อ่านข่าวนี้แบบสั้น: อียิปต์สร้างค่ำคืนประวัติศาสตร์ในศึกฟุตบอลโลก 2026 หลังพลิกจากตามหลังนิวซีแลนด์ 0-1 ในครึ่งแรก ก่อนรัวคืนครึ่งหลังชนะ 3-1 จากทีเด็ดของมอสตาฟา ซิโก้, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และเทรเซเกต์ พร้อมขยับขึ้นนำกลุ่มจีด้วย 4 คะแนน ส่วนทัพออลไวท์สยังมีเพียงแต้มเดียวและต้องเจองานหนักกับเบลเยียมในนัดสุดท้าย รายละเอียดทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้
อียิปต์ ปลดล็อกค่ำคืนสำคัญบนเวทีฟุตบอลโลกได้อย่างดุดัน หลังแซงชนะนิวซีแลนด์ 3-1 ที่แวนคูเวอร์ เกมนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะธรรมดา แต่เป็นชัยชนะครั้งแรกของทัพฟาโรห์ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก พร้อมทำให้พวกเขาขยับขึ้นไปยืนจ่าฝูงกลุ่มจีอย่างสง่างาม
ครึ่งแรกเหมือนทุกอย่างจะเข้าทางนิวซีแลนด์ เมื่อฟินน์ เซอร์แมน โขกประตูให้ทีมขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 15 จากลูกเตะมุมของทิม เพย์น ก่อนที่อียิปต์จะถูกบีบจนเกมรุกแทบหายไป โดยเฉพาะโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่โดนปิดพื้นที่จนแทบหาโอกาสสร้างอันตรายไม่ได้
ซาลาห์ปลุกไฟฟาโรห์ ครึ่งหลังเปลี่ยนเกมเป็นหนังคนละม้วน
หลังพักครึ่ง เกมของอียิปต์พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที บอลไหลเข้าสู่แดนนิวซีแลนด์อย่างต่อเนื่อง แรงกดดันถาโถมแบบไม่ปล่อยให้คู่แข่งหายใจ และซาลาห์ก็แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าผู้เล่นระดับตำนานไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก แค่เสี้ยววินาทีก็สามารถเปลี่ยนเกมได้
นาทีที่ 67 ซาลาห์รับบอลทางกรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนประสานงานกับมอสตาฟา ซิโก้ แล้วซัดเรียดเสียบเสาไกลผ่านแม็กซ์ โครคอมบ์ เข้าไปอย่างเฉียบขาด กลายเป็นประตูแซงนำ 2-1 ที่อียิปต์สมควรได้รับจากรูปเกมครึ่งหลัง
ซาลาห์ไม่ได้มีแค่ประตูสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางของเกมรุก ทั้งการเลี้ยงกินตัว การจ่ายบอล การกดดันแนวรับ และการเติมเข้าเขตโทษ จนแนวรับนิวซีแลนด์ที่เคยนิ่งในครึ่งแรกเริ่มแตกเป็นชิ้น ๆ

มอสตาฟา ซิโก้ แจ้งเกิดเต็มตัวในเวทีใหญ่
หนึ่งในตัวละครสำคัญที่สุดของเกมนี้คือมอสตาฟา ซิโก้ ดาวเตะวัย 29 ปีที่เพิ่งประเดิมทีมชาติอียิปต์ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่ม และก่อนหน้านี้ใช้เส้นทางค้าแข้งทั้งหมดอยู่ในลีกอียิปต์ แต่เมื่อโอกาสมาถึง เขากลับคว้ามันไว้ได้อย่างเด็ดขาด
ซิโก้เคยยิงประตูชัยในเกมอุ่นเครื่องก่อนฟุตบอลโลกกับรัสเซีย และในเกมนี้เขายกระดับตัวเองขึ้นอีกขั้น ด้วยการโขกประตูตีเสมอในนาทีที่ 59 จุดประกายให้ฟาโรห์กลับมาทั้งทีม ก่อนจะมีส่วนร่วมกับซาลาห์ในจังหวะประตูแซงนำ
ซาลาห์คือดาวเด่นระดับโลกที่ทุกสายตาจับจ้อง แต่ซิโก้คือคนที่เปลี่ยนสกอร์จากตามหลัง 0-1 ให้กลายเป็นนำ 2-1 ด้วยผลงานหนึ่งประตูหนึ่งแอสซิสต์ นี่คือการแจ้งเกิดที่ไม่ต้องใช้คำพูดมาก เพราะผลงานในสนามดังพออยู่แล้ว
ฟินน์ เซอร์แมน จุดประกายนิวซีแลนด์ ก่อนโดนพายุครึ่งหลังถล่ม
สำหรับนิวซีแลนด์ ครึ่งแรกถือว่าทำได้ตามแผนอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฟินน์ เซอร์แมน กองหลังของพอร์ตแลนด์ ทิมเบอร์ส ที่เล่นโดดเด่นและเป็นคนโขกประตูขึ้นนำจากลูกเตะมุม จังหวะนั้นเขาหาพื้นที่ได้ดี ก่อนโถมขึ้นสะบัดโหม่งอย่างรุนแรงจนมอสตาฟา อาห์เหม็ด โชเบียร์ หมดสิทธิ์ป้องกัน
ประตูดังกล่าวทำให้เซอร์แมนกลายเป็นฮีโร่ชั่วคราวของทัพออลไวท์ส ทั้งที่ตั้งแต่ย้ายไปพอร์ตแลนด์ ทิมเบอร์ส ในปี 2024 เขายังไม่เคยยิงใน MLS แต่กลับมีชื่อบนสกอร์บอร์ดฟุตบอลโลกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังนิวซีแลนด์ต้านไม่อยู่ แดนกลางเก็บบอลไม่ได้ แนวรุกสร้างจังหวะตอบโต้แทบไม่มี และแนวรับถูกอียิปต์กดจนยุบ สุดท้ายจากทีมที่เริ่มเกมอย่างมีวินัย กลายเป็นทีมที่ถูกครึ่งหลังของอียิปต์บดจนเสียทรง
เทรเซเกต์ปิดบัญชี ฟาโรห์ขย้ำเกมให้ขาด
เมื่อเกมเปิดหน้าไล่กันในช่วงท้าย อียิปต์ยังนิ่งกว่าและเฉียบกว่า ก่อนที่เทรเซเกต์ ตัวเก๋าของทีม จะยิงประตูที่ 24 ในนามทีมชาติอียิปต์ ปิดสกอร์เป็น 3-1 ทำให้นิวซีแลนด์แทบหมดทางกลับเข้าสู่เกม
รายงานจากรอยเตอร์ระบุว่า ซาลาห์ยังมีส่วนกับประตูปิดเกม หลังจังหวะเตะมุมที่นำไปสู่ลูกโขกของเทรเซเกต์ ขณะที่เสียงเชียร์แฟนอียิปต์ในสนามดังสนั่นหลังผู้ตัดสินเป่าจบเกม กลายเป็นค่ำคืนที่เหมือนทั้งประเทศได้ปลดปล่อยความอัดอั้นบนเวทีฟุตบอลโลก
เสียงจากซาลาห์หลังเกมประวัติศาสตร์
“It’s a great achievement for all the players. It’s a great win. It’s a great vibe. The next game is very important.”
แปลเป็นไทยได้ว่า “นี่คือความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้เล่นทุกคน เป็นชัยชนะที่ยอดเยี่ยม บรรยากาศยอดเยี่ยม และเกมต่อไปสำคัญมาก” คำพูดของซาลาห์สะท้อนชัดว่า อียิปต์ยังไม่มองไกลเกินไป แม้ชัยชนะครั้งนี้จะใหญ่ระดับประวัติศาสตร์ก็ตาม

สถานการณ์กลุ่มจีเดือดถึงนัดสุดท้าย
หลังผ่านสองเกม อียิปต์มี 4 คะแนนจากการเสมอเบลเยียม 1-1 และชนะนิวซีแลนด์ 3-1 ทำให้ขึ้นนำกลุ่มจี ส่วนเบลเยียมกับอิหร่านมีทีมละ 2 คะแนน หลังเสมอกัน 0-0 ขณะที่นิวซีแลนด์รั้งท้ายด้วย 1 คะแนนจากสองนัด
เกมสุดท้ายอียิปต์จะเจออิหร่าน โดยสถานการณ์ตอนนี้พวกเขามีลุ้นสูงมากที่จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์ทีมชาติ เพราะอียิปต์ยังไม่เคยผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกมาก่อน
ด้านนิวซีแลนด์ยังไม่หมดหวังทางทฤษฎี แต่เส้นทางโหดจัด พวกเขาต้องล้มเบลเยียมให้ได้ในนัดสุดท้าย ซึ่งไม่ใช่งานธรรมดา โดยเฉพาะเมื่อทีมปล่อยให้คู่แข่งแซงจากสถานการณ์ได้เปรียบซ้ำแล้วซ้ำอีกในทัวร์นาเมนต์นี้
มุมมองบ้านกีฬา
ชัยชนะเกมนี้คือภาพชัดของทีมที่มีผู้นำตัวจริงในสนาม ซาลาห์อาจไม่ระเบิดฟอร์มตั้งแต่นาทีแรก แต่เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงที่ต้องการคนตัดสิน เขายกระดับตัวเองขึ้นทันที ส่วนซิโก้คือโบนัสก้อนใหญ่ของอียิปต์ เป็นนักเตะที่เข้ามาเติมพลังใหม่และเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นความมั่นใจ
นิวซีแลนด์สู้เต็มที่แล้วในครึ่งแรก แต่ฟุตบอลโลกไม่ให้อภัยทีมที่แผ่วแม้เพียง 45 นาที เพราะเมื่ออียิปต์เริ่มเร่งจังหวะ เกมรับของออลไวท์สก็โดนบีบจนแตก และนี่อาจเป็นครึ่งหลังที่ทำให้เส้นทางของพวกเขาในฟุตบอลโลกครั้งนี้หนักขึ้นแทบทุกมิติ ติดตาม ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา สำหรับข่าวฟุตบอลโลก 2026 ผลบอลล่าสุด และประเด็นร้อนแบบครบทุกมุม

