กระแสที่กลับมาแรง เพราะ “ทองคำแท่ง” ไม่ได้หล่นมาจากฟ้า
ชื่อของ สาธิต รังคสิริ ถูกพูดถึงอีกครั้งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคดีที่ลากยาวมาหลายปีเดินมาถึงจังหวะสำคัญ – การส่งมอบทองคำแท่งตามคำพิพากษาให้ภาครัฐ เพื่อให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าของ “อดีตข้าราชการระดับสูง” แต่มันคือภาพสะท้อนของระบบภาษี ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นของประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษีทุกคน
สาธิต รังคสิริ คือใคร ทำไมคนในสายการคลังเคยจับตา
ในเส้นทางข้าราชการการเงินการคลัง เขาเคยถูกมองว่าเป็น “ลูกหม้อ” ที่เติบโตมากับงานนโยบายภาษี และเคยไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานสำคัญอย่าง อธิบดีกรมสรรพากร ในปี 2553
ด้านประวัติการศึกษา หลายแหล่งข้อมูลให้รายละเอียดไปในทิศทางเดียวกันว่าเขาจบสายเศรษฐศาสตร์ และมีวุฒิปริญญาโท Master of Arts (Economics) จาก Atlanta University สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็น “แต้มต่อ” ในยุคที่คนเรียนต่างประเทศยังไม่ใช่เรื่องธรรมดา
ข้อมูลเชิงชีวประวัติยังระบุด้วยว่า เขาเกิดวันที่ 6 มกราคม 2498 และในปี 2569 มีอายุ 71 ปี

จุดพีกของเส้นทางราชการ – มือวางระบบ VAT ที่เคยถูกยกให้เป็นความหวัง
สิ่งที่ทำให้ชื่อของเขา “ดัง” ในหมู่คนทำงานภาษี ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือบทบาทด้านแนวคิดเชิงระบบ โดยมีข้อมูลระบุว่าเขาเคยมีส่วนร่วมในคณะทำงานศึกษาและวางระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT เพื่อทดแทนภาษีการค้า และถูกยอมรับว่าเชี่ยวชาญด้าน VAT ในระดับสูง
นี่คือช่วงเวลาที่ภาพจำของเขาเคยเป็น “ข้าราชการมือดี” – คนที่รู้จักทั้งหลักการ เงื่อนไข และกลไกของการจัดเก็บรายได้รัฐ แต่เรื่องมันหักมุมแรง เมื่อความเชี่ยวชาญที่ควรเป็นเกราะให้ประเทศ กลับไปจบลงในคดีที่สั่นทั้งระบบความเชื่อมั่น
มหากาพย์ทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม วงเงินพันล้านที่ทำให้รัฐเจ็บหนัก
แกนกลางของเรื่อง คือคดีทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกระบุว่าเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ ระดับหลายพันล้านบาท โดยมีการกล่าวถึงพฤติการณ์ว่า มีกลุ่มบริษัทอ้างการส่งออกและยื่นขอคืน VAT ด้วยเอกสารเท็จ และใช้เครือข่ายบริษัทที่ไม่มีการประกอบการจริงจำนวนมาก
ลำดับเหตุการณ์ที่ถูกเล่าผ่านไทม์ไลน์ ระบุช่วงเริ่มเห็นความผิดปกติราวปี 2555 ถึง 2556 ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ชี้มูล และการดำเนินคดีตามมาในช่วงปีถัด ๆ ไป

จากคดีภาษี สู่ “ร่ำรวยผิดปกติ” และช็อตที่สังคมจำไม่ลืม – ยึดทองคำแท่ง 1,500 ล้าน
ไฮไลต์ที่ทำให้เรื่องนี้กลับมาเป็นข่าวร้อน คือคำพิพากษาและการส่งมอบทองคำแท่งให้ภาครัฐ โดยมีรายละเอียดว่าเป็นทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 20,976 บาททองคำ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ส่งมอบให้กระทรวงการคลัง โดยกรมธนารักษ์ เพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ในมุมของคดีร่ำรวยผิดปกติ มีการระบุถึง “รายการสั่งซื้อทองคำแท่ง” รวม 15 รายการ และศาลมีคำพิพากษาให้ทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
ถ้าถามว่าทำไม “ทองคำ” ถึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของคดีนี้ คำตอบง่ายมาก – เพราะมันเป็นทรัพย์ที่จับต้องได้ มองเห็นได้ และช็อกความรู้สึกได้ทันทีว่าเงินจากการทุจริตอาจถูกแปลงร่างเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูงได้อย่างไร
ไทม์ไลน์แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่ดาวรุ่ง ถึงวันถูกยึดทรัพย์
เพื่อให้เห็นภาพชัด บ้านกีฬาเรียบเรียงหมุดสำคัญจากข้อมูลที่เปิดเผยไว้ดังนี้
- 2553 ขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร
- 2555 ถึง 2556 เริ่มมีเหตุผิดปกติจากการยื่นขอคืน VAT ของกลุ่มบริษัทที่ถูกกล่าวถึง
- 2558 มีข้อมูลไทม์ไลน์ว่าถูกสั่งพักราชการ และมีการอายัดทรัพย์บางส่วน
- 2559 มีข้อมูลว่าถูกชี้มูลความผิดในคดีร่ำรวยผิดปกติ
- 2564 มีข้อมูลว่าศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีทุจริตคืน VAT ความเสียหายกว่า 3,000 ล้านบาท
- 2567 มีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ทองคำ 20,976 บาท มูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน และต่อมามีการส่งมอบให้หน่วยงานรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ควรอยู่ในความทรงจำของสังคม ไม่ใช่แค่ข่าววันเดียวแล้วผ่านไป
นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “คนดังในคดีดัง” แต่มันมีบทเรียนเชิงระบบที่ทุกยุคควรถามซ้ำ ๆ
- ความน่าเชื่อถือของระบบคืนภาษีสำคัญพอ ๆ กับการจัดเก็บภาษี เพราะเมื่อระบบคืนภาษีถูกเจาะ รัฐเสียหายเป็นก้อนใหญ่ได้ในเวลาไม่นาน
- คดีลักษณะนี้สะท้อนว่า “เอกสาร” และ “เครือข่ายนิติบุคคล” สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือได้ หากการตรวจสอบไม่แน่นพอ
- การดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติ และคำสั่งให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นอีกกลไกที่สังคมจับตา เพราะมันไม่ใช่แค่เอาผิดทางอาญา แต่คือการดึงทรัพย์ที่เชื่อมโยงกลับคืนรัฐ
คำถามที่คนอ่านอยากรู้ – ยึดทองแล้วแปลว่า “จบ” ไหม
คดีระดับนี้คำว่า “จบ” มักไม่ใช่แค่คำพิพากษา แต่คือผลกระทบที่ตามมา
- ในมุมรัฐ การส่งมอบทรัพย์ตามคำพิพากษา คือการทำให้ทรัพย์ “กลับเข้าระบบ” อย่างเป็นรูปธรรม
- ในมุมสังคม เรื่องนี้จะถูกใช้เป็นกรณีศึกษาเรื่องการตรวจสอบภายใน การกลั่นกรองการคืนภาษี และมาตรการติดตามเส้นทางการเงินต่อไป
สรุปภาพใหญ่ในประโยคเดียว
คดีของ ยึดทองคำ 1,500 ล้าน ไม่ได้ดังเพราะทองแพง แต่ดังเพราะมันเป็นสัญลักษณ์ว่า ถ้าระบบถูกเจาะจริง ความเสียหายของรัฐจะหนักแค่ไหน และปลายทางของเงินผิดปกติจะ “จับต้องได้” จนสังคมสะดุ้งได้ทันที
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

