คืนพิเศษของโรสและแฟนบูลล์สทั้งเมือง
ค่ำคืนสุดพิเศษที่ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของแฟรนไชส์ เมื่อ ชิคาโก้ บูลล์ส จัดพิธีประกาศยกเลิกเสื้อแข่งหมายเลข 1 ของ เดอร์ริค โรส อย่างเป็นทางการ หลังจบเกมที่เฉือนชนะ บอสตัน เซลติกส์ 106-103 ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอลทั้งสนาม บรรยากาศหลังเกมไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่คือการเฉลิมฉลองฮีโร่ตัวจริงของเมืองชิคาโก้ที่เติบโตมาพร้อมเสียงเชียร์จากอัฒจันทร์ผืนเดิม
พิธีเริ่มต้นขึ้นหลังจากเสียงไซเรนหมดเวลาสิ้นสุดลง แฟนๆยังไม่มีใครขยับตัวกลับ ต่างนั่งรอช่วงเวลาสำคัญที่เสื้อหมายเลข 1 ของโรสถูกเลื่อนขึ้นสู่เพดานสนามเคียงข้างตำนานรุ่นใหญ่ของสโมสร เหมือนเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่า ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของทีมไปตลอดกาล
น้ำตา ฮีโร่บ้านเกิด และสุนทรพจน์จากหัวใจ
ตลอดพิธี โรสแทบเก็บอาการไม่อยู่ น้ำตาคลอหลายครั้ง โดยเฉพาะตอนที่อดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง ทาย กิ๊บสัน และ ลูโอล เดง ขึ้นมากล่าวเปิดงาน เล่าถึงความผูกพันและความเป็นผู้นำของเขาในห้องแต่งตัว ก่อนที่เจ้าของงานตัวจริงจะเดินขึ้นเวทีพร้อมเสียงปรบมือกึกก้องจากแฟนๆในบ้านเกิดของเขาเอง
เดอร์ริค โรส วัย 37 ปี กล่าวสุนทรพจน์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายนี้ ทั้ง เบรนดา คุณแม่ของเขา, พี่น้องในครอบครัว, อดีตเพื่อนร่วมทีม และแฟนๆที่ยังคงนั่งอยู่ในสนามนานกว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจบเกม เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับเขาในโมเมนต์สำคัญนี้
“การเดินทางครั้งนี้ไม่เคยเกี่ยวกับตัวผมเลย’ โรส กล่าว ‘มันเกี่ยวกับการสร้างพลังร่วมที่ผู้คนในเมืองสามารถดึงมาใช้ได้ และผมเป็นเหมือนแสงสว่างหรือสื่อกลางนั้น จากการเล่นบาสเก็ตบอล’”
เพียงประโยคนี้ก็สะท้อนชัดว่า สำหรับโรสแล้ว เกียรติยศในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของชื่อบนป้ายไฟ แต่คือการได้เป็นความหวังให้คนทั้งเมือง เหมือนวันที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง จุดไฟให้แฟนบูลล์สกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังยุคไมเคิล จอร์แดน
จากเด็กชิคาโก้สู่ตำนานเบอร์ 1 ของแฟรนไชส์
การได้รับการยกเลิกหมายเลขเสื้อแข่งไม่ใช่เรื่องธรรมดา และโรสคือผู้เล่นคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของแฟรนไชส์บูลล์สที่ได้รับเกียรตินี้ ต่อจาก เจอร์รี่ สโลน (หมายเลข 4), บ็อบ เลิฟ (หมายเลข 10), ไมเคิ่ล จอร์แดน (หมายเลข 23) และ สก็อตตี้ พิพเพน (หมายเลข 33) การมีชื่อของตัวเองขึ้นไปยืนเคียงข้างระดับตำนานเหล่านี้ เป็นภาพที่บอกได้ชัดกว่าอะไรทั้งหมดว่าเขามีความหมายกับทีมและเมืองมากแค่ไหน
โรสไม่ใช่แค่การ์ดจ่ายธรรมดา เขาคือหน้าใหม่ของเมืองชิคาโก้ในยุคที่ทีมกำลังมองหาคนมารับช่วงต่อจากตำนานยุค 90 สไตล์การเล่นที่ระเบิดพลัง ทะลุเกมรับคู่แข่งอย่างไม่เกรงใจใคร ทำให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์แห่ง NBA ในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมพาทีมคืนสู่เวทีเพลย์ออฟ และสร้างความหวังให้แฟนๆเชื่อว่าบัลลังก์แชมป์อาจกลับมาที่เมืองนี้ได้อีกครั้ง
แม้เส้นทางอาชีพของเขาจะต้องเจอกับอาการบาดเจ็บรุนแรงหลายครั้ง จนทำให้ไม่สามารถยืนระยะได้ยาวเท่าที่แฟนๆคาดหวัง แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไป คือความรักที่ชิคาโก้มีให้ และการตอบแทนของโรสที่มีให้เมืองนี้ในทุกครั้งที่เขาพูดถึงบ้านเกิด
น้ำเสียงสุดท้ายในค่ำคืนแห่งเกียรติยศ
ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่น โรสยังทิ้งท้ายสั้นๆแต่กินใจ ถึงสิ่งที่เขารู้สึกในค่ำคืนที่ทั้งสนามเป็นของเขาคนเดียว
“ทั้งหมดนี้ ช่วงเวลานี้ ผมยังพยายามทำความเข้าใจอยู่ รู้สึกซาบซึ้งใจมาก รู้ถึงสภาพอากาศข้างนอก รู้ว่านี่เป็นเรื่องของชิคาโก้ การที่ได้มาที่นี่ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ และยังมาร่วมงานนี้ได้ ถือว่ายิ่งใหญ่มากแล้ว’”
ประโยคนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สำหรับโรส การได้กลับมายืนกลางสนามในฐานะคนของเมือง ไม่ใช่แค่พิธีทางสัญลักษณ์ แต่คือการปิดวงจรชีวิตนักบาสเด็กชิคาโก้คนหนึ่งที่เริ่มจากศูนย์ เชื่อในความฝัน และเติบโตมาพร้อมเสียงเชียร์ของคนทั้งเมือง
เสื้อตำนานกับความหมายที่มากกว่าตัวเลขบนหลังเสื้อ
พิธียกเลิกหมายเลขเสื้อแข่งในกีฬาบาสเก็ตบอล ไม่ใช่แค่การ “แขวนเสื้อ” ไว้บนเพดานสนาม แต่คือการประกาศว่า ไม่มีใครจะได้สวมหมายเลขนี้ในทีมอีกต่อไป เป็นการการันตีว่าผู้เล่นคนนั้นได้ฝากร่องรอยเอาไว้มากพอที่จะเป็นตัวแทนยุคหนึ่งของแฟรนไชส์
ในมุมของแฟนกีฬา การเห็นเสื้อหมายเลข 1 ของโรสลอยอยู่ข้างๆ หมายเลขของจอร์แดนและพิพเพน คือภาพที่ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่เขาระเบิดฟอร์มในวัยหนุ่ม เป็นสัญลักษณ์ของยุคที่บูลล์สกลับมามีชีวิต มีความหวัง และมีคนให้เกาะเกี่ยวในทุกครั้งที่บอลถูกส่งเข้ามาในมือของเขา
สำหรับแฟนบาสไทยเอง เรื่องราวของโรสก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อสู้กับอุปสรรค ทั้งความคาดหวัง บาดเจ็บ และการกลับมาพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสุดท้ายได้รับการยอมรับในแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีแหวนแชมป์ก็กลายเป็นตำนานได้
มองจากชิคาโก้ถึงแฟนบาสไทย ผ่านสายตา บ้านกีฬา
ค่ำคืนที่ยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโรสกับแฟนบูลล์สเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของความผูกพันระหว่างนักกีฬา เมือง และคนดูที่เชียร์มาตลอดเส้นทาง เมื่อเสื้อเบอร์ 1 ถูกแขวนขึ้นสู่เพดาน นั่นไม่ได้หมายถึงการปิดฉาก แต่คือการยืนยันว่า เรื่องราวของเขาจะถูกเล่าต่อไปในทุกยุคของแฟนบาส
แฟนกีฬาไทยที่ติดตามลีคต่างประเทศ น่าจะสัมผัสได้เหมือนกันว่า เส้นทางของนักกีฬาหนึ่งคนอาจสั้นยาวไม่เท่ากัน แต่อิทธิพลที่สร้างไว้กับสโมสรและเมืองนั้นยืนยาวกว่าตัวเลขปีที่ลงแข่งในสนามเสมอ
ใครที่อยากติดตามข่าววงการกีฬา เรื่องราวเข้มข้นทั้งในและนอกสนามแบบนี้ต่อไป อย่าลืมตามอ่านได้ที่ บาสสดบ้านกีฬา แหล่งรวมคอนเทนต์กีฬาเข้มข้นสำหรับแฟนบอลและแฟนบาสชาวไทยตัวจริง

