CAAT ผ่อนคลายกฎบินโดรน หลังสถานการณ์ชายแดนคลี่คลาย
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ออกประกาศฉบับใหม่ ผ่อนคลายมาตรการการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โดรน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังประเมินร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้วพบว่าสถานการณ์โดยรวมคลี่คลายลง และความจำเป็นในการคงมาตรการพิเศษในหลายพื้นที่ลดลง
สาระสำคัญของประกาศนี้ คือ ผู้ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมาย สามารถบินโดรนได้ในทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรตามวัตถุประสงค์การใช้งาน แต่ยังคงยกเว้นบางอำเภอใน 7 จังหวัดชายแดน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประเทศ
การปลดล็อกครั้งนี้จึงไม่ใช่การเปิดเสรีแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นการปรับสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ภาคธุรกิจ เกษตรกร ผู้ผลิตสื่อ และหน่วยงานต่าง ๆ กับการรักษาความมั่นคงในพื้นที่อ่อนไหว
ประวัติความเป็นมา ทำไมต้องคุมเข้มโดรนชายแดนไทย-กัมพูชา
โดรนกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่ายขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น สำรวจพื้นที่ ถ่ายภาพทางอากาศ หรืองานวิจัย ต่อมาได้ขยายสู่ภาคเกษตร งานกู้ภัย งานข่าว งานท่องเที่ยว งานก่อสร้าง และงานรักษาความปลอดภัย ทำให้ภาครัฐต้องวางกติกาเพื่อไม่ให้การใช้งานกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ
ในพื้นที่ชายแดน โดรนอาจถูกใช้ได้ทั้งในทางสร้างสรรค์และทางเสี่ยง เพราะสามารถบินสำรวจ ถ่ายภาพ เก็บพิกัด หรือเคลื่อนที่เข้าใกล้พื้นที่สำคัญได้ง่ายกว่ายานพาหนะทั่วไป เมื่อสถานการณ์ชายแดนมีความอ่อนไหว การควบคุมโดรนจึงเป็นมาตรการสำคัญเพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์
ก่อนหน้านี้ CAAT ได้ออกมาตรการคุมเข้มการบินโดรนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประกาศฉบับเดิมมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 และให้ใช้ไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายลง จึงนำมาสู่ประกาศฉบับที่ 16 พ.ศ. 2569 ซึ่งปรับลดความเข้มงวดในพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ยังรักษามาตรการในอำเภอเสี่ยงบางจุดไว้
เช็กเลย 7 จังหวัดชายแดนที่ยังห้ามบินโดรน
แม้ CAAT จะผ่อนคลายให้บินโดรนได้ในภาพรวม แต่ยังมีพื้นที่ควบคุมระดับอำเภอใน 7 จังหวัด ที่ยังต้องปฏิบัติตามข้อจำกัดอย่างเคร่งครัด รวมทั้งหมด 28 อำเภอ ได้แก่
จังหวัดอุบลราชธานี – อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาตาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
จังหวัดศรีสะเกษ – อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
จังหวัดสุรินทร์ – อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
จังหวัดบุรีรัมย์ – อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
จังหวัดสระแก้ว – อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
จังหวัดจันทบุรี – อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอสอยดาว และอำเภอโป่งน้ำร้อน
จังหวัดตราด – อำเภอเมืองตราด, อำเภอคลองใหญ่ และอำเภอบ่อไร่
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ไม่ควรนำโดรนขึ้นบินเองโดยพลการ เพราะแม้จะเป็นการบินเพื่อถ่ายภาพทั่วไป งานเกษตร หรืองานสำรวจ หากยังไม่ได้รับอนุญาตตามเงื่อนไข ก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนประกาศได้
พื้นที่ควบคุมยังบินได้ไหม กรณีไหนมีโอกาสได้รับอนุญาต
ในพื้นที่ควบคุม CAAT ยังเปิดช่องให้พิจารณาอนุญาตเป็นกรณีเฉพาะ โดยต้องมีเหตุผลชัดเจนและเป็นการบินที่จำเป็น เช่น การบินเพื่อการเกษตร การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เหตุจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือภารกิจของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด คือ เกษตรกรที่ต้องใช้โดรนพ่นสารหรือดูแลแปลงเกษตร หน่วยงานที่ต้องบินสำรวจพื้นที่ประสบภัย หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องใช้โดรนเพื่อรวบรวมหลักฐานตามอำนาจหน้าที่ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตและเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ใช่การบินได้ทันทีตามความสะดวกของผู้ใช้งาน

ก่อนบินโดรนต้องทำอะไรบ้าง
ผู้ที่ต้องการบินโดรน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ทั่วไปหรือพื้นที่ควบคุม ต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนบินทุกครั้ง โดยหลักสำคัญมีดังนี้
ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน
ต้องขึ้นทะเบียนตัวโดรนหรืออากาศยานซึ่งไม่มีนักบินให้ถูกต้อง
ต้องมีประกันภัยภาคบังคับที่คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลที่สาม
ต้องขออนุญาตปฏิบัติการบินผ่านระบบ UAS Portal ก่อนดำเนินการบิน
ต้องตรวจสอบว่าพื้นที่บินอยู่ในเขตห้ามบินหรือพื้นที่ควบคุมหรือไม่
ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเรื่องวัน เวลา พื้นที่ วัตถุประสงค์ และข้อจำกัดที่ได้รับอนุญาต
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าคิดว่าโดรนขนาดเล็กหรือบินเพียงระยะสั้นจะไม่ต้องขออนุญาต เพราะกฎหมายเกี่ยวกับโดรนไม่ได้พิจารณาแค่ขนาดของอุปกรณ์ แต่ยังดูวัตถุประสงค์ พื้นที่บิน น้ำหนัก ความเสี่ยง และผลกระทบต่อบุคคลอื่นร่วมด้วย
ทำไมโดรนถึงต้องมีกฎควบคุม
โดรนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก หากใช้อย่างถูกต้องสามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการทำงานได้หลายด้าน เช่น เกษตรแม่นยำ การสำรวจพื้นที่อันตราย การถ่ายภาพมุมสูง การค้นหาผู้สูญหาย การติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ไฟป่า หรืออุบัติเหตุขนาดใหญ่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง โดรนอาจสร้างความเสี่ยงได้เช่นกัน เช่น บินรบกวนสนามบิน เข้าใกล้พื้นที่ราชการหรือพื้นที่ทหาร ถ่ายภาพละเมิดความเป็นส่วนตัว ตกใส่บ้านเรือน หรือรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน กฎควบคุมโดรนจึงไม่ได้มีไว้เพื่อขัดขวางการใช้งาน แต่มีไว้เพื่อทำให้การบินปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสังคม
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป การรู้กติกาก่อนบินคือเกราะป้องกันปัญหา เพราะหากบินผิดพื้นที่หรือผิดเงื่อนไข อาจไม่ได้เสียแค่ค่าปรับ แต่ยังเสี่ยงถูกดำเนินคดีและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงหรือความปลอดภัยโดยไม่ตั้งใจ
ฝ่าฝืนบินโดรนผิดกฎหมาย เสี่ยงโทษอะไร
ผู้ฝ่าฝืนประกาศเกี่ยวกับการบินโดรนอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ในกรณีที่โดรนฝ่าฝืนและกระทบต่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ได้รับมอบหมาย อาจมีอำนาจดำเนินการตอบโต้ รวมถึงใช้ระบบต่อต้านโดรนตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น ก่อนนำโดรนขึ้นบิน ควรตรวจสอบพื้นที่ อัปเดตประกาศล่าสุด และขออนุญาตให้ครบถ้วน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ใกล้หน่วยงานสำคัญ เพราะสถานการณ์และข้อจำกัดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการประเมินของหน่วยงานรัฐ
สรุป CAAT ปลดล็อกบินโดรน แต่ยังต้องบินอย่างรับผิดชอบ
ประกาศฉบับใหม่ของ CAAT ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ และผู้ที่ต้องพึ่งพาโดรนในการทำงาน เพราะช่วยให้หลายพื้นที่กลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงภาวะปกติ หลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายลง
อย่างไรก็ตาม 28 อำเภอใน 7 จังหวัดชายแดนยังเป็นพื้นที่ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ผู้ใช้งานโดรนจึงต้องเช็กพื้นที่ก่อนบิน ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง มีประกันภัย ขออนุญาตผ่าน UAS Portal และปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกครั้ง
การบินโดรนที่ดีไม่ใช่แค่บินได้ภาพสวยหรือทำงานสำเร็จ แต่ต้องปลอดภัย ถูกกฎหมาย และไม่กระทบต่อส่วนรวม ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

