ศึกใหญ่ที่แฟนบอลทั้งยุโรปรอคอยเดินทางมาถึงจุดชี้ชะตาแล้ว เมื่อ อาร์เซน่อล ยอดทีมจากอังกฤษ เตรียมปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์เก่าจากฝรั่งเศส ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคมนี้ ที่สนามปุสกัส อารีน่า กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี
นี่ไม่ใช่แค่เกมตัดสินแชมป์ธรรมดา แต่คือค่ำคืนที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของทั้งสองสโมสร ฝั่ง “ปืนใหญ่” กำลังไล่ล่าโทรฟี่บิ๊กเอียร์ใบแรกของสโมสร ส่วน “เปแอสเช” เดินหน้าหวังย้ำอำนาจด้วยการป้องกันแชมป์ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน
เส้นทางอาร์เซน่อลสู่รอบชิง บุกดุดัน เกมรับแน่น หัวใจแข็งแกร่ง
อาร์เซน่อลของ มิเกล อาร์เตต้า ทำผลงานในรอบลีกเฟสได้อย่างดุดันระดับไร้ที่ติ จบอันดับ 1 ด้วย 24 แต้มเต็ม ชนะ 8 นัดรวด ไม่เสมอ ไม่แพ้ และแสดงให้เห็นชัดเจนว่าทีมชุดนี้ไม่ได้มาเล่นแค่หวังประสบการณ์ แต่มาเพื่อแชมป์เท่านั้น
ผลงานรอบลีกเฟสของอาร์เซน่อล
ชนะ แอธเลติก บิลเบา 2-0 (เยือน)
ชนะ โอลิมเปียกอส 2-0 (เหย้า)
ชนะ แอตเลติโก มาดริด 4-0 (เหย้า)
ชนะ สลาเวีย ปราก 3-0 (เยือน)
ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 3-1 (เหย้า)
ชนะ คลับ บรุช 3-0 (เยือน)
ชนะ อินเตอร์ มิลาน 3-1 (เยือน)
ชนะ ไครัต 3-2 (เหย้า)
รอบน็อกเอาต์ของปืนใหญ่ เล่นไม่หวือหวา แต่เฉียบขาดพอ
เข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย อาร์เซน่อลยังคงรักษามาตรฐานได้ดี แม้เกมรุกอาจไม่ได้ถล่มคู่แข่งเหมือนช่วงลีกเฟส แต่ความนิ่ง ความละเอียด และเกมรับที่แข็งแกร่ง กลายเป็นอาวุธสำคัญที่พาทีมทะลุมาจนถึงรอบชิง
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
เสมอ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 1-1 (เยือน)
ชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-0 (เหย้า)
รวมสองนัด อาร์เซน่อล ชนะ 3-1
รอบ 8 ทีมสุดท้าย
ชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 1-0 (เยือน)
เสมอ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 0-0 (เหย้า)
รวมสองนัด อาร์เซน่อล ชนะ 1-0
รอบรองชนะเลิศ
เสมอ แอตเลติโก มาดริด 1-1 (เยือน)
ชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 (เหย้า)
รวมสองนัด อาร์เซน่อล ชนะ 2-1
จุดเด่นที่สุดของอาร์เซน่อลในเส้นทางนี้คือเกมรับที่เสียเพียง 6 ประตู ตั้งแต่รอบลีกเฟสจนถึงรอบตัดเชือก นี่คือทีมที่รู้ว่าจังหวะไหนควรบด จังหวะไหนควรปิดเกม และจังหวะไหนต้องเล่นด้วยความเยือกเย็นแบบทีมลุ้นแชมป์ตัวจริง
การเข้าชิงครั้งนี้ยังมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือรอบชิงแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งที่สองของสโมสร นับตั้งแต่เคยเข้าชิงเมื่อปี 2006 หรือเมื่อ 20 ปีก่อน เป้าหมายเดียวของอาร์เซน่อลคือการพาโทรฟี่บิ๊กเอียร์ใบแรกกลับไปยังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมให้ได้
เปแอสเชสะดุดก่อนเร่งเครื่อง แชมป์เก่ายิ่งเล่นยิ่งโหด
ฝั่งปารีส แซงต์-แชร์กแมงของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เริ่มต้นรอบลีกเฟสไม่สวยนัก จบอันดับ 11 มี 14 แต้ม จากผลงานชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 2 จนต้องผ่านรอบเพลย์ออฟก่อนเข้าสู่น็อกเอาต์ แต่หลังจากนั้นพวกเขากลับยกระดับฟอร์มได้อย่างน่ากลัว
ผลงานรอบลีกเฟสของเปแอสเช
ชนะ อตาลันต้า 4-0 (เหย้า)
ชนะ บาร์เซโลน่า 2-1 (เยือน)
ชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 7-2 (เยือน)
แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 1-2 (เหย้า)
ชนะ สเปอร์ส 5-3 (เหย้า)
เสมอ แอธเลติก บิลเบา 0-0 (เยือน)
แพ้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 1-2 (เยือน)
เสมอ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า)
เส้นทางน็อกเอาต์เปแอสเช เกมรุกระเบิด เกมใหญ่ไม่กลัวใคร
รอบเพลย์ออฟ
ชนะ โมนาโก 3-2 (เยือน)
เสมอ โมนาโก 2-2 (เหย้า)
รวมสองนัด เปแอสเช ชนะ 5-4
รอบ 16 ทีมสุดท้าย
ชนะ เชลซี 5-2 (เหย้า)
ชนะ เชลซี 3-0 (เยือน)
รวมสองนัด เปแอสเช ชนะ 8-2
รอบ 8 ทีมสุดท้าย
ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เหย้า)
ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เยือน)
รวมสองนัด เปแอสเช ชนะ 4-0
รอบรองชนะเลิศ
ชนะ บาเยิร์น มิวนิค 5-4 (เหย้า)
เสมอ บาเยิร์น มิวนิค 1-1 (เยือน)
รวมสองนัด เปแอสเช ชนะ 6-5
หลังผ่านรอบเพลย์ออฟ เปแอสเชกลายเป็นทีมละคนกับช่วงต้นทัวร์นาเมนต์ เกมรุกดุดัน เกมใหญ่เล่นได้มั่นใจ และที่สำคัญคือการโค่นทีมระดับเชลซี ลิเวอร์พูล และบาเยิร์น มิวนิค มาได้แบบไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ความสำเร็จครั้งนี้ยังทำให้เปแอสเชเป็นสโมสรฝรั่งเศสทีมแรกที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ หรือยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ถึง 3 ครั้ง และยังเป็นทีมแรกจากฝรั่งเศสที่เข้าชิง 2 ฤดูกาลติดต่อกันอีกด้วย
เกมชิงที่เดิมพันมากกว่าแค่ถ้วยแชมป์
อาร์เซน่อลมีความกระหาย ประวัติศาสตร์ และเกมรับที่แน่นเป็นจุดขาย ส่วนเปแอสเชมีประสบการณ์แชมป์ ความดุดันในเกมรุก และโมเมนตัมจากการล้มทีมใหญ่เป็นชุด นี่จึงเป็นรอบชิงที่ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลพอจะเชื่อว่าตัวเองคู่ควรกับบัลลังก์ยุโรป
ถ้าอาร์เซน่อลชนะ นี่จะเป็นค่ำคืนที่แฟนปืนใหญ่รอคอยมาทั้งชีวิต แต่ถ้าเปแอสเชทำได้ พวกเขาจะยืนยันสถานะมหาอำนาจลูกหนังยุโรปยุคใหม่แบบเต็มเสียง
แฟนบอลชาวไทยที่ไม่อยากพลาดความเคลื่อนไหวก่อนเกมชิงแชมเปี้ยนส์ลีก บทวิเคราะห์บอลยุโรป ข่าวบอลวันนี้ และประเด็นร้อนจากทุกสนาม อย่าลืมติดตามอัปเดตแบบเข้มข้นได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

