กระทรวงการคลังเดินหน้าทบทวนระบบสวัสดิการข้าราชการครั้งสำคัญ หลังภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่มสูงต่อเนื่อง พร้อมเปิดแนวทางให้ข้าราชการสามารถเลือกให้สิทธิหรือระงับสิทธิรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวได้ ขณะเดียวกันยังศึกษารูปแบบเงินเดือน บำนาญ และแพ็กเกจสวัสดิการใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ารับราชการในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวทางทั้งหมดอยู่ระหว่างการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ และไม่ได้หมายถึงการยกเลิกสวัสดิการรักษาพยาบาลหรือสิทธิบำนาญของข้าราชการที่อยู่ในระบบปัจจุบัน
ค่ารักษาข้าราชการพุ่ง รัฐเร่งอุดช่องโหว่ระบบเบิกจ่าย
ปัจจุบันระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการดูแลผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวรวมประมาณ 5 ล้านคน โดยมีผู้สูงอายุอายุเกิน 60 ปีเป็นสัดส่วนจำนวนมาก ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นตามอายุของประชากร ความซับซ้อนของโรค และเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่
งบค่ารักษาพยาบาลอยู่ในระดับประมาณ 90,000 ล้านบาทต่อปี และในบางปีมียอดเบิกจ่ายทะลุ 100,000 ล้านบาท ทำให้ภาครัฐต้องเร่งปรับระบบให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดการใช้สิทธิซ้ำซ้อน และรักษาความมั่นคงของสวัสดิการในระยะยาว
กรมบัญชีกลางจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการปรับปรุงร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม ถึง 8 สิงหาคม 2569 ก่อนรวบรวมข้อเสนอและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
เปิดทางข้าราชการเลือกให้สิทธิหรือระงับสิทธิคนในครอบครัว
หนึ่งในประเด็นสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การเพิ่มอิสระให้ข้าราชการเจ้าของสิทธิสามารถเลือกได้ว่า จะให้บุคคลใดในครอบครัวใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล หรือจะแจ้งระงับสิทธิของบุคคลใด
ภายใต้ระบบปัจจุบัน บุคคลในครอบครัวที่เข้าเกณฑ์สามารถใช้สิทธิได้ เช่น บิดา มารดา คู่สมรส และบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอายุไม่เกิน 20 ปี จำนวนไม่เกิน 3 คน
แนวคิดใหม่มีเป้าหมายเพิ่มความยืดหยุ่นและทำให้เจ้าของสิทธิมีส่วนร่วมกำกับดูแลการใช้สิทธิของครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่สมาชิกบางคนมีสิทธิรักษาพยาบาลจากระบบอื่นอยู่แล้ว เช่น สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้าราชการอาจต้องร่วมรับผิดชอบ หากครอบครัวใช้สิทธิไม่เหมาะสม
ร่างกฎหมายยังเสนอให้ผู้มีสิทธิมีหน้าที่กำกับดูแลการใช้สวัสดิการของบุคคลในครอบครัว เพื่อป้องกันการใช้สิทธิเกินความจำเป็นหรือใช้สิทธิโดยมิชอบ
ปัญหาที่พบมีทั้งการเข้ารับบริการหลายโรงพยาบาลในช่วงเวลาใกล้กัน การรักษาโรคเดียวกันจากหลายแห่ง การรับยาประเภทเดียวกันซ้ำจนมีปริมาณสะสม หรือพฤติกรรมตระเวนรับยาเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งเรียกว่า การช้อปปิ้งยา
ตลอดช่วงประมาณ 10 ปี มีการตรวจพบความเสียหายจากการทุจริตสะสมราว 200-250 ล้านบาท ขณะที่ระบบมีธุรกรรมเบิกจ่ายยาหลายสิบล้านรายการ ทำให้การตรวจสอบด้วยเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียวทำได้ยาก
แนวทางใหม่จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ธุรกรรมผิดปกติ และการเพิ่มมาตรการควบคุม เพื่อให้การใช้เงินสวัสดิการเป็นไปตามความจำเป็นทางการแพทย์
สถานพยาบาลอาจต้องขึ้นทะเบียนและเชื่อมระบบเบิกจ่าย
อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การกำหนดให้สถานพยาบาลที่ให้บริการแก่ผู้ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลัง เพื่อเชื่อมโยงระบบเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์
ระบบดังกล่าวจะช่วยให้ตรวจสอบประวัติการรักษา การรับยา และรายการเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดกำหนดให้สถานพยาบาลมีมาตรการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างเหมาะสม รวมถึงส่งเสริมการใช้ยาที่ผลิตในประเทศหรือยาสามัญที่มีคุณภาพ เพื่อลดต้นทุนโดยไม่กระทบมาตรฐานการรักษา
ข้าราชการรุ่นใหม่อยากได้เงินเดือนสูงขึ้น มากกว่ารอบำนาญ
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ แนวคิดออกแบบแพ็กเกจค่าตอบแทนและสวัสดิการสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ หลังข้อมูลสำรวจเบื้องต้นในกลุ่มผู้มีอายุต่ำกว่า 30 ปี พบว่า คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งต้องการเงินเดือนที่สูงขึ้นในช่วงทำงาน มากกว่าการรอรับเงินบำนาญหลังเกษียณ
คนรุ่นใหม่บางส่วนมองว่า หากมีรายได้ปัจจุบันมากขึ้น จะสามารถนำเงินไปลงทุน ออมผ่านกองทุน หรือซื้อประกันสุขภาพและประกันชีวิตตามความต้องการของตนเองได้
แนวคิดนี้อาจนำไปสู่การออกแบบระบบค่าตอบแทนที่มีทางเลือกมากขึ้น เช่น เงินเดือนสูงขึ้นแต่มีรูปแบบสวัสดิการแตกต่างจากระบบเดิม หรือจัดเป็นแพ็กเกจให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละช่วงวัย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะยกเลิกระบบบำนาญสำหรับข้าราชการใหม่ และยังต้องศึกษารายละเอียดทั้งด้านกฎหมาย งบประมาณ ความมั่นคงหลังเกษียณ และผลกระทบในระยะยาว
ย้ำไม่ตัดสิทธิบำนาญและสวัสดิการของข้าราชการปัจจุบัน
กรมบัญชีกลางยืนยันว่า การศึกษารูปแบบใหม่ไม่ได้มีเป้าหมายยกเลิกหรือลดสิทธิบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ผู้รับบำนาญ และบุคลากรภาครัฐที่อยู่ในระบบแล้ว
หากมีการปรับโครงสร้างเงินเดือนหรือสวัสดิการในอนาคต แนวทางใหม่จะมุ่งพิจารณาสำหรับผู้ที่เข้ารับราชการใหม่ โดยต้องกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจนและผ่านกระบวนการทางกฎหมายก่อนมีผลบังคับใช้
ทำไมการใช้ประกันเอกชนแทนระบบเดิมทั้งหมดจึงไม่ง่าย
แม้จะมีแนวคิดนำระบบประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาบริหารสวัสดิการ แต่การแทนที่ระบบเดิมทั้งหมดทำได้ยาก เนื่องจากสวัสดิการข้าราชการมีหน้าที่ดูแลผู้มีสิทธิต่อเนื่องจนถึงช่วงปลายชีวิต ขณะที่ผู้ใช้สิทธิจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคเรื้อรังและโรคซับซ้อน
หากใช้ระบบประกันเต็มรูปแบบ อาจเกิดต้นทุนบริหารจัดการสูง มีข้อจำกัดด้านวงเงินคุ้มครอง หรือเกิดความเสี่ยงเมื่อค่ารักษาพยาบาลสูงเกินเพดาน
แนวทางที่เป็นไปได้จึงอาจเป็นการนำประกันเข้ามาเสริมบางส่วน หรือออกแบบแพ็กเกจเฉพาะสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ มากกว่าการยกเลิกระบบสวัสดิการเดิมทั้งหมด
สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการยังใช้ได้ตามเดิม
ในช่วงที่การปรับกฎหมายยังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวยังคงใช้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลตามหลักเกณฑ์เดิม ไม่มีการตัดสิทธิหรือเปลี่ยนแปลงโดยอัตโนมัติ
ข้าราชการควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการ ตรวจสอบข้อมูลบุคคลในครอบครัวให้ถูกต้อง และใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามความจำเป็น เพื่อช่วยให้ระบบสามารถดูแลผู้มีสิทธิได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
การปรับระบบครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องลดงบประมาณ แต่เป็นโจทย์ใหญ่ในการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของสวัสดิการ ความต้องการของข้าราชการรุ่นใหม่ และการควบคุมการใช้เงินภาครัฐให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

