ดิว็อค โอริกี้ อดีตกองหน้าขวัญใจแฟนบอลลิเวอร์พูลและทีมชาติเบลเยียม ประกาศอำลาชีวิตนักฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการในวัย 31 ปี ปิดฉากเส้นทางลูกหนังที่ไม่ได้ดังที่สุดในฐานะซูเปอร์สตาร์ แต่ยิ่งใหญ่พอจะถูกจดจำในฐานะชายผู้เกิดมาเพื่อเกมใหญ่ของ “หงส์แดง”
ตลอดเวลากว่า 15 ปีในวงการฟุตบอลอาชีพ โอริกี้ผ่านทั้งช่วงพุ่งทะยาน ช่วงหลุดจากทีม และช่วงเงียบงันนอกสนาม แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประตูสำคัญที่เขาทิ้งไว้ โดยเฉพาะกับ ลิเวอร์พูล ชื่อของเขาแทบจะถูกสลักไว้ข้างคำว่า “ฮีโร่นาทีสำคัญ” อย่างเลี่ยงไม่ได้
Divock Origi has announced his retirement from professional football.
— Liverpool FC (@LFC) June 8, 2026
Congratulations on a brilliant career and enjoy your retirement, Divock ❤️
ประกาศอำลาอย่างเป็นทางการ ภารกิจในสนามจบลงแล้ว
โอริกี้ออกมายืนยันการตัดสินใจแขวนสตั๊ด พร้อมสื่อสารชัดเจนว่าบทบาทในฐานะนักเตะของเขาเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว หลังผ่านเวทีใหญ่ คว้าโทรฟี่ระดับเมเจอร์ และสร้างความทรงจำให้แฟนบอลหลายสโมสร โดยเฉพาะแฟนเดอะ ค็อป
“เป้าหมายของผมในเกมฟุตบอลในฐานะนักเตะได้สมบูรณ์แล้ว”
อีกหนึ่งประโยคที่สะท้อนอารมณ์ของการลาจากครั้งนี้คือคำพูดที่เหมือนปิดหนังชีวิตนักฟุตบอลบทใหญ่ของเขา
“ภารกิจเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ผมกำลังก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต”
จากตัวสำรองสู่ตำนานเกมใหญ่ของหงส์แดง
โอริกี้ย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2014 หลังสร้างชื่อกับลีลล์ ก่อนจะค่อย ๆ เติบโตในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และกลายเป็นหนึ่งในขุนพลที่ เยอร์เกน คล็อปป์ ใช้งานในช่วงเปลี่ยนผ่านของทีม แม้ไม่ใช่ตัวจริงถาวร แต่ทุกครั้งที่ทีมต้องการประตูสำคัญ ชื่อของโอริกี้มักโผล่มาในจังหวะที่แฟนบอลแทบหยุดหายใจ
ภาพจำที่ไม่มีวันลบคือฤดูกาล 2018/19 เมื่อเขากลายเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเส้นทางสู่แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเฉพาะเกมพลิกนรกใส่บาร์เซโลน่าในรอบรองชนะเลิศ และประตูปิดกล่องในนัดชิงชนะเลิศกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ที่กรุงมาดริด
ก่อนหน้านั้น แฟนบอลลิเวอร์พูลก็ยังจำประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ กับเอฟเวอร์ตันได้ดี จังหวะนั้นไม่ได้เป็นแค่ประตูชัย แต่มันเหมือนจุดประกายให้โอริกี้กลับมาเป็นคนสำคัญในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด
ตัวเลขไม่ดังเท่าความทรงจำ แต่หนักแน่นพอเป็นตำนาน
เส้นทางของโอริกี้กับลิเวอร์พูลจบลงด้วยผลงาน 41 ประตูจาก 175 นัด พร้อมเหรียญแชมป์รายการใหญ่หลายใบ ทั้งพรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ
เขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่มีสถิติถล่มประตูระดับมหาศาล แต่ความพิเศษของโอริกี้คือการยิงประตูในวันที่ทีมต้องการมากที่สุด นั่นคือเหตุผลที่แฟนบอลลิเวอร์พูลจำนวนมากไม่ได้มองเขาเป็นเพียงอดีตนักเตะ แต่ยกให้เป็นหนึ่งใน “คัลต์ฮีโร่” ของยุคคล็อปป์
เส้นทางหลังแอนฟิลด์ และช่วงท้ายอาชีพที่เงียบลง
หลังอำลาลิเวอร์พูลในปี 2022 โอริกี้ย้ายไปเอซี มิลาน ก่อนมีช่วงเวลายืมตัวกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในพรีเมียร์ลีก แต่ช่วงท้ายอาชีพไม่ได้ราบรื่นเหมือนวันคืนที่แอนฟิลด์ เขาไม่ได้กลับมายืนเป็นตัวหลัก และท้ายที่สุดแยกทางกับมิลานในเดือนธันวาคม 2025
นอกจากลิเวอร์พูล เขายังเคยค้าแข้งกับลีลล์, โวล์ฟสบวร์ก, เอซี มิลาน และน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ รวมถึงรับใช้ทีมชาติเบลเยียมชุดใหญ่ 32 นัด ยิงได้ 3 ประตู ซึ่งหนึ่งในภาพจำระดับชาติคือการแจ้งเกิดในฟุตบอลโลก 2014
บทต่อไปของชีวิต หลังปิดฉากฟุตบอลอาชีพ
รายงานจากต่างประเทศระบุว่าเส้นทางต่อไปของโอริกี้อาจเกี่ยวข้องกับโลกแฟชั่นและงานด้านฟุตบอลเอเจนซี่ โดยทำงานร่วมกับ มาร์วิน วิลเลม โอโฟรี ในโปรเจกต์ DLF Sports ซึ่งสะท้อนว่าเขาไม่ได้เดินออกจากเกมฟุตบอลแบบหายไปเงียบ ๆ แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นในสนามไปสู่เส้นทางใหม่หลังฉาก
สำหรับแฟนบอลไทยที่ติดตามพรีเมียร์ลีกมาตลอด ชื่อของโอริกี้อาจไม่ได้ถูกพูดถึงทุกสัปดาห์เหมือนดาวยิงระดับโลก แต่เมื่อใดที่มีการย้อนความทรงจำเกมใหญ่ของลิเวอร์พูล โดยเฉพาะคืนมหัศจรรย์กับบาร์เซโลน่าและเกมชิงยุโรปปี 2019 ชื่อนี้จะกลับมาดังก้องเสมอ
สรุปตำนานโอริกี้ ชายที่ไม่ต้องยิงเยอะ แต่ยิงแล้วโลกจำ
การแขวนสตั๊ดของดิว็อค โอริกี้ คือการปิดฉากนักเตะที่นิยามตัวเองด้วยจังหวะสำคัญ มากกว่าตัวเลขสวยหรูบนหน้าสถิติ เขาอาจไม่ใช่กองหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพรีเมียร์ลีก แต่สำหรับลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ปรากฏตัวถูกที่ ถูกเวลา และเปลี่ยนเกมให้กลายเป็นประวัติศาสตร์
เกล็ดความรู้
- ดิว็อค โอริกี้ ย้ายจากลีลล์มาเป็นนักเตะลิเวอร์พูลในปี 2014 แต่ถูกปล่อยให้ลีลล์ยืมใช้งานต่อในช่วงแรก
- หนึ่งในประตูที่ถูกจดจำมากที่สุดคือประตูใส่บาร์เซโลน่าในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ฤดูกาล 2018/19
- โอริกี้ยิงให้ลิเวอร์พูลรวม 41 ประตูจาก 175 นัด และคว้าแชมป์ใหญ่ครบหลายรายการกับสโมสร
แฟนบอลที่อยากติดตามข่าวฟุตบอลต่างประเทศ พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล และเรื่องราวเข้มข้นจากโลกฟุตบอลแบบครบทุกมุม อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

