โรงพยาบาลสั่งพ้นหน้าที่แพทย์พาร์ทไทม์วัยกว่า 70 ปี ปมสามีครูทรายเสียชีวิต ย้ำสอบการรักษายังไม่จบ

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

โรงพยาบาลลงดาบแพทย์พาร์ทไทม์ หลังตรวจพบพูดจาไม่สุภาพ

ความคืบหน้ากรณีสะเทือนใจของ “ครูทราย” ซึ่งออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหลังสูญเสียสามีวัย 31 ปี ล่าสุดโรงพยาบาลซานคามิลโล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี มีมติให้แพทย์อายุรกรรมพาร์ทไทม์วัยกว่า 70 ปี ออกจากการปฏิบัติหน้าที่ของโรงพยาบาลทันที มีผลตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2569

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการตรวจสอบภายในพบว่า แพทย์รายนี้สื่อสารกับผู้ป่วยและญาติด้วยถ้อยคำไม่สุภาพจริง ถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงานของโรงพยาบาล และขัดต่อหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมที่กำหนดให้แพทย์ต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างสุภาพ

อย่างไรก็ตาม การให้แพทย์พ้นจากหน้าที่ครั้งนี้เป็นผลจากการตรวจสอบด้านพฤติกรรมและการสื่อสารเท่านั้น ส่วนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับขั้นตอนการวินิจฉัย การตัดสินใจไม่ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และมาตรฐานการรักษา ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของแพทยสภา สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ย้อนเหตุการณ์ก่อนสามีครูทรายเสียชีวิต

เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สามีของครูทรายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม หลังมีอาการเหนื่อย เจ็บหน้าอกร้าวไปถึงแขน และมีเหงื่อออกมากผิดปกติ

ข้อมูลจากการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า ผู้ป่วยได้รับการตรวจจากแพทย์อายุรกรรม ก่อนถูกส่งไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก เมื่อประเมินแล้วเห็นว่าอาการไม่น่าเกี่ยวข้องกับระบบกระดูก จึงถูกส่งกลับมายังแพทย์อายุรกรรมอีกครั้ง

ครอบครัวระบุว่าได้ร้องขอให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ พร้อมยินดีออกค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเอง แต่แพทย์ประเมินว่าอาการอาจเกิดจากความวิตกกังวลหรือภาวะแพนิค และให้ผู้ป่วยกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันเดียวกัน ผู้ป่วยเกิดอาการช็อก หมดสติ และเสียชีวิต ผลการชันสูตรระบุว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น กลายเป็นความสูญเสียที่ทำให้ครอบครัวตั้งคำถามอย่างหนักว่า หากได้รับการตรวจหัวใจตั้งแต่แรก เหตุการณ์อาจมีผลลัพธ์แตกต่างออกไปหรือไม่

จากคำสั่งพักงาน สู่การให้พ้นหน้าที่ทันที

หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่และได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โรงพยาบาลออกแถลงการณ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ผู้ตรวจรักษา พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมพิจารณากระบวนการรักษา

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปิดเผยว่า แพทย์รายดังกล่าวเป็นแพทย์อายุรกรรมพาร์ทไทม์ อายุประมาณ 72 ปี ทำงานกับโรงพยาบาลมานานเกือบ 10 ปี พร้อมยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดและจะให้ความร่วมมือกับกระบวนการตรวจสอบอย่างเต็มที่

วันที่ 19 กรกฎาคม โรงพยาบาลออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยืนยันผลสอบด้านการสื่อสารว่ามีการใช้คำพูดไม่สุภาพจริง คณะผู้บริหารจึงมีมติให้แพทย์รายดังกล่าวออกจากการปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมประกาศว่าจะช่วยเหลือและดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มความสามารถ

ต้องแยกให้ออกระหว่างผลสอบพฤติกรรมกับผลสอบการรักษา

ประเด็นสำคัญที่สังคมต้องติดตามคือ คำสั่งให้แพทย์พ้นหน้าที่ไม่ได้หมายความว่าการสอบสวนด้านการรักษาได้ข้อยุติแล้ว เพราะโรงพยาบาลตัดสินจากข้อเท็จจริงเรื่องการใช้คำพูดและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ส่วนคำถามว่า การซักประวัติ การประเมินอาการ การส่งตรวจเพิ่มเติม การวินิจฉัยว่าเป็นความวิตกกังวล และการให้ผู้ป่วยกลับบ้าน เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากเวชระเบียน ผลตรวจทั้งหมด ลำดับเหตุการณ์ และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

การชี้ว่ามีความผิดพลาดทางการแพทย์หรือไม่ จึงไม่ควรอาศัยเพียงกระแสสังคมหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่ต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเป็นธรรมต่อทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิต แพทย์ และสถานพยาบาล

ประกันสังคมตรวจมาตรฐานโรงพยาบาล จับตาบทลงโทษ

สำนักงานประกันสังคมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและมีหนังสือขอให้โรงพยาบาลชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมส่งสำเนาเวชระเบียนของผู้เสียชีวิตเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการที่กำกับคุณภาพมาตรฐานบริการทางการแพทย์

หากผลตรวจพบว่าโรงพยาบาลให้บริการไม่ได้มาตรฐาน หรือมีความบกพร่องจนผิดสัญญาการให้บริการทางการแพทย์ อาจถูกลงโทษด้วยการลดจำนวนผู้ประกันตนที่โรงพยาบาลมีสิทธิรับดูแล หรือที่เรียกว่าการตัดศักยภาพสถานพยาบาล

สำหรับสิทธิประโยชน์ของทายาท สำนักงานประกันสังคมระบุว่าจะดูแลตามหลักเกณฑ์ ทั้งค่าทำศพ เงินสมทบกรณีชราภาพ และเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต นอกจากนี้ หากตรวจพบความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ครอบครัวยังสามารถยื่นขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเสียชีวิตได้สูงสุดไม่เกิน 400,000 บาท

แพทย์อายุเกิน 70 ปียังรักษาผู้ป่วยได้หรือไม่

อายุของแพทย์ไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้หมดสิทธิประกอบวิชาชีพโดยอัตโนมัติ แพทย์ที่มีอายุมากกว่า 70 ปียังสามารถตรวจรักษาผู้ป่วยได้ หากมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ถูกต้อง และมีความพร้อมในการทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพ

ดังนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาในกรณีนี้ไม่ใช่อายุเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพการซักประวัติ การประเมินความเสี่ยง การใช้ดุลยพินิจ การส่งตรวจที่เหมาะสม การบันทึกเวชระเบียน และการสื่อสารกับผู้ป่วยและครอบครัว

ประสบการณ์ที่ยาวนานอาจเป็นข้อได้เปรียบ แต่บุคลากรทางการแพทย์ทุกช่วงวัยยังต้องทบทวนความรู้ รักษามาตรฐาน และเปิดรับข้อมูลจากผู้ป่วยโดยไม่มองข้ามอาการที่อาจเป็นภาวะฉุกเฉิน

เจ็บหน้าอกร้าวแขนและเหงื่อแตก อาจเป็นสัญญาณฉุกเฉิน

อาการเจ็บหรือจุกแน่นกลางหน้าอก เจ็บร้าวไปยังไหล่ แขน กราม หรือหลัง ร่วมกับใจสั่น เหงื่อแตก หายใจไม่สะดวก หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ อาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

แม้อาการของโรคหัวใจบางอย่างอาจคล้ายภาวะวิตกกังวลหรือแพนิค แต่ประชาชนไม่ควรวินิจฉัยด้วยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ร้าวแขน เหงื่อออกผิดปกติ หรืออาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

ผู้ที่มีอาการดังกล่าวควรรีบไปโรงพยาบาลหรือโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจตามปกติ ผู้ที่อยู่ใกล้ควรรีบขอความช่วยเหลือ เริ่มกดหน้าอก และนำเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติหรือ AED มาใช้หากมีอยู่ในพื้นที่

การสื่อสารคือส่วนหนึ่งของมาตรฐานการรักษา

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การรักษาที่มีคุณภาพไม่ได้มีเพียงการตรวจ วินิจฉัย หรือจ่ายยาเท่านั้น แต่รวมถึงการรับฟังอาการ การอธิบายเหตุผล การตอบข้อสงสัย และการสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างให้เกียรติ

ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยและญาติกำลังหวาดกลัว คำพูดที่รุนแรงหรือแสดงท่าทีไม่รับฟังอาจทำลายความไว้วางใจ และทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าอาการสำคัญไม่ได้รับความสนใจอย่างเพียงพอ

หากผู้ป่วยไม่มั่นใจในแนวทางการรักษา สามารถขอคำอธิบายเพิ่มเติม ขอพบแพทย์รายอื่น ขอความเห็นที่สอง หรือขอย้ายสถานพยาบาลได้ ขณะเดียวกัน การสั่งตรวจเพิ่มเติมยังเป็นดุลยพินิจทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์ควรอธิบายเหตุผลให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างชัดเจน

บทสรุป

การให้แพทย์พาร์ทไทม์วัยกว่า 70 ปีพ้นจากหน้าที่ถือเป็นมาตรการทางวินัยจากผลสอบเรื่องการใช้คำพูดไม่สุภาพ แต่ยังไม่ใช่บทสรุปว่ากระบวนการรักษาทั้งหมดผิดมาตรฐานหรือไม่

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือผลตรวจสอบของแพทยสภา สำนักงานประกันสังคม และหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกร้าวแขนและเหงื่อออกผิดปกติเป็นไปอย่างเหมาะสมเพียงใด รวมถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตจะได้รับการเยียวยาและความเป็นธรรมอย่างไร

เหนือสิ่งอื่นใด ความสูญเสียครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญให้สถานพยาบาลยกระดับระบบคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉิน ตรวจสอบมาตรฐานการทำงานของบุคลากร และสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารที่เคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วยทุกคน

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา