บราฮิม ดิอาซ จากคนบาปสู่ตัวแปรล้มฝรั่งเศส! ภารกิจล้างแผลพาเนนกาบนเวทีโลก

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

อ่านข่าวนี้แบบสั้น: บราฮิม ดิอาซ เคยอยู่บนจุดสูงสุดหลังยิง 5 ประตูในศึก AFCON ก่อนตกเป็นเป้าโจมตีจากการชิพพาเนนกาพลาดในนัดชิงจนโมร็อกโกพลาดแชมป์ แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เขากลับมาเป็นหัวใจสร้างเกมด้วยผลงาน 4 แอสซิสต์จาก 5 นัด ก่อนนำทัพสิงโตแอตลาสชนฝรั่งเศสและเพื่อนร่วมทีมเรอัล มาดริดอย่าง คีลิยัน เอ็มบัปเป นี่อาจเป็นโอกาสล้างบาปครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ส่วนเรื่องราวทั้งหมด ติดตามต่อได้ในบทความด้านล่างนี้

หนึ่งลูกพาเนนกาเกือบกลบความยอดเยี่ยมทั้งทัวร์นาเมนต์

มีนักฟุตบอลไม่กี่คนที่เส้นทางในทีมชาติแทบถูกตัดสินด้วยการยิงเพียงครั้งเดียว และหนึ่งในนั้นคือ บราฮิม ดิอาซ แนวรุกทีมชาติโมร็อกโก ผู้เคยเปลี่ยนจากฮีโร่กลายเป็นคนบาปในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ บนแผ่นดินโมร็อกโกช่วงต้นปี ดิอาซระเบิดฟอร์มร้อนแรง ยิงไปถึง 5 ประตู และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของรายการ ก่อนพาทีมเดินหน้าถึงนัดชิงชนะเลิศ

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมนัดชิง ดิอาซถูก เอล ฮัดจิ มาลิค ดิยุฟ ดึงล้มในเขตโทษ เขาพยายามกระตุ้นแฟนบอลในกรุงราบัตให้ส่งเสียงกดดัน ฌอง-ฌาคส์ เอ็นดาลา ผู้ตัดสินชาวคองโก จนต้องเดินไปตรวจสอบเหตุการณ์ผ่าน VAR และตัดสินให้โมร็อกโกได้จุดโทษ

เหตุการณ์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย นักเตะเซเนกัลเดินกลับเข้าห้องแต่งตัวก่อนถูกพากลับมาลงสนาม ขณะที่แฟนบอลเซเนกัลอีกฝั่งยังมีเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน เกมหยุดไปประมาณ 10 นาที ก่อนดิอาซจะก้าวขึ้นมารับหน้าที่สังหารจุดโทษสำคัญ

แต่ในช่วงเวลาที่ทั้งประเทศฝากความหวังไว้กับเขา ดิอาซกลับเลือกชิพบอลแบบพาเนนกาด้วยน้ำหนักเบาเกินไป ลูกบอลลอยเข้าสู่อ้อมแขนของ เอดูอาร์ เมนดี อย่างง่ายดาย เสียงเชียร์ทั่วสนามเงียบลงทันที ส่วนเจ้าตัวทรุดลงด้วยความผิดหวัง ก่อนถูกเปลี่ยนออกจากสนาม

จากนั้นเซเนกัลยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ ความฝันของโมร็อกโกพังทลาย และความยอดเยี่ยมตลอดทั้งเดือนของดิอาซถูกบดบังด้วยการสัมผัสบอลเพียงครั้งเดียว

เสียงด่าถาโถม พื้นเพในสเปนถูกขุดเป็นเป้าโจมตี

หลังจบเกม ความผิดหวังและความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นคำวิจารณ์รุนแรงอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนบทความต้นฉบับเล่าว่า คนขับรถที่พาเขาไปสนามบินในวันรุ่งขึ้นถึงขั้นบอกว่าไม่ต้องการเห็นแนวรุกเรอัล มาดริดรายนี้ลงเล่นให้ทัพสิงโตแอตลาสอีกต่อไป

การที่ดิอาซเกิดและเติบโตในประเทศสเปน เคยเล่นให้ทีมชาติสเปนระดับเยาวชน และเพิ่งตัดสินใจเลือกเล่นให้ ทีมชาติโมร็อกโก ก่อนประเดิมสนามในปี 2024 ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายที่ถูกโจมตีได้ง่ายยิ่งขึ้น

โมร็อกโกถือเป็นหนึ่งในชาติแอฟริกาที่ผสานนักเตะซึ่งเกิดและเติบโตในต่างแดนเข้าสู่ทีมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กรณีของดิอาซกลับสะท้อนอีกด้าน เมื่อพื้นเพและเส้นทางในอดีตถูกนำมาใช้เพิ่มความรุนแรงให้กับคำตำหนิ

แม้เจ้าตัวจะจบทัวร์นาเมนต์ด้วยตำแหน่งดาวซัลโวจากผลงาน 5 ประตู แต่ความผิดพลาดจากจุดโทษเพียงครั้งเดียวกลับเกือบกลบทุกสิ่งที่เขาสร้างไว้ และทำให้อาชีพในทีมชาติของเขาเสี่ยงถูกจดจำจากภาพพาเนนกาที่ล้มเหลวเพียงภาพเดียว

ฟุตบอลมอบโอกาสแก้ตัว ดิอาซคืนชีพบนเวทีโลก

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลมักเปิดประตูให้ผู้เล่นกลับมาเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ และในศึก ฟุตบอลโลก 2026 ดิอาซกำลังใช้ทุกการสัมผัสบอลค่อย ๆ ลบเสียงวิจารณ์จากค่ำคืนอันเลวร้ายในนัดชิง AFCON

ก่อนเข้าสู่เกมรอบก่อนรองชนะเลิศกับฝรั่งเศส แนวรุกวัย 26 ปีทำผลงาน 4 แอสซิสต์จากการลงเล่น 5 นัด มีเพียง ไมเคิล โอลิเซ ของฝรั่งเศสเท่านั้นที่สร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้มากกว่าเขา

ผลงานดังกล่าวทำให้ดิอาซกลายเป็นหัวใจสำคัญของเกมรุกโมร็อกโก ซึ่งผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกได้เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน

ท่ามกลางกระแสพูดถึงผู้ท้าชิงรองเท้าทองคำอย่าง ลิโอเนล เมสซี, เออร์ลิง ฮาลันด์, แฮร์รี เคน และคีลิยัน เอ็มบัปเป ผลงานของดิอาซกลับไม่ได้อยู่ใต้แสงสปอตไลต์มากนัก ทั้งที่บทบาทของเขามีความสำคัญต่อระบบเกมรุกของทัพสิงโตแอตลาสอย่างชัดเจน

ไม่หวือหวา แต่ทุกจังหวะขับเคลื่อนโมร็อกโก

ผลกระทบของดิอาซอาจไม่โดดเด่นเท่าการเติมเกมริมเส้นของ อาชราฟ ฮาคิมี ไม่สะดุดตาเหมือนเซฟสำคัญของ ยาสซีน บูนู และไม่ได้จบลงด้วยประตูเหมือนผลงานของ อิสมาเอล ไซบารี แต่การสร้างสรรค์เกมของเขากลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของทีม

บางทีการไม่ต้องแบกรับความสนใจทั้งหมดอาจเป็นสิ่งที่เหมาะกับดิอาซ เพราะตลอดเส้นทางค้าแข้ง เขาเคยเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทจำกัดกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมของเรอัล มาดริดที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ และมักปล่อยให้ชื่อดังรายอื่นเป็นผู้ครอบครองพาดหัวข่าว

“I want another assist [against France], but the most important is not about the individual, it’s not about me. It’s about the team. I don’t mind if someone else scores or gets the assist, what I want is to win.”

“ผมต้องการทำแอสซิสต์เพิ่มอีกครั้งในเกมกับฝรั่งเศส แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของบุคคลหรือเรื่องของผม มันคือเรื่องของทีม ผมไม่สนว่าใครจะเป็นคนยิงหรือทำแอสซิสต์ สิ่งที่ผมต้องการคือชัยชนะ”

ความถ่อมตัวของดิอาซกำลังสะท้อนภาพของโมร็อกโกชุดนี้ ทีมที่เริ่มกลับมาชนะใจแฟนบอลเป็นกลางอีกครั้ง หลังเคยถูกวิจารณ์ในช่วงท้ายของการแข่งขันชิงแชมป์ทวีป

หัวใจของโมร็อกโกยุคใหม่ที่พร้อมเปิดเกมชนทีมใหญ่

ดิอาซไม่ได้อยู่ในทีมโมร็อกโกชุดที่สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่กาตาร์ และเขาแทบไม่เคยมีประสบการณ์กับการเล่นในทีมที่ถูกมองเป็นรองแบบเต็มตัว

แต่สำหรับโมร็อกโกยุคปัจจุบัน เขากลายเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่าน ภายใต้การคุมทีมของ โมฮาเหม็ด อูอาห์บี ดิอาซได้รับบทบาทสร้างสรรค์เกมมากกว่ายุคของ วาลิด เรกรากี และมีหน้าที่ช่วยให้ทีมเดินหน้าคุมเกมแทนการตั้งรับเพื่อรอโต้กลับเพียงอย่างเดียว

โมร็อกโกชุดนี้มองฟุตบอลในระดับสากล ดิอาซเกิดในสเปน ผ่านระบบเยาวชนระดับสูง และได้รับการขัดเกลาจากสโมสรใหญ่ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้, เรอัล มาดริด และเอซี มิลาน

คุณภาพด้านเทคนิคและความเข้าใจแท็กติกของเขาช่วยผลักดันแนวคิดของอูอาห์บี ทำให้โมร็อกโกสามารถเล่นด้วยความมั่นใจ กล้าครองบอล และพยายามบังคับเกมใส่ทีมชั้นนำของโลกมากขึ้น

การผสมผสานนักเตะจากหลายเส้นทางทำให้ทัพสิงโตแอตลาสกลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีคุณภาพด้านเทคนิคโดดเด่นที่สุดของทัวร์นาเมนต์ และเกมกับฝรั่งเศสจะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ ว่าพวกเขาพร้อมยืนชนกับทีมเต็งแชมป์ได้มากแค่ไหน

เพื่อนที่มาดริด คู่แข่งบนเวทีโลก

การพบกับ ทีมชาติฝรั่งเศส ยังหมายถึงการกลับมาเจอเพื่อนร่วมสโมสรอย่าง โอเรเลียง ชูอาเมนี และคีลิยัน เอ็มบัปเป นักเตะที่ทุกสายตาจับจ้องว่าจะเป็นผู้นำทัพตราไก่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศอีกครั้ง

“They are my teammates at Real Madrid. Brilliant players, brilliant people, but tomorrow we’re rivals. Everyone wants to win and that’s the most important. We’ll wish each other luck, but tomorrow we’re rivals.”

“พวกเขาคือเพื่อนร่วมทีมของผมที่เรอัล มาดริด เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมและเป็นคนที่ยอดเยี่ยม แต่พรุ่งนี้เราคือคู่แข่ง ทุกคนต้องการชนะ และนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจะอวยพรให้กัน แต่พรุ่งนี้เราคือคู่แข่ง”

การดวลกันระหว่างดิอาซกับ คีลิยัน เอ็มบัปเป กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าจับตา แม้ทั้งคู่ไม่ได้แย่งตำแหน่งกันโดยตรง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แนวรุกชาวโมร็อกโกต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของหนึ่งในซูเปอร์สตาร์ที่โด่งดังที่สุดในโลกฟุตบอล

ทั้งพื้นที่บนหน้าข่าว แคมเปญทางการตลาด และความสนใจจากแฟนบอลล้วนมุ่งไปหาเอ็มบัปเป ขณะที่ดิอาซเป็นหนึ่งในนักเตะที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า

ดิอาซยังไม่เคยออกสตาร์ตเกมลีกให้เรอัล มาดริดถึง 18 นัดในฤดูกาลเดียว และจำนวนการลงเล่นเป็นตัวจริงยังลดลงตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่การเข้ามาของ โชเซ มูรินโญ ทำให้บทบาทในระดับสโมสรของเขายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

แต่ในเกมกับฝรั่งเศส เขามีโอกาสก้าวออกจากเงาของเอ็มบัปเป ไม่จำเป็นต้องยิงประตูหรือกลายเป็นเจ้าของพาดหัวข่าว เพียงแค่เล่นด้วยมาตรฐานเดิม และช่วยดึงศักยภาพของเพื่อนร่วมทีมออกมาให้มากที่สุด

ทีเด็ดระหว่างไลน์ อาวุธที่ตัวเลขบอกได้ไม่หมด

นอกเหนือจากผลงาน 4 แอสซิสต์ การเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาดระหว่างแนวรับกับกองกลางคู่แข่งของดิอาซสร้างปัญหาให้ทุกทีมที่เผชิญหน้ากับโมร็อกโก

เขาสามารถรับบอลภายใต้แรงกดดันได้อย่างนิ่ง ช่วยให้ทีมครองบอลต่อเนื่อง และเพิ่มความมั่นใจในจังหวะเดินเกมรุก การตัดสินใจของเขายังทำได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะแอสซิสต์ในสองนัดแรกที่ช่วยกำหนดทิศทางการเล่นอันยอดเยี่ยมของทีม

จังหวะเหล่านี้อาจไม่กลายเป็นคลิปไวรัล แต่ในเกมน็อกเอาต์ การเคลื่อนที่เพียงครั้งเดียวหรือบอลทะลุช่องเพียงลูกเดียวสามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ทันที

“What matters most is not the assists or the goals. It’s always good to contribute, but what matters most is the team. If this helps my team win, then I’m really happy. I always take on the responsibility, I like to face the pressure.”

“สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แอสซิสต์หรือประตู การได้ช่วยทีมเป็นเรื่องดีเสมอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทีม หากสิ่งนี้ช่วยให้ทีมของผมชนะ ผมก็มีความสุขมาก ผมพร้อมรับผิดชอบเสมอ และผมชอบเผชิญหน้ากับความกดดัน”

ไม่หนีความผิดพลาด แต่เดินหน้าทวงคืนศรัทธา

หลังผ่านค่ำคืนอันเลวร้ายในนัดชิง AFCON ดิอาซย่อมรู้จักแรงกดดันมากกว่านักเตะหลายคน แต่สิ่งสำคัญคือเขาไม่เคยหลบหนีจากคำวิจารณ์ และไม่ถอยออกจากความรับผิดชอบในทีมชาติ

ทุกการจ่ายบอลที่เฉียบคม ทุกลูกทะลุช่องที่วางน้ำหนักอย่างแม่นยำ และทุกแอสซิสต์บนเวทีฟุตบอลโลก กำลังค่อย ๆ กลบเสียงจากลูกพาเนนกาที่ผิดพลาด

แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวทำลายตัวเอง ดิอาซยังคงก้าวขึ้นมารับบอล สร้างเกม และยืนยันความต้องการที่จะช่วยพัฒนาทัพสิงโตแอตลาสต่อไป

“I dreamed of playing in the World Cup. This is a dream come true, representing Morocco and giving everything for your country. My advice [to youngsters in Morocco] is to never stop believing you can fulfil your dreams. Look at me, here I am in a World Cup quarterfinal.”

“ผมฝันถึงการเล่นฟุตบอลโลก นี่คือความฝันที่กลายเป็นจริง การได้เป็นตัวแทนของโมร็อกโกและทุ่มเททุกอย่างเพื่อประเทศของคุณ คำแนะนำของผมถึงเยาวชนในโมร็อกโกคือ อย่าหยุดเชื่อว่าคุณสามารถทำความฝันให้สำเร็จได้ มองผมสิ ตอนนี้ผมอยู่ในรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกแล้ว”

ฝรั่งเศสคือด่านใหญ่ และนี่คือโอกาสล้างบาปที่สมบูรณ์แบบ

ฝรั่งเศสเข้าสู่เกมในฐานะทีมเต็ง ขณะที่โมร็อกโกยังถูกมองว่าเป็นรอง แต่หากทัพสิงโตแอตลาสต้องการกลับเข้าสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกอีกครั้ง พวกเขาย่อมต้องการดิอาซในเวอร์ชันที่กล้ารับบอล กล้าสร้างเกม และพร้อมยืนรับแรงกดดันทุกวินาที

จากนักเตะที่เคยเผชิญจุดต่ำสุดครั้งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโมร็อกโก วันนี้เขากำลังยืนอยู่หน้าประตูสู่การไถ่บาป หากดิอาซช่วยพาทีมโค่นฝรั่งเศสได้ เรื่องราวของเขาอาจกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางคืนชีพที่ทรงพลังที่สุดของฟุตบอลทีมชาติ

ทุกอย่างกำลังเปิดทางให้บราฮิม ดิอาซ เขียนตอนจบใหม่ด้วยสองเท้าของตัวเอง ขอเพียงครั้งนี้ อย่าให้เขาต้องรับหน้าที่ชิพพาเนนกาอีกก็พอ

ติดตามข่าวฟุตบอลโลก 2026 โปรแกรมการแข่งขัน วิเคราะห์เกมทีมชาติโมร็อกโก และข่าวฟุตบอลต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา แหล่งรวมข่าวเด่น ข่าววันนี้ และทุกความเคลื่อนไหวลูกหนังที่แฟนบอลชาวไทยไม่ควรพลาด

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา