ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวนอีกระลอก หลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มและมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก
แม้พายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” หรือ BAVI จะไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยและไม่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่การเคลื่อนตัวของพายุผ่านบริเวณเกาะไต้หวัน ก่อนขึ้นฝั่งด้านตะวันออกของประเทศจีนในช่วงวันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 มีส่วนทำให้ระบบมรสุมในภูมิภาคมีกำลังแรงขึ้น สภาพอากาศของไทยจึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ช่วงวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นระยะที่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวัง ทั้งฝนตกสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม รวมถึงคลื่นลมแรงบริเวณชายฝั่ง โดยมีการแจ้งเตือนรวม 19 จังหวัดให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
ไต้ฝุ่นบาหวี่ไม่เข้าไทย แต่ทำไมฝนยังเพิ่มขึ้น
หลายคนอาจสงสัยว่า เมื่อพายุไต้ฝุ่นบาหวี่ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย เหตุใดหลายพื้นที่จึงยังมีความเสี่ยงฝนตกหนัก คำอธิบายสำคัญอยู่ที่อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้เป็นลมที่นำความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อมรสุมมีกำลังแรง ความชื้นจะถูกพัดเข้าปกคลุมพื้นที่มากขึ้น ทำให้เกิดเมฆฝนหนาแน่น ฝนตกต่อเนื่อง และมีโอกาสเกิดฝนตกหนักเป็นบางช่วง
ดังนั้น แม้ศูนย์กลางพายุจะอยู่ห่างจากประเทศไทย แต่การเปลี่ยนแปลงของระบบลมรอบพายุสามารถส่งผลทางอ้อมต่อการไหลเวียนของมรสุมได้ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและทะเลมีคลื่นสูงกว่าปกติ
เตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก 11-14 กรกฎาคม 2569
ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
จังหวัดที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- ระนอง
- พังงา
- จันทบุรี
- ตราด
- กาญจนบุรี
ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวควรระวังฝนที่ตกต่อเนื่องและปริมาณน้ำสะสม โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน ริมลำห้วย พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดที่เคยเกิดน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลากมาก่อน
ฝนที่ตกหนักในช่วงเวลาสั้นอาจทำให้ระบบระบายน้ำรองรับไม่ทัน เกิดน้ำท่วมขังในเขตเมือง ขณะที่พื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่ต้นน้ำอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากได้อย่างรวดเร็ว แม้บริเวณที่อยู่อาศัยจะไม่มีฝนตกหนักก็ตาม เพราะมวลน้ำอาจไหลมาจากพื้นที่ด้านบน
เปิดรายชื่อ 19 จังหวัดเฝ้าระวังภัยธรรมชาติ
พื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเตือนให้ติดตามสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ครอบคลุม 19 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ดังนี้
ภาคกลางและภาคตะวันออก
- กาญจนบุรี
- ราชบุรี
- นครนายก
- ปราจีนบุรี
- สระแก้ว
- ชลบุรี
- ระยอง
- จันทบุรี
- ตราด
- เพชรบุรี
- ประจวบคีรีขันธ์
พื้นที่ภูเขาและพื้นที่รับน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ต้องระวังฝนสะสม น้ำป่า และดินโคลนถล่ม ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ต้องติดตามทั้งสถานการณ์ฝนและคลื่นลมในทะเล
ภาคใต้
- ชุมพร
- สุราษฎร์ธานี
- ระนอง
- พังงา
- ภูเก็ต
- กระบี่
- ตรัง
- สตูล
พื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีความเสี่ยงทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง โดยเฉพาะจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งต้องติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่เสี่ยงน้ำป่า น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่ม
พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่ม ประกอบด้วย 16 จังหวัด ได้แก่
ภาคกลางและภาคตะวันออก 10 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
พื้นที่ลาดเชิงเขาและชุมชนใกล้ทางน้ำควรเฝ้าสังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำเปลี่ยนเป็นสีขุ่นแดง มีเศษไม้หรือกิ่งไม้ไหลมากับกระแสน้ำ รวมถึงได้ยินเสียงดังผิดปกติจากบริเวณภูเขาหรือต้นน้ำ
เมื่อพบสัญญาณเหล่านี้ ไม่ควรรอให้มีคำสั่งอพยพเพียงอย่างเดียว ควรรีบแจ้งคนในชุมชนและเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่สูงหรือจุดปลอดภัยตามแผนของท้องถิ่น
คลื่นทะเลสูง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
ช่วงวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2569 คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2-4 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร
ส่วนอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนล่าง มีคลื่นสูงประมาณ 2-3 เมตร ขณะที่บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเมฆฝนหรือฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงที่มีประกาศเตือน
นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่มีการปักธงแดงหรือมีคำสั่งห้ามลงทะเล รวมถึงไม่ควรฝ่าฝืนคำเตือนของเจ้าหน้าที่ เพราะคลื่นสูงและกระแสน้ำย้อนกลับสามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
พื้นที่ชายฝั่งที่ต้องจับตาคลื่นลมแรง
พื้นที่ชายฝั่งที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
ชลบุรี บริเวณอำเภอเมืองชลบุรี ศรีราชา เกาะสีชัง บางละมุง และสัตหีบ
ระยอง บริเวณอำเภอเมืองระยอง บ้านฉาง และแกลง
จันทบุรี บริเวณอำเภอนายายอาม ท่าใหม่ แหลมสิงห์ และขลุง
ตราด บริเวณอำเภอเมืองตราด แหลมงอบ คลองใหญ่ เกาะช้าง และเกาะกูด
ระนอง บริเวณอำเภอเมืองระนอง สุขสำราญ และกะเปอร์
พังงา บริเวณอำเภอเกาะยาว ตะกั่วทุ่ง ท้ายเหมือง ตะกั่วป่า และคุระบุรี
ภูเก็ต ทุกอำเภอ
กระบี่ บริเวณอำเภอเมืองกระบี่ คลองท่อม เกาะลันตา เหนือคลอง และอ่าวลึก
ตรัง บริเวณอำเภอกันตัง สิเกา ปะเหลียน และหาดสำราญ
สตูล บริเวณอำเภอเมืองสตูล ละงู ท่าแพ และทุ่งหว้า
ภาพรวมฝนทั่วประเทศ 10 กรกฎาคม 2569
ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน และตาก
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม
ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณอุทัยธานี นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
ภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเผื่อเวลาเดินทางและระวังจุดน้ำท่วมขัง
วิธีเตรียมตัวก่อนฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุฉุกเฉิน ได้แก่
- ติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ
- เตรียมไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง ยาประจำตัว น้ำดื่ม และอาหารแห้ง
- เก็บเอกสารสำคัญไว้ในถุงกันน้ำ
- ยกเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง
- ตรวจสอบทางระบายน้ำรอบบ้าน ไม่ให้มีขยะหรือสิ่งกีดขวาง
- เตรียมเส้นทางอพยพและจุดนัดหมายของสมาชิกในครอบครัว
- ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วย และสัตว์เลี้ยง ควรมีผู้ดูแลและเตรียมแผนอพยพไว้ล่วงหน้า
- หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ลำธาร น้ำตก ถ้ำ และพื้นที่ลาดเชิงเขาในช่วงฝนตกต่อเนื่อง
ผู้ขับขี่ไม่ควรขับรถฝ่าน้ำที่ไม่ทราบระดับความลึก เพราะกระแสน้ำเพียงระดับหนึ่งสามารถทำให้รถเสียการทรงตัวหรือถูกพัดออกจากเส้นทางได้ หากพบถนนถูกน้ำท่วมควรเปลี่ยนเส้นทางและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ฝนหยุดแล้วไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหมดทันที
อันตรายจากฝนตกหนักไม่ได้สิ้นสุดทันทีหลังฝนหยุด เพราะน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำอาจใช้เวลาไหลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง ขณะที่ดินที่อุ้มน้ำจนชุ่มอาจเกิดการทรุดตัวหรือดินถล่มภายหลังได้
ประชาชนที่อาศัยใกล้ภูเขา ทางน้ำ หรือพื้นที่ลุ่ม จึงควรติดตามระดับน้ำและประกาศเตือนภัยต่อเนื่อง แม้ในพื้นที่ของตนจะไม่มีฝนตกแล้วก็ตาม
สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น น้ำตก ถ้ำ ถ้ำลอด และลำธาร มีความเสี่ยงสูงในช่วงฝนตกหนัก เพราะระดับน้ำอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบประกาศเปิดหรือปิดพื้นที่ก่อนเดินทาง และไม่ฝ่าฝืนแนวกั้นของเจ้าหน้าที่
ช่องทางติดตามและขอความช่วยเหลือ
ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลเตือนภัยผ่านแอปพลิเคชัน THA DISASTER ALERT และแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือผ่านไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” หรือโทรสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับข้อมูลพยากรณ์อากาศ สามารถสอบถามผ่านสายด่วน 1182 พร้อมติดตามประกาศจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ฝนและระดับน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพอากาศ
สรุปสถานการณ์ฝนหนักและคำเตือน 19 จังหวัด
พายุไต้ฝุ่นบาหวี่ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แต่มีส่วนทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่ม โดยเฉพาะช่วงวันที่ 11-14 กรกฎาคม 2569 ที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
ประชาชนใน 19 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมรับมือน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง พร้อมหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ และสถานการณ์สำคัญที่ต้องรู้ ได้ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

