เชลซีเจอแรงทดสอบของนโยบายสัญญายาว
กลยุทธ์เซ็นสัญญาระยะยาวแบบสุดโต่งของ เชลซี ภายใต้กลุ่มทุน BlueCo กำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องพิสูจน์ความแน่นแค่ไหน เมื่อบรรดาแข้งแกนหลักที่ทำผลงานคุ้มค่าตัว เริ่มต้องการขยับฐานรายได้ให้สะท้อนสถานะ “ตัวท็อปของทีม” มากขึ้น
สัญญายาวช่วยคุมเกม แต่แรงกดดันคุมยาก
แม้สโมสรจะได้เปรียบเรื่องระยะเวลาสัญญาที่ยาวกว่าหลายทีม ทำให้อำนาจต่อรองยังอยู่ในมือฝ่ายบริหาร แต่แรงกดดันจากคนรอบข้างและเอเยนต์กำลังบีบให้เชลซีต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างความมั่นคงด้านการเงิน กับความสงบสุขในห้องแต่งตัวที่สำคัญไม่แพ้กัน
พรีเมียร์ลีกยุคใหม่ สัญญายาวเริ่มเป็นเรื่องปกติ
ตอนนี้การให้สัญญายาวเริ่มไม่ใช่เรื่องแปลกใน พรีเมียร์ลีก ตัวอย่างชัดคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มี เออร์ลิง ฮาลันด์ ขยายสัญญายาวถึงปี 2034 (9 ปีครึ่ง) ซึ่งถือว่ายาวที่สุดในลีก ณ ตอนนี้
ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล และ สเปอร์ส ก็มีแนวทางเซ็นสัญญานักเตะใหม่แบบยาว ๆ เช่น อเล็กซานเดอร์ อิซัค, อูโก้ เอกิติเก้ และ โมฮาเหม็ด คูดุส ถึง 6 ปี แม้ในมุมกฎบัญชีจะช่วย “เฉลี่ยค่าตัว” ได้เพียง 5 ปีก็ตาม
เชลซีทีมเดียวที่ “ใช้สูตรนี้กับทุกคน”
ประเด็นคือเชลซียังเป็นสโมสรเดียวที่ใช้แนวทางนี้กับนักเตะแทบทุกคน เพื่อคุมต้นทุนค่าตัวในบัญชี และลดอำนาจต่อรองของนักเตะเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายสัญญา เรียกได้ว่าเป็นการล็อกอนาคตนักเตะไว้กับทีมให้แน่นที่สุดเท่าที่ทำได้
แผนค่าเหนื่อยยุค BlueCo ต่ำกว่าเดิม แต่เน้นโบนัส
นโยบายของ BlueCo คือวางเงินเดือนเริ่มต้น “ต่ำกว่ายุคเสี่ยหมี” (โรมัน อบราโมวิช) แต่เพิ่มแรงจูงใจด้วยโบนัสตามผลงาน ซึ่งเหมาะกับการบริหารทีมระยะยาวในเชิงตัวเลข แต่ก็มีความเสี่ยงทันทีเมื่อผู้เล่นบางคนระเบิดฟอร์มจนกลายเป็นระดับซูเปอร์สตาร์เร็วกว่าที่สโมสรประเมินไว้
เอ็นโซ่ – ไกเซโด้ เริ่มส่งสัญญาณ “ขอคุยใหม่”
ชื่อที่ถูกจับตาหนักคือ เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ (สัญญาถึง 2032) ที่ก้าวขึ้นเป็นรองกัปตันและหัวใจสำคัญของทีม และ มอสเซส ไกเซโด้ (สัญญาถึง 2031) เจ้าของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมสโมสรปี 2025
ทั้งคู่เพิ่งเปลี่ยนทีมงานเอเยนต์ และเริ่มส่งสัญญาณอยากเจรจาสัญญาใหม่ เพื่อขยับค่าเหนื่อยให้ทัดเทียมนักเตะระดับท็อปของทีมคู่แข่งที่พวกเขามองว่าอยู่ “รุ่นเดียวกัน” พูดง่าย ๆ คือผลงานมันพุ่งไปไกลแล้ว แต่ตัวเลขในสัญญายังไม่ตามทัน
บรรทัดฐานปี 2024 ที่เชลซีเคยทำไว้
ก่อนหน้านี้เชลซีเคยตั้งบรรทัดฐานไว้ในปี 2024 ด้วยการให้รางวัลกับ โคล พาลเมอร์ และ นิโกล่าส์ แจ็คสัน ด้วยการเพิ่มค่าเหนื่อย แต่แลกกับการขยายสัญญายาวออกไปถึงปี 2033
ดังนั้นดีลของเอ็นโซ่และไกเซโด้ก็ถูกคาดหมายว่าจะเดินตามรอยเดิม คือ “ได้เงินเพิ่ม” แต่ต้องฝากอนาคตไว้ที่เดอะ บริดจ์ ยาวขึ้นไปอีก
เชลซีไม่อยากให้เรื่องสัญญารบกวนภารกิจในซีซัน
รายงานของ ดิ แอธเลติก ระบุว่าเชลซีจะไม่เจรจาสัญญาใด ๆ ในระหว่างฤดูกาล เพื่อให้นักเตะโฟกัสกับเป้าหมายสำคัญคือการทำอันดับไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะรายได้จากรายการนี้คือหนึ่งในตัวแปรหลักที่จะช่วยรองรับค่าเหนื่อยที่มีแนวโน้ม “พุ่งขึ้น” ในอนาคต
นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า นักเตะบางรายปฏิเสธข้อเสนอเบื้องต้น เพื่อรอประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังจบฤดูกาล ซึ่งสะท้อนว่าหลายคนกำลัง “รอดูทิศทางทีม” ก่อนตัดสินใจผูกอนาคตระยะยาว
กฎยูฟ่ากดดันหนัก รายได้เชลซียังมีข้อจำกัด
เชลซีต้องระวังไม่ให้ค่าใช้จ่ายรวม (ค่าจ้าง + ค่าตัว + เอเยนต์) เกิน 70% ของรายได้ตามกฎยูฟ่า ซึ่งเป็นโจทย์หินสำหรับทีมที่รายได้วันแข่งยังมีเพดาน และยังไม่มีสปอนเซอร์คาดหน้าอกมูลค่าสูงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซัมเมอร์นี้ “เพิ่มเงินให้ใคร” อาจสำคัญกว่า “ซื้อใคร”
ด้วยเงื่อนไขทั้งหมด ทำให้ช่วงซัมเมอร์นี้การตัดสินใจว่าเชลซีจะเพิ่มเงินให้ใคร อาจสำคัญยิ่งกว่าการทุ่มซื้อนักเตะใหม่ เพราะการรักษาความรู้สึกของกลุ่มนักเตะอายุน้อยที่เป็นรากฐานของทีม คือกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จระยะยาว และถ้าจัดการพลาดขึ้นมา ความเสียหายอาจไม่ได้อยู่แค่ในงบการเงิน แต่อาจลามไปถึงบรรยากาศทั้งทีม
ติดตามความเคลื่อนไหวเชลซีแบบเข้มข้นได้ที่ บ้านกีฬา
สถานการณ์นี้จะจบแบบ “วิน วิน” หรือกลายเป็นชนวนความปั่นป่วนในทีม ต้องจับตาให้ดี เพราะนี่คือจุดชี้วัดว่ากลยุทธ์สัญญายาวของเชลซีจะพาทีมไปถึงแชมป์ หรือจะพาไปเจอปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

