ฝรั่งเศสหมดสภาพในคืนที่เดิมพันสูงที่สุด
เส้นทางของ ทีมชาติฝรั่งเศสในฟุตบอลโลก 2026 ปิดฉากลงอย่างเจ็บปวด หลังพ่าย สเปน 0-2 ในรอบรองชนะเลิศ ทั้งที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์มาตลอดทัวร์นาเมนต์
ตราไก่ไม่เคยตกเป็นฝ่ายตามหลังในรายการนี้มาก่อน แต่ทันทีที่โดนสเปนเจาะประตูได้ เกมของพวกเขากลับพังลงอย่างรวดเร็ว แนวรุกระดับพระกาฬแทบสร้างแรงกดดันไม่ได้ โดยตลอด 64 นาทีแรก ฝรั่งเศสมีค่าความน่าจะเป็นในการทำประตูเพียง 0.04 เท่านั้น
ความพ่ายแพ้ไม่ได้เจ็บเพราะต้องตกรอบ แต่เจ็บตรงที่ทีมซึ่งอัดแน่นด้วยนักเตะคุณภาพกลับถูกคู่แข่งกดจนแทบไม่มีจังหวะตอบโต้
ปิดฉาก 14 ปีของเดส์ชองส์
เกมนี้กลายเป็นบทส่งท้ายที่ขมขื่นของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ หลังทำหน้าที่กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสมายาวนาน 14 ปี ผ่านการคุมทีม 184 นัด และพาทีมเข้าชิงรายการใหญ่ถึง 3 ครั้ง ประกอบด้วยฟุตบอลโลก 2 สมัย และยูโรอีก 1 สมัย รวมถึงคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ ลีก
เดส์ชองส์เคยอยู่ห่างจากการเป็นกุนซือคนที่สองในประวัติศาสตร์ซึ่งคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2 สมัยเพียงไม่กี่อึดใจ หลังโอกาสสำคัญของ ร็องดาล โคโล มูอานี ในรอบชิงฟุตบอลโลก 2022 ถูกปฏิเสธ
แต่จากวันที่เกือบสร้างประวัติศาสตร์ สู่คืนสุดท้ายในตำแหน่ง เขากลับต้องอำลาท่ามกลางคำถามว่า เหตุใดขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดชุดหนึ่งของโลกจึงเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานอย่างหนัก

แพ้สเปนซ้ำ เพราะไม่ยอมเปลี่ยนวิธีเล่น
นี่เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 3 ปีที่ทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต เอาชนะฝรั่งเศสของเดส์ชองส์ได้ เริ่มจากรอบรองชนะเลิศยูโร 2024 ต่อด้วยศึกเนชันส์ ลีก 2025 ซึ่งสเปนเคยนำห่างถึง 5-1 ก่อนจบเกมด้วยสกอร์ 5-4 และล่าสุดคือชัยชนะในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026
รูปเกมแทบไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย สเปนใช้การครองบอล เคลื่อนที่ และสร้างความได้เปรียบในแดนกลาง ขณะที่ฝรั่งเศสต้องเลือกว่าจะเพิ่มผู้เล่นมาช่วยรับมือ หรือใช้การเพรสซิ่งเพื่อทำลายจังหวะของคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม เดส์ชองส์เลือกยึดแนวทางเดิม ปล่อยให้แดนกลางของฝรั่งเศสเสียเปรียบ 2 ต่อ 3 และหวังว่าคุณภาพเฉพาะตัวของแนวรุกจะเป็นตัวตัดสินเกม สุดท้ายกลับต้องจ่ายราคาอย่างหนัก
สูตรสำเร็จเดิม กลายเป็นจุดอ่อนในวันตัดสิน
ความสำเร็จตลอดหลายปีของเดส์ชองส์เกิดจากแนวคิดที่ชัดเจน เขารักษาบรรยากาศในทีม วางระบบไม่ซับซ้อน และเปิดพื้นที่ให้นักเตะระดับโลกใช้ความสามารถตัดสินเกม
แนวทางนี้เคยพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกปี 2018 และเข้าชิงอีกครั้งในปี 2022 แต่เมื่อเจอกับทีมที่ครองบอลเหนือกว่า เพรสซิ่งหนัก และปิดพื้นที่ได้หมด ดาวดังของฝรั่งเศสจึงแทบไม่มีทั้งบอลและพื้นที่ให้เล่น
การแก้เกมยังถูกมองว่าตรงไปตรงมาเกินไป ทั้งการส่ง มานู โกเน ลงแทน อาเดรียง ราบิโอต์ และเปลี่ยน เดซิเร ดูเอ ลงแทน แบรดลีย์ บาร์โคลา โดยไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของเกมได้
ความไว้วางใจที่เดส์ชองส์มีต่อนักเตะบางรายเคยเป็นพลังสำคัญของทีม แต่ในคืนที่ ราบิโอต์ และ ไมเคิล โอลิเซ เล่นไม่ออก ความเชื่อมั่นแบบเดิมกลับกลายเป็นดาบสองคม
ซีดานรับไม้ต่อ พร้อมคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ
การก้าวเข้าสู่ยุคของ ซีเนดีน ซีดาน ทำให้แฟนบอลฝรั่งเศสเต็มไปด้วยความคาดหวัง ผลงานคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 3 สมัย และลา ลีกา 2 สมัยกับ เรอัล มาดริด คือหลักฐานว่าเขารู้วิธีบริหารทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์
อย่างไรก็ตาม ซีดานไม่ได้ทำงานคุมทีมมานาน 5 ปี และแชมป์ล่าสุดของเขาเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2020 ที่สำคัญ ประสบการณ์ทั้งหมดในฐานะกุนซือมาจากเรอัล มาดริดเพียงสโมสรเดียว
การคุมทีมชาติแตกต่างจากระดับสโมสรอย่างชัดเจน เพราะมีเวลาฝึกซ้อมจำกัด ไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่เข้ามาแก้ปัญหา และต้องสร้างระบบให้ลงตัวภายในช่วงเวลาสั้น
ด้วยแนวทางที่ไม่เน้นแท็กติกซับซ้อน รวมถึงเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมของเดส์ชองส์ทั้งในทีมชาติฝรั่งเศสและยูเวนตุส จึงมีความเป็นไปได้ที่แนวคิดของทั้งคู่จะคล้ายกัน
แต่บทเรียนสำคัญจากเกมพ่ายสเปนคือ ต่อให้มีนักเตะที่เก่งกว่า ก็ไม่สามารถปล่อยให้ทุกคนลงไปเล่นตามความสามารถแล้วหวังว่าจะชนะได้ทุกครั้ง
ภารกิจใหญ่ของซีดาน คือทำให้ดาวดังเล่นเป็นทีม
ขุมกำลังฝรั่งเศสยังเต็มไปด้วยแนวรุกระดับโลก และมีตัวเลือกคุณภาพมากพอสำหรับการสร้างทีมชุดใหม่ แต่สิ่งที่ซีดานต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงการปลุกใจนักเตะหรือบริหารห้องแต่งตัว
เขาต้องทำให้ทีมปรับตัวได้เร็ว รักษาสมดุลระหว่างเกมรุกกับเกมรับ และเข้าใจว่าพลังของทีมเวิร์กสามารถเอาชนะความสามารถเฉพาะตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณภาพของคู่แข่งไม่ได้แตกต่างกันมาก
เดส์ชองส์อำลาพร้อมมรดกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่เกมสุดท้ายก็ทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้ผู้สืบทอด หากซีดานสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาปรับใช้ และทำผลงานได้ใกล้เคียงยุคที่ผ่านมา เขาก็มีโอกาสสร้างอีกหนึ่งยุคทองให้ทีมชาติฝรั่งเศส
ติดตาม ข่าวฟุตบอลโลก 2026 ข่าวทีมชาติฝรั่งเศส และบทวิเคราะห์ฟุตบอลต่างประเทศล่าสุด ได้ที่ ข่าวฟุตบอลโลกบ้านกีฬา

