งแรกที่ Pendle Ski Club บนสโลปแห้ง ไม่ใช่ภูเขาหิมะจริง สนามพลาสติกกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่สร้างพื้นฐานสำคัญ และเขาแทบไม่ได้ซ้อมบนหิมะจริงจังจนถึงอายุ 13 ปี แต่ยังแข่งบนสโลปพลาสติกต่อเนื่องยาวไปถึงช่วงต้นวัย 20

ความเจ็บปวดของเส้นทางนี้คือ “มาช้า” กว่าจะได้แต้มแรกในระดับ เวิลด์คัพ ก็เกือบ 26 ปี แล้วต้องรออีกสองปีถึงจะเก็บแต้มได้อีกครั้ง แต่เขายังดื้อดึง เดินหน้าสะสมประสบการณ์ เก็บโพเดียม 3 ครั้ง ก่อนระเบิดประวัติศาสตร์ในปี 2022 เมื่ออายุ 35 ปี กลายเป็นชาวอังกฤษคนแรกและเป็นนักสกีอายุมากที่สุดที่คว้าแชมป์สลาลมเวิลด์คัพ ด้วยชัยชนะที่ คิทซ์บูเฮล
ภรรยาของเขา แมนดี้ (อดีตนักสกีทีมชาติเนเธอร์แลนด์) เล่าว่ามันเหมือนดูหนังชีวิต เพราะอังกฤษไม่มีภูเขา แต่ไรดิงค่อย ๆ ไต่จากยูโรปาคัพ ไปท็อป 30 ไปโพเดียม และสุดท้ายไปถึงแชมป์
🧠 จุดหักเหชีวิตจริง เมื่อเคยออกไปทำคาเฟ่แล้วกลับมารักสกีอีกครั้ง
อีกมุมที่คนไม่ค่อยรู้คือ ไรดิงเคยออกไปทำ “โลกจริง” ด้วยการเปิดคาเฟ่ที่ทาร์ลตันกับแมนดี้ เขายอมรับว่าการทุ่มชีวิตให้สลาลมทำให้สมองเหมือน “กะหล่ำดอก” แต่พอได้เจอชีวิตนอกสนาม เขากลับค้นพบว่า สิ่งที่ทำอยู่มันมีคุณค่ามาก และมัน “จุดไฟ” ให้รักและแพสชันกลับมาอีกครั้ง
👥 จากหมาป่าเดียวดาย สู่ทีมอังกฤษที่แข็งแรง และความหวังรุ่นใหม่
ตลอดหลายปี ไรดิงเหมือนสู้เดี่ยว สิ่งที่เขาขาดคือ “ฝูง” จนกระทั่งเทย์เลอร์และเมเจอร์เริ่มตามขึ้นมาบนเวิลด์คัพ ผลงานของไรดิงก็ยิ่งกระเตื้อง เพราะมีทีม มีแรงผลัก และมีบรรยากาศแข่งขันร่วมกัน ตั้งแต่ปี 2022 ที่ทั้งสามกลายเป็น “ทีมอังกฤษ” ในกีฬาที่ปกติเดี่ยวล้วน ไรดิงทำได้อีก 4 โพเดียม รวมถึงชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์นั้นด้วย
ก่อนเกม เขายังบอกว่าเด็กรุ่นใหม่พูดถึงโพเดียมเหมือนเป็นเรื่องปกติ และการที่เขายืนท็อป 30 มายาวนาน 11 ปี ท็อป 15 อีก 9 ปี มันทำให้เด็ก ๆ “เห็นภาพ” ได้จริงว่าอังกฤษก็ไปถึงได้
เทย์เลอร์เองก็ยอมรับตรง ๆ ว่าคนที่ตามหลังไรดิงจะเป็น “ผลผลิตจากแรงบันดาลใจของเดฟ” ทั้งเรื่องความมืออาชีพ วินัย และมาตรฐานการทำงาน
🔥 ย่อหน้าสำคัญก่อนบทใหม่ ชื่อของไรดิงจะยังอยู่ในสกีอังกฤษ
แม้จะอำลาโอลิมปิก ไรดิงยืนยันว่าจะอยู่กับกีฬานี้ต่อในบทบาทใดบทบาทหนึ่ง โดยเฉพาะการเป็นพี่เลี้ยงให้ดาวรุ่ง ซึ่งจะทำให้เขามีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นกับแมนดี้และลูกสาววัย 3 ขวบ นิน่า เขายอมรับว่าต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป เพราะต่อไปนี้มันไม่ใช่เรื่อง “ตื่นมาดูว่ากล้ามขาเป็นยังไง” อีกแล้ว
และเมื่อถูกถามว่าเสียดายไหมถ้าโตมาในภูเขา หรือได้ซ้อมตั้งแต่เล็กกว่านี้ เขาตอบชัดว่าไม่มองย้อนแบบ “ถ้าเกิดว่า…” เพราะนี่คือเรื่องราวของเขา เส้นทางของเด็กจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแลงคาเชียร์ ที่พ่อแม่เสียสละทุกอย่างเพื่อให้มีโอกาส แล้วเขาก็พยายามใช้โอกาสนั้นให้คุ้มที่สุด
✅ บทส่งท้ายของคนทั้งประเทศ และภารกิจต่อไปของเดอะ ร็อกเก็ต
เดฟ ไรดิงอาจปิดฉากโอลิมปิกด้วยอันดับ 17 แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้หนักกว่าอันดับคือ “มรดกความเชื่อ” ว่าอังกฤษก็สร้างนักสกีระดับโลกได้ ต่อจากนี้เวทีจะเป็นของรุ่นน้อง แต่ชื่อของเดอะ ร็อกเก็ต จะยังเป็นแรงกระแทกสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สกีอังกฤษเสมอ แฟนกีฬาที่อยากตามข่าวเข้ม ๆ อ่านง่าย ๆ และอัปเดตทุกวัน อย่าลืมติดตามกันต่อที่ บ้านกีฬา

