ประเด็นร้อนที่ทำให้เกมลุกเป็นไฟ
เบนฟิก้า ออกแถลงการณ์โต้กลับรายงานจากสื่อโปรตุเกสที่อ้างว่า จานลูก้า เพรสเตียนนี ยอมรับกับเพื่อนร่วมทีมว่าใช้คำเหยียดผิวใส่ วินิซิอุส จูเนียร์ ในเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟนัดแรก โดยสโมสรยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีการสื่อสารแบบนั้น” ทั้งกับนักเตะในทีมและโครงสร้างของสโมสร
แถลงการณ์เบนฟิก้าชัด ๆ ว่าไม่ได้ยอมรับผิด
คำแถลงของสโมสรระบุไว้ว่า
“Sport Lisboa e Benfica categorically denies that the player Prestianni has communicated to the squad or the club’s structure that he has uttered a racist insult to the player Vinicius Jr, from Real Madrid.”
“Sport Lisboa e Benfica ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่า เพรสเตียนนีได้สื่อสารกับทีมชุดใหญ่หรือโครงสร้างของสโมสรว่าเขาได้พูดคำเหยียดผิวใส่วินิซิอุส จูเนียร์ ของเรอัล มาดริด”

และยังเสริมอีกช่วงว่า
“As has already been made public, the player apologised to his teammates for the incident that occurred during the match against Real Madrid, regretting the dimension and consequences of it and assuring everyone, as he has done since the first hour, that he is not racist.”
“ตามที่เคยเปิดเผยไปแล้ว นักเตะได้ขอโทษเพื่อนร่วมทีมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเกมกับเรอัล มาดริด เสียใจกับขนาดของเรื่องและผลกระทบ พร้อมยืนยันกับทุกคนเหมือนที่ทำมาตั้งแต่ชั่วโมงแรกว่าเขาไม่ใช่คนเหยียดผิว”
เหตุการณ์ในสนาม มันเกิดจังหวะไหน
ตามรายงาน เกมเกิดความวุ่นหลังแนวรุก เรอัล มาดริด ทำประตูขึ้นนำ แล้วมีจังหวะฉลองต่อหน้าแฟนเจ้าถิ่นจนโดนใบเหลือง ก่อนที่เพรสเตียนนีจะเข้ามาเผชิญหน้าและดึงเสื้อขึ้นปิดปากพูดบางอย่าง จากนั้นวินิซิอุสวิ่งไปแจ้งผู้ตัดสิน ฟรองซัวส์ เลอแต็กซิเยร์ และกรรมการทำท่ากากบาทหน้าใบหน้าเพื่อเข้าสู่โปรโตคอลต่อต้านการเหยียดผิวของ FIFA พร้อมสั่งหยุดเกมชั่วคราว
ยูฟ่าเดินเรื่องไว สั่งแบนชั่วคราว และมีสิทธิ์โดนหนักกว่าเดิม
ยูฟ่าเปิดการสอบสวนข้อกล่าวหา “พฤติกรรมเลือกปฏิบัติ” และลงโทษแบนหนึ่งนัด ทำให้เพรสเตียนนีพลาดเกมเลกสองที่เบร์นาเบว แม้เบนฟิก้าจะอุทธรณ์และพานักเตะเดินทางไปซ้อมที่มาดริด แต่ท้ายที่สุดคำอุทธรณ์ถูกปฏิเสธก่อนเกมไม่กี่ชั่วโมง
มูรินโญ่โดนวิจารณ์ เพราะคำพูดมันพาเรื่องออกทะเล
โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ได้ออกสื่อรอบเกมเลกสอง (จากการโดนไล่ออกในเลกแรก) แต่ก่อนหน้านั้นถูกวิจารณ์หนักจากท่าทีที่เหมือนพยายาม “ถ่วงน้ำหนัก” ด้วยการพูดถึงการฉลองประตูของวินิซิอุส และบทสนทนาหลังเกมกับ Amazon Prime
คำพูดของมูรินโญ่ (พร้อมแปลไทย)
“I told him, when you score a goal like that you just celebrate and walk back. They [Vinicius Jr and Prestianni] told me different things. But I don’t believe in one or another. I want to be an independent,”
“ผมบอกเขาว่า ถ้ายิงประตูแบบนั้นได้ก็ฉลองแล้วเดินกลับไป ทั้งสองคน (วินิซิอุสกับเพรสเตียนนี) เล่าให้ผมคนละแบบ แต่ผมไม่เชื่อข้างใดข้างหนึ่ง ผมอยากเป็นกลาง”
วินิซิอุสโพสต์เดือด “พวกเหยียดผิวคือคนขี้ขลาด”
หลังเกมนัดแรก วินิซิอุสโพสต์ข้อความแรงในสตอรี่ไอจี โดยมีช่วงหนึ่งว่า
“Racists are, above all, cowards.”
“พวกเหยียดผิว เหนือสิ่งอื่นใดคือพวกขี้ขลาด”
และยังตำหนิว่าพวกเหยียดผิวชอบปิดปากด้วยเสื้อเพื่อหลบความรับผิดชอบ พร้อมบอกว่าตัวเองโดนใบเหลืองจากการฉลองประตู แต่โปรโตคอลที่ทำในสนามกลับ “แทบไม่ช่วยอะไร”

เพรสเตียนนีชี้แจงเอง ยืนกรานไม่ได้เหยียดผิว
ฝั่งเพรสเตียนนีออกแถลงผ่านอินสตาแกรม (เบนฟิก้านำมาแชร์ต่อ) ยืนยันว่าไม่ได้พูดคำเหยียดผิว และมองว่าวินิซิอุส “เข้าใจผิด”
คำพูดของเพรสเตียนนี (พร้อมแปลไทย)
“I want to clarify that at no time did I direct racist insults to Vini Jr, who regrettably misunderstood what he thought he heard.”
“ผมอยากชี้แจงว่าไม่มีช่วงเวลาใดที่ผมพูดคำเหยียดผิวใส่วินิ จูเนียร์ ซึ่งน่าเสียดายที่เขาเข้าใจผิดในสิ่งที่คิดว่าได้ยิน”
“I was never racist with anyone and I regret the threats I received from Real Madrid players.”
“ผมไม่เคยเหยียดผิวใส่ใคร และผมเสียใจกับการถูกข่มขู่ที่ได้รับจากนักเตะเรอัล มาดริด”
เอ็มบัปเป้เล่าเอง “ได้ยินกับหู” แล้วประโยคมันยิ่งทำให้เรื่องลุก
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ให้สัมภาษณ์หลังเกมที่ลิสบอนว่าตัวเองได้ยินเหตุการณ์ชัด และมองว่านักเตะที่ทำแบบนั้น “ไม่ควรได้เล่นแชมเปียนส์ลีก” พร้อมเล่าลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่จังหวะยิงประตู จังหวะโดนโห่ และจังหวะมีความตึงเครียด
ช่วงคำพูดสำคัญ
“He put his shirt here [over his mouth] to say Vinicius is a ****** five times. I heard it. There are Benfica players who heard it as well.”
“เขาดึงเสื้อขึ้นมาปิดปากตรงนี้ [ปิดปาก] เพื่อพูดว่า วินิซิอุสเป็น ****** ถึงห้าครั้ง ผมได้ยิน และยังมีนักเตะเบนฟิก้าบางคนได้ยินเหมือนกัน”
ผลการแข่งขันก็มี แต่ประเด็นนี้กลบหมด
สุดท้าย เรอัล มาดริด ผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 3 ต่อ 1 และวินิซิอุสทำประตูได้ทั้งสองนัด แต่บรรยากาศหลังเกมมันชัดเลยว่าเรื่องนี้ไม่จบแค่ในสนาม เพราะกระบวนการสอบสวนของยูฟ่ายังเดินต่อ และบทลงโทษในคดีลักษณะนี้มีขั้นต่ำระดับ โทษแบน 10 นัด ได้เลย
มุมแฟนบอลไทย สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าคือ “บทลงโทษที่ชัด”
ฟุตบอลยุคนี้มันไม่ควรถอยหลังไปติดหล่มคำเหยียด ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนก็ตาม แฟนบอลอยากดูเกมให้มันจบด้วยฝีเท้า ไม่ใช่จบด้วยความขยะแขยงจากพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ทำลายเกมลูกหนัง
ติดตามข่าวฟุตบอลต่างประเทศเข้มข้นแบบรู้ทันทุกจังหวะ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา อัปเดตประเด็นร้อนเกมยุโรปและดราม่าลูกหนังระดับโลกแบบเจาะลึกสำหรับแฟนบอลไทยทุกวัน

