การขยับลงทุนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลกกำลังส่งสัญญาณชัดว่า เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตต้นทุนแข่งขันได้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชีย หลัง Suntory PepsiCo Vietnam เปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 หมื่นล้านบาท นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม
โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม Huu Thanh เขตดึ๊กฮหว่า จังหวัดเตยนินห์ ใกล้พื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของนครโฮจิมินห์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20 เฮกตาร์ หรือมีขนาดใกล้เคียงสนามฟุตบอลประมาณ 25 สนาม และถูกวางให้เป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Suntory PepsiCo ในเอเชีย
เมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง โรงงานจะสามารถผลิตเครื่องดื่มได้สูงถึงประมาณ 1.24 พันล้านลิตรต่อปี รองรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงน้ำอัดลม โดยมีสินค้าในกลุ่มแบรนด์สำคัญ เช่น Pepsi, 7Up และ Aquafina สะท้อนยุทธศาสตร์กระจายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น

โรงงานอัจฉริยะ ผลิตได้สูงสุด 120,000 กระป๋องต่อชั่วโมง
ความโดดเด่นของโรงงานแห่งใหม่นี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นฐานการผลิตยุคใหม่ที่ใช้ระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการผลิตอัจฉริยะเข้ามาควบคุมกระบวนการตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุสินค้า การจัดเก็บ ไปจนถึงการบริหารระบบขนส่ง
สายการผลิตเครื่องดื่มบรรจุกระป๋องสามารถทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 120,000 กระป๋องต่อชั่วโมง ขณะที่สายการผลิตขวด PET มีกำลังผลิตสูงถึงประมาณ 84,000 ขวดต่อชั่วโมง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการผลิต และทำให้บริษัทสามารถปรับกำลังการผลิตตามความต้องการของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โรงงานยังมีคลังสินค้าอัตโนมัติเต็มรูปแบบแห่งแรกของกลุ่มในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ใช้ระบบหุ่นยนต์จัดเก็บ เคลื่อนย้าย และบริหารสินค้า ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับความปลอดภัยภายในพื้นที่ผลิต
การลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับนี้มีความสำคัญต่อธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค เนื่องจากตลาดเครื่องดื่มมีการแข่งขันสูง ผู้ผลิตต้องสามารถบริหารต้นทุน รักษาคุณภาพสินค้า และส่งผลิตภัณฑ์จำนวนมากเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง การมีระบบผลิตและคลังสินค้าเชื่อมโยงกันจึงช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมาก
ทำไมบริษัทเครื่องดื่มระดับโลกจึงเลือกเวียดนาม
การเลือกเวียดนามเป็นที่ตั้งโรงงานขนาดใหญ่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อในระยะยาว โดยเวียดนามมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ การขยายตัวของเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าแบรนด์ เครื่องดื่มพร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในเดือนกรกฎาคม 2569 เวียดนามได้รับการจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาวของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก
ทำเลของโรงงานยังสามารถเชื่อมต่อกับนครโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ รวมถึงเชื่อมโยงพื้นที่ภาคใต้และเขตลุ่มแม่น้ำโขงได้อย่างสะดวก ทำให้การกระจายสินค้าและบริหารเครือข่ายโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ เวียดนามเดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้นโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้หลายบริษัทข้ามชาติเลือกสร้างโรงงานแห่งใหม่หรือเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ
ไม่ใช่แค่ขายน้ำอัดลม แต่ต้องรับเทรนด์สุขภาพที่เปลี่ยนเร็ว
แม้ Pepsi จะเป็นหนึ่งในแบรนด์หลักของบริษัท แต่ตลาดเครื่องดื่มในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลน้อย ไม่มีน้ำตาล หรือมีประโยชน์เฉพาะด้าน เช่น น้ำดื่ม เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาพร้อมดื่ม และเครื่องดื่มฟังก์ชัน
โรงงานที่สามารถผลิตสินค้าได้หลายประเภทจึงช่วยให้บริษัทปรับตัวตามความต้องการได้ง่ายขึ้น หากความนิยมของเครื่องดื่มประเภทหนึ่งลดลง บริษัทสามารถเพิ่มกำลังผลิตสินค้าในกลุ่มอื่นได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดน้ำอัดลมเพียงอย่างเดียว
เวียดนามยังเตรียมจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์ในอนาคต โดยอัตราภาษีจะเริ่มที่ 8% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 10% ในปี 2571 ทำให้ผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนาสูตรลดน้ำตาล ขยายผลิตภัณฑ์ทางเลือก และสร้างความหลากหลายให้กับสินค้า
ดังนั้น การเปิดโรงงานขนาดใหญ่จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดเครื่องดื่มยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืนมากขึ้น
ตั้งเป้าผลิตใหญ่ควบคู่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โรงงานแห่งใหม่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการผลิตอย่างยั่งยืน และออกแบบตามมาตรฐานอาคารสีเขียว LEED Gold โดยเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
พื้นที่มากกว่า 20% ของโครงการถูกจัดเป็นพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ เพื่อช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลดผลกระทบจากความร้อน และสนับสนุนความหลากหลายทางธรรมชาติ
โรงงานยังรองรับการผลิตสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล 100% หรือ rPET ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำวัสดุที่ผ่านการใช้งานกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อลดการใช้พลาสติกใหม่และลดปริมาณขยะในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
คาดสร้างงานราว 3,000 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
โรงงานแห่งใหม่นี้คาดว่าจะช่วยสร้างงานประมาณ 3,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่งานด้านการผลิต วิศวกรรม ระบบอัตโนมัติ คลังสินค้า การขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจผู้จัดหาวัตถุดิบและบริการที่เกี่ยวข้อง
การเข้ามาของโรงงานขนาดใหญ่ยังสามารถกระตุ้นการพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ การซ่อมบำรุง และบริการภาคอุตสาหกรรม
ในระยะยาว โครงการขนาดใหญ่จากบริษัทระดับโลกมักช่วยดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ และบริษัทในห่วงโซ่อุปทานให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบมีโอกาสพัฒนาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงมากขึ้น

การลงทุนครั้งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเวียดนามและอาเซียน
การเปิดโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของ Suntory PepsiCo ในเอเชียสะท้อนว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้น ประเทศที่มีตลาดผู้บริโภคเติบโต โครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีแรงงานรองรับ และสามารถสนับสนุนการผลิตสมัยใหม่ จะมีโอกาสได้รับเม็ดเงินลงทุนก้อนใหญ่จากบริษัทข้ามชาติ
เวียดนามกำลังเปลี่ยนบทบาทจากฐานผลิตที่เน้นต้นทุน ไปสู่ศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ระบบอัตโนมัติ และแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สำหรับประเทศอื่นในอาเซียน การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณว่าการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเพียงค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่รวมถึงคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ ความพร้อมของแรงงาน และศักยภาพของตลาดภายในประเทศ
บทสรุป
โรงงานแห่งใหม่มูลค่าประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเดิมพันระยะยาวของ Suntory PepsiCo ต่อการเติบโตของเวียดนาม ด้วยกำลังการผลิตสูงถึงประมาณ 1.24 พันล้านลิตรต่อปี ระบบผลิตอัตโนมัติระดับสูง คลังสินค้าอัจฉริยะ และแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
การลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ แต่เป็นภาพสะท้อนว่าเวียดนามกำลังได้รับความสนใจในฐานะตลาดผู้บริโภค ศูนย์กลางการผลิต และหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจระดับโลกในเอเชีย
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

