ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่มากกว่า 3 แต้ม
ทุกสายตาจะพุ่งไปที่คัมป์ นู ในวันอาทิตย์นี้ เมื่อ บาร์เซโลน่า เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เรอัล มาดริด ในศึก เอล กลาซิโก้ ครั้งที่ 262 ซึ่งไม่ใช่แค่เกมแห่งศักดิ์ศรี แต่เป็นแมตช์ที่อาจปิดฉากเส้นทางลุ้นแชมป์ ลาลีกา ฤดูกาลนี้ทันที
บาร์ซ่าของ ฮันซี่ ฟลิค กำลังยืนอยู่หน้าประตูแชมป์ ขอแค่ไม่แพ้ในเกมนี้ พวกเขาจะคว้าแชมป์ลีกแบบคณิตศาสตร์ทันที และจะกลายเป็นทีมแรกที่ป้องกันแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จ นับตั้งแต่ยุคของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เมื่อปี 2018 และ 2019
ฝั่งมาดริด แม้ความหวังแทบเหลือเพียงเส้นด้าย แต่เกมแบบนี้ไม่มีใครยอมให้คู่ปรับตลอดกาลฉลองแชมป์ต่อหน้าต่อตาง่าย ๆ โดยเฉพาะเมื่อราชันชุดขาวยังมีศักดิ์ศรีให้ต้องปกป้องเต็มกระเป๋า
บาร์เซโลน่าต้องทำอะไรถึงจะเป็นแชมป์
ภารกิจของบาร์เซโลน่าชัดเจนมาก นั่นคือ “ห้ามแพ้” เพราะตอนนี้พวกเขานำเรอัล มาดริดอยู่ 11 คะแนน ขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 4 นัด หากเสมอหรือชนะในเกมนี้ แชมป์ลาลีกาจะตกเป็นของพวกเขาทันที
จุดที่ทำให้เกมนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก คือบาร์ซ่ามีโอกาสคว้าแชมป์ลีกต่อหน้ามาดริดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากก่อนหน้านี้มีเพียงครั้งเดียวที่เอล กลาซิโก้ตัดสินแชมป์โดยตรง คือปี 1932 ซึ่งจบด้วยผลเสมอ 2-2 และเป็นมาดริดที่ได้แชมป์
ฤดูกาลก่อน บาร์ซ่าเคยชนะมาดริด 4-3 ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม จนขยับหนี 7 แต้มในช่วงท้ายซีซั่น แต่ครั้งนี้สถานการณ์เข้มข้นกว่าเดิม เพราะพวกเขาสามารถปิดบัญชีแชมป์ได้ในเกมเดียว
โอกาสมาดริดยังมีไหม
พูดกันแบบตรง ๆ โอกาสของ เรอัล มาดริด ในการพลิกกลับมาเป็นแชมป์ถือว่าน้อยมาก พวกเขาตามหลัง 11 คะแนน เหลือแต้มให้เก็บสูงสุด 12 คะแนน สถิติจาก Opta ประเมินว่าโอกาสแชมป์ของบาร์เซโลน่าอยู่ที่ 99.87% ส่วนมาดริดเหลือเพียง 0.13%
ต่อให้มาดริดบุกชนะบาร์ซ่า แล้วเก็บชัยรวดใน 3 นัดสุดท้ายกับ เรอัล โอเบียโด้, เซบีย่า และ แอธเลติก คลับ พวกเขาจะจบที่ 89 คะแนน ขณะที่บาร์เซโลน่ามีอยู่แล้ว 88 คะแนน นั่นหมายความว่ามาดริดต้องลุ้นให้บาร์ซ่าพลาดแบบถล่มทลายในช่วงโค้งสุดท้าย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าถามว่ามาดริดมีโอกาสชนะเกมนี้ไหม คำตอบคือมี เพราะทีมชุดนี้ยังมีทีเด็ดในเกมใหญ่ โดยเฉพาะ วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เพิ่งยิงสองประตูใส่เอสปันญ่อล รวมถึงการกลับมาซ้อมของ ติโบต์ กูร์กตัวส์ และความเป็นไปได้ที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ อาจฟื้นตัวทันเวลา
ย้อนดูเอล กลาซิโก้ฤดูกาลนี้
ก่อนหน้านี้มาดริดหยุดสถิติแพ้บาร์ซ่าของฟลิค 4 เกมติดได้สำเร็จ หลังเปิดเบร์นาเบวชนะ 2-1 เมื่อเดือนตุลาคม จากประตูของ เอ็มบัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม ส่วนบาร์ซ่าได้คืนจาก เฟร์มิน โลเปซ
ตอนนั้นมาดริดภายใต้การคุมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ขยับนำหัวตาราง 5 คะแนน และดูเหมือนโมเมนตัมกำลังกลับไปอยู่ฝั่งราชัน แต่หลังจากนั้นฟอร์มสะดุด เปิดทางให้บาร์ซ่าค่อย ๆ ไล่กลับมาจนแซงนำในช่วงเปลี่ยนปี
การเจอกันอีกครั้งในรอบชิงซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า ที่ซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ บาร์ซ่าชนะ 3-2 จากเกมสุดเดือดที่มีถึงสามประตูในช่วงทดเวลาครึ่งแรก ราฟินญ่ายิงนำ ก่อนที่ วินิซิอุส, กอนซาโล่ การ์เซีย และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะผลัดกันซัดให้เกมกลับมาสูสี สุดท้ายราฟินญ่าซัดแฉลบเป็นประตูชัย และทำให้อลอนโซ่ถูกปลด ก่อนมาดริดตั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว เข้ามาคุมทีม
สถิติพบกันตลอดกาล บาร์ซ่าลุ้นไล่ทาบ
เอล กลาซิโก้คือเกมที่สมดุลแห่งอำนาจเปลี่ยนมือมาตลอดเกือบศตวรรษของลาลีกา ช่วงแรกมาดริดเหนือกว่า โดยเฉพาะยุค 1960s ที่พวกเขาครองทั้งสเปนและยุโรป
ต่อมา บาร์เซโลน่ากลับมาท้าชนในยุคของ โยฮัน ครัฟฟ์ และพุ่งแรงอีกครั้งในยุค 2000s เมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาสร้างทีมที่คัมป์ นู จนเกิดหลายเกมประวัติศาสตร์ของเอล กลาซิโก้
ช่วงหลังทั้งสองทีมผลัดกันขึ้นลง บาร์ซ่าเคยไร้พ่าย 6 เกมติดระหว่างปี 2017 ถึง 2019 จากนั้นมาดริดไม่แพ้ 6 เกมติดระหว่างปี 2019 ถึง 2022 ก่อนที่ยุคของฮันซี่ ฟลิค จะทำให้บาร์ซ่ากลับมาครองความได้เปรียบอีกครั้ง ด้วยการชนะเอล กลาซิโก้ถึง 4 นัดในฤดูกาลก่อน และตอนนี้พวกเขามีลุ้นไล่ทาบสถิติเฮดทูเฮดตลอดกาลของมาดริด
ความพร้อมบาร์เซโลน่า
บาร์ซ่าต้องขาด ลามีน ยามาล ดาวซัลโวของทีม ซึ่งหมดสิทธิ์ลงเล่นตลอดฤดูกาลจากอาการบาดเจ็บแฮมสตริง ถือเป็นข่าวหนักไม่น้อย เพราะเขาคืออาวุธสำคัญริมเส้นของทีม
อย่างไรก็ตาม ฟลิคยังมีขุมกำลังเกือบเต็มมือ โดย อันเดรียส คริสเตนเซ่น เป็นอีกคนที่ยังมีปัญหาบาดเจ็บ แต่มีลุ้นกลับมาพร้อมใช้งานในสุดสัปดาห์นี้
ส่วน ราฟินญ่า แม้กลับมามีชื่อในทีมเกมชนะโอซาซูน่า แต่ยังไม่ได้ลงสนาม และน่าจะเริ่มต้นจากม้านั่งสำรอง หลังหายหน้าไปตั้งแต่เดือนมีนาคมเพราะอาการเจ็บแฮมสตริง ทำให้ตัวเลือกริมเส้นอาจต้องดูระหว่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, เฟร์มิน โลเปซ และ รูนี่ บาร์ดกี ขณะที่หน้าเป้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ต้องแย่งตำแหน่งกับ เฟร์ราน ตอร์เรส
ความพร้อมเรอัล มาดริด
มาดริดมีปัญหาใหญ่จากกรณี เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ และอาจรวมถึง ออเรเลียง ชูอาเมนี่ หลังมีเหตุทะเลาะกันในสนามซ้อม จนวัลเวร์เด้ได้รับบาดเจ็บศีรษะกระทบกระเทือน และทั้งคู่เสี่ยงโดนลงโทษทางวินัย
อีกประเด็นใหญ่คืออาการของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่เจ็บแฮมสตริงจากเกมกับเรอัล เบติส เมื่อวันที่ 24 เมษายน และยังไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่นั้น แม้มีภาพเจ้าตัวไปพักผ่อนระหว่างเพื่อนร่วมทีมยังทำศึกลาลีกา แต่ฝั่งนักเตะยืนยันว่าการฟื้นฟูอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์สโมสร
เอ็มบัปเป้กลับมาที่มาดริดตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา และเริ่มทำงานที่บัลเดเบบาส แต่ช่วงแรกยังจำกัดอยู่ในยิม ต้องรอดูว่าจะถูกเร่งคืนสนามทันเอล กลาซิโก้หรือไม่
ข่าวดีของมาดริดคือ กูร์กตัวส์ กลับมาซ้อมแล้ว ซึ่งช่วยยกระดับจาก อันเดรย์ ลูนิน ได้ชัดเจน แต่พวกเขายังหมดสิทธิ์ใช้งาน เอแดร์ มิลิเตา, อาร์ดา กูเลอร์, ดานี่ การ์บาฆาล, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ และ โรดรีโก้
จุดปะทะสำคัญของเกม
วินิซิอุส จูเนียร์ ดวล ชูลส์ กุนเด้
เมื่อยามาลเจ็บ และเอ็มบัปเป้ยังไม่ชัวร์ วินิซิอุสมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นตัวละครหลักของเกมนี้ เขากำลังอยู่ในฟอร์มร้อน ยิง 4 ประตูจาก 3 นัดหลังสุด และมักเล่นได้อันตรายเสมอเมื่อเจอบาร์ซ่า โดยเฉพาะพื้นที่ด้านหลังแนวรับที่เจ้าบ้านมักเปิดช่องไว้
กุนเด้จึงต้องเจองานหนัก หากได้ลงตัวจริงเหนือ เอริค การ์เซีย เขาต้องหยุดวินิซิอุสให้ได้ เพราะการดวลหนึ่งต่อหนึ่งริมเส้นคู่นี้อาจเป็นตัวชี้ชะตาของทั้งเกม
จู๊ด เบลลิงแฮม ดวล เปดรี้
เมื่อมาดริดไม่มีวัลเวร์เด้ และอาจขาดชูอาเมนี่ ภาระในแดนกลางจะยิ่งตกไปอยู่กับ จู๊ด เบลลิงแฮม มากขึ้น ฤดูกาลนี้เขาต้องเจอทั้งการฟื้นตัวจากผ่าตัดหัวไหล่และปัญหากล้ามเนื้อ แต่ช่วงหลังเริ่มกลับมาใกล้เคียงฟอร์มเดิม โดยเกมกับเอสปันญ่อลมีทั้งจังหวะทะลุขึ้นหน้าและแอสซิสต์ให้วินิซิอุส
ฝั่งบาร์ซ่า เปดรี้คือหัวใจในการคุมจังหวะ หากเบลลิงแฮมสามารถกดดันและสร้างอิทธิพลเหนือเปดรี้ได้ มาดริดยังมีช่องให้สู้ แม้สถานการณ์รอบทีมจะเต็มไปด้วยปัญหา
ทรรศนะก่อนเกม
เกมนี้มีโอกาสสูงที่จะออกมาเปิดแลก เพราะตั้งแต่ฟลิคเข้ามาคุมบาร์ซ่า เอล กลาซิโก้มักเต็มไปด้วยประตู มาดริดต้องการชนะเพื่อไม่ให้กลายเป็นแขกรับเชิญในงานฉลองแชมป์ของคู่ปรับ ส่วนบาร์ซ่าเองก็มีแรงกระตุ้นมหาศาลในการปิดบัญชีแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลในคัมป์ นู ที่ปรับปรุงใหม่
แนวรับมาดริดยังมีรอยรั่ว โดยเฉพาะเมื่อขาดมิลิเตาและเมนดี้ ขณะที่บาร์ซ่าเองก็เสียอาวุธสำคัญอย่างยามาล ทำให้เกมรุกทั้งสองฝั่งยังมีคำถาม แต่ด้วยสถานการณ์และแรงกดดัน เจ้าบ้านดูมีภาษีมากกว่าในการจบงาน
สกอร์ที่คาด บาร์เซโลน่า 3-2 เรอัล มาดริด หรือมีโอกาสเสมอ 2-2 หากมาดริดอาศัยเกมโต้กลับและทีเด็ดของวินิซิอุสกับเบลลิงแฮมสร้างปัญหาได้ต่อเนื่อง
สรุปภาพรวมเอล กลาซิโก้ครั้งนี้
นี่คือเอล กลาซิโก้ที่บาร์เซโลน่ามีโอกาสเขียนหน้าประวัติศาสตร์ ด้วยการปิดฉากแชมป์ลาลีกาต่อหน้าเรอัล มาดริด ขณะที่ราชันชุดขาวแม้แทบหมดหวังเรื่องแชมป์ แต่ยังมีศักดิ์ศรีและแรงแค้นให้สู้เต็มที่ เกมนี้จึงไม่ใช่แค่การลุ้นผลบอลสดธรรมดา แต่เป็นแมตช์ที่อาจกำหนดภาพจำของฤดูกาลทั้งสองทีม
แฟนบอลที่ต้องการติดตามความเคลื่อนไหวเอล กลาซิโก้ วิเคราะห์บอลลาลีกา โปรแกรมบอลวันนี้ และข่าวฟุตบอลต่างประเทศแบบเข้มข้น อย่าลืมติดตาม ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

