⚽ อินทรีแดงดำพังกลางบากู จากฝัน UCL สู่การตกรอบยุโรป
ในค่ำคืนที่ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต รู้ดีอยู่แล้วว่าโอกาสลุ้นตั๋วเพลย์ออฟศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 แทบจะริบหรี่ แต่ไม่มีใครคิดว่าจะจบลงด้วยการตกรอบยุโรปทั้งใบ การบุกไปเยือนกรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน กลายเป็นทริปมรณะที่ทำให้ตัวแทนจากลีกสูงสุดเยอรมนีอย่าง บุนเดสลีกา ต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน หลังพ่ายคาราบัก 2-3 แบบเจ็บลึก
ก่อนหน้านี้สื่ออย่าง Get German Football News เคยรายงานเกี่ยวกับเกมนัดสุดท้ายในยุค ดิโน ท็อปป์เมิลเลอร์ ว่าบอร์ดบริหารแฟรงค์เฟิร์ตจะใช้โปรแกรมช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยน ปลดโค้ชเก่าเพราะมองว่า คาราบัก คือคู่แข่งที่ “อ่อนสุด” ในชุดโปรแกรมสำคัญ แต่ผลที่ออกมากลับกลายเป็นว่าความพ่ายแพ้ในบากูทำให้ทั้งการตัดสินใจเรื่องโค้ชและอนาคตของทีมดูสั่นคลอนยิ่งกว่าเดิม
อินทรีแดงดำพ่าย 2-3 ตกรอบยุโรปอย่างเป็นทางการ เรียกว่าไม่เหลือแม้แต่ทางหนีทีไล่บนเวทีถ้วยใหญ่และถ้วยรองของยุโรป
🔥 เริ่มเกมสุดหลวม เกมรับเหม่อมองบอล ปล่อยคาราบักลงโทษ
เปิดเกมมาได้เพียง 4 นาที แนวรับแฟรงค์เฟิร์ตแสดงให้เห็นถึงปัญหาชัดเจน จังหวะที่เกมริมเส้นฝั่งขวาถูกเจาะ เลือดใหม่จากเจ้าบ้านอย่าง อับเดลลาห์ ซูบีร์ และ เอลวิน ยาฟาร์กูลิเยฟ ลากบอลกระชากทะลุแนวรับกันแบบง่ายเกินจริง ก่อนเปิดเรียดเข้ากรอบเขตโทษ
ปรากฏว่าแนวรับทั้งแผงของแฟรงค์เฟิร์ตยืน “ดูบอล” กันหมด ปล่อยให้ เลอันโดร อันดราเด ยืนโล่งๆ ซัดจังหวะแรก Kaua Santos ปัดออกมาได้แค่ระยะสั้น และ คามิโล ดูราน ที่ก็ยืนโล่งไม่แพ้กัน ตามมาซ้ำจ่อๆ เข้าไปอย่างไม่ยากเย็น เจ้าถิ่นออกนำ 1-0 อย่างรวดเร็ว ทั้งที่แทบไม่ได้เซ็ตเกมอะไรมากมาย แค่ใช้ความกระหายและความเร็วเล่นงานทีมเยือนก็ได้ประตูทันที
สำหรับเกมระดับยุโรป การเสียประตูแบบ “เหม่อดูบอลทั้งแผง” แค่ต้นเกมคือสัญญาณอันตราย และมันก็สะท้อนให้เห็นชัดว่าฟอร์มเกมรับของอินทรีแดงดำในคืนนี้ไม่พร้อมเลย
🎯 แฟรงค์เฟิร์ตตอบโต้ด้วยความคลาส ฮึดตีเสมอจากจังหวะเท้าชั้นเชิง
หลังโดนนำเร็ว แฟรงค์เฟิร์ตค่อยๆ ตั้งสติและเปิดเกมสวนกลับอย่างมีคุณภาพ นาที 10 ฝั่งเจ้าถิ่นก็มา “ยืนดูบอล” คืนบ้าง จังหวะนี้ ริตสึ โดอัน (Ritsu Doan) โชว์สเต็ปเลี้ยงยาวทางกราบขวา ลากตัดผ่านแนวรับคาราบักจนแผงหลังเสียสมดุล
ถึงแม้โดอันจะถูกแย่งบอลในจังหวะสุดท้าย แต่ เปโดร บิคาลโญ่ ที่ได้บอลกลับมาครองกลับจ่ายพลาดให้ จาน อูซุน (Can Uzun) ฉกบอลมาครองหน้ากรอบเขตโทษ อูซุนแต่งบอลหนีตัวประกบหนึ่งจังหวะ ก่อนกดด้วยเท้าขวาเสียบมุมซ้ายจากระยะราว 15 เมตร อย่างเยือกเย็น
ประตูนี้ไม่ใช่แค่การตีเสมอ 1-1 แต่ยังเป็นการย้ำให้เห็นว่าตัวรุกดาวรุ่งอย่างอูซุนคืออาวุธสำคัญของทีมในซีซั่นนี้ ประตูที่ 8 ของเขาในทุกรายการกลายเป็นเชื้อไฟให้แฟรงค์เฟิร์ตกลับมามั่นใจอีกครั้ง
⚖️ เกมสูสีแต่ไร้ความคม ทั้งสองทีมขาดจังหวะปิดบัญชี
หลังจากตีเสมอ แฟรงค์เฟิร์ตเริ่มครองบอลได้เหนือกว่า อูซุนยังคงเคลื่อนไหวได้ดีในบทบาทฟอลส์ไนน์ สร้างปัญหาให้แนวรับคาราบักบ่อยครั้ง และได้ลองส่องอีกในนาที 15 ทว่าแม้จะครองเกมในช่วงกลางครึ่งแรก แต่การไม่มีตัวจบสกอร์แบบศูนย์หน้าธรรมชาติในเขตโทษทำให้แฟรงค์เฟิร์ตไม่สามารถเปลี่ยนจังหวะบุกเป็นประตูเพิ่มได้
ช่วงท้ายครึ่งแรก กลายเป็นเจ้าบ้านที่ยกระดับเกมกลับมาเล่นงานทีมเยือนบ้าง Kaua Santos แม้จะดูฝืดๆ เวลาเล่นบอลกับเท้า แต่ก็ยังเซฟลูกสำคัญในนาที 37 ช่วยให้ทีมรอดจากการโดนแซงนำ
จบ 45 นาทีแรก สกอร์อยู่ที่ 1-1 ทุกอย่างยังเปิดกว้าง แต่ความรู้สึกคือ แฟรงค์เฟิร์ตพลาดโอกาสทองที่จะพลิกสถานการณ์ให้เข้าทางตัวเอง
😑 ครึ่งหลังอืด เกมขาดไอเดีย เต็มไปด้วยช็อตล้มเอาจุดโทษ
ครึ่งหลังรูปเกมกลับน่าเบื่อกว่าที่คิด ทั้งสองทีมเหมือนหมดมุกในเกมรุก เน้นเคาะบอลไปมา รอผิดพลาดมากกว่าจะสร้างสรรค์โอกาสแบบเนียนตา การเข้าทำดูขาดจินตนาการ แม้จะมีพื้นที่ให้เล่นบ้างแต่ก็ไร้คุณภาพพอจะเปลี่ยนเป็นสกอร์
ที่น่าผิดหวังคือ มีจังหวะพยายามล้มเอาจุดโทษจากทั้งสองฝั่ง ราสมุส คริสเตนเซน ในนาที 57 และ คามิโล ดูราน ในนาที 73 ต่างพยายามใช้จังหวะปะทะเล็กๆ ในเขตโทษล้มหวังให้กรรมการเป่า แต่ ซานโดร แชร์เรอร์ ผู้ตัดสินชาวสวิสอ่านเกมขาด ไม่หลงกลกับการแกล้งล้ม เหวี่ยงมือปฏิเสธแบบไม่ลังเล
เกมดูเหมือนจะไหลไปแบบเรื่อยๆ ไม่มีอะไรพิเศษ จนกระทั่งเริ่มเข้าช่วงยี่สิบนาทีสุดท้ายที่ทุกอย่างกลับระเบิดความดราม่าในทันที
🧨 จุดเปลี่ยนเกม: จุดโทษ-ตีเสมอ-โดนยิงแซงท้ายเกม
🎯 แฟรงค์เฟิร์ตได้จุดโทษสมเหตุสมผล
นาที 76 แฟนแฟรงค์เฟิร์ตได้เฮกันเต็มเสียง เมื่อ บาห์ลูล มุสตาฟาซาด้า เข้าปะทะอันสการ์ เคานาฟฟ์ ในเขตโทษแบบใช้ไหล่กระแทกเต็มแรง จังหวะนี้เรียกได้ว่าเหมาะจะไปเล่นฮอกกี้น้ำแข็งมากกว่าฟุตบอล แชร์เรอร์เป่าให้เป็นจุดโทษแบบไม่ต้องคิดนาน
ฟาเรส ไชบี (Fares Chaïbi) ที่ถูกส่งลงมาแทน อูซุน ในนาที 71 รับหน้าที่สังหาร และไม่พลาด ยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็นในนาที 77 พาแฟรงค์เฟิร์ตแซงนำ 2-1 สกอร์นี้ทำให้ฝั่งอินทรีแดงดำเริ่มฝันไกลถึงโอกาสลุ้นตั๋วเพลย์ออฟ UCL อีกครั้ง
แต่ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน…
⚔️ คาราบักไม่ยอมตาย ตีเสมอ-แซงดับฝันอินทรีแดงดำ
ชื่อเสียงของแฟรงค์เฟิร์ตในเรื่อง “เกมรับแกว่ง” ไม่ได้มาเล่นๆ และมันก็แสดงให้เห็นอีกครั้งในช่วงท้ายเกม นาที 80 คริสเตนเซน กับ โรบิน ค็อค หลุดโฟกัส ปล่อยให้ เอลวิน ยาฟาร์กูลิเยฟ สอดทำทางในกรอบเขตโทษ มาร์โก ยานโควิช แทงทะลุช่องสุดเฉียบให้ยาฟาร์กูลิเยฟตบเข้ากลางให้ คามิโล ดูราน ยิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ เป็นสกอร์ 2-2 ที่ทำให้โมเมนตัมกลับมาเข้าทางเจ้าบ้านทันที
และเมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แฟรงค์เฟิร์ตก็พังอีกครั้งจากจังหวะลูกตั้งเตะที่เคลียร์ไม่ดี บอลถูกบิห์ลาลโก้ กับ มาเธอุส ซิลวา ไล่กดดันทางฝั่งขวา ก่อนเปิดเข้ากลางให้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่างมุสตาฟาซาด้า ที่ดันขึ้นมาเล่นลูกเซ็ตพีซ ตามเข้าไปจิ้มเป็นประตูชัย 3-2 ในช่วง 90+4
เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น พร้อมกับความจริงที่ว่า แฟรงค์เฟิร์ตตกรอบถ้วยยุโรปอย่างเป็นทางการ ไม่มีทั้งการลุ้นเพลย์ออฟ ไม่มีแม้แต่เส้นทางไปเล่นถ้วยรอง เหลือเพียงโปรแกรมในลีกและบอลถ้วยภายในประเทศให้ลุ้นต่อ
📋 ภาพรวมการจัดทัพและแท็กติก: เปลี่ยนโค้ชแต่โรคเก่ายังอยู่
แม้จะเป็นยุคของกุนซือชั่วคราว เดนนิส ชมิดท์ แต่ภาพรวมของทีมยังเต็มไปด้วยปัญหาเดิมๆ เกมรับไม่แน่น แดนกลางต่อบอลกันได้แต่ไร้ความดุดันในการปิดเกม แถมการตัดสินใจเปลี่ยนตัวก็กลายเป็นประเด็น เมื่อเขาเลือกถอดสองตัวเด่นอย่าง นาธานิเอล บราวน์ กับ ริตสึ โดอัน ออกจากสนามพร้อมกันในนาที 71 ทั้งที่ทั้งคู่เป็นคนที่เล่นได้ดีที่สุดในฝั่งแฟรงค์เฟิร์ต
การเปลี่ยนตัวชุดนั้นทำให้ทีมเสียสมดุลในเกมรุกอย่างชัดเจน ขาดคนพาบอลขึ้นหน้า ขาดคนคอนโทรลจังหวะโต้กลับ กลายเป็นการเปิดโอกาสให้คาราบักยึดพื้นที่และกล้าบุกใส่มากขึ้น จนสุดท้ายโดนลงโทษสองดอกติดในช่วงท้ายเกม
คำถามใหญ่อยู่ที่ว่า ในฤดูกาลซึ่งแฟรงค์เฟิร์ตวนเวียนกับคำว่า “กุนซือขัดตาทัพ” อย่างต่อเนื่อง จะกลายเป็นอีกปีหนึ่งที่อินทรีแดงดำไม่สามารถหาคนคุมทีมระยะยาวได้เลยหรือไม่
📊 คะแนนนักเตะ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต
เพื่อภาพชัดๆ สำหรับแฟนบอลสายวิเคราะห์ นี่คือเรตติ้งจากฟอร์มในเกมบุกแพ้คาราบัก 2-3 นัดนี้
| ผู้เล่น | เรตติ้ง | คำอธิบายคร่าวๆ |
|---|---|---|
| Kaua Santos | 4 | เซฟสวยๆ ได้บ้าง แต่มีจังหวะหลุดโฟกัส เล่นบอลกับเท้าไม่นิ่ง และป้องกันลูกซ้ำไม่ได้ในประตูแรก |
| Arthur Theate | 4 | มีส่วนในเกมรับ แต่ยังไม่แน่นพอ ปล่อยพื้นที่ให้เจ้าบ้านเจาะหลายครั้ง |
| Robin Koch | 3 | คุมแนวรับไม่อยู่ ปล่อยให้คู่แข่งหลุดไปทำประตูตีเสมอและบุกเข้าพื้นที่สุดท้ายบ่อยครั้ง |
| Nnamdi Collins | 3 | หลายจังหวะยืนตำแหน่งไม่ดี ปล่อยให้คู่แข่งมีช่องวิ่งเล่นบอลด้านหลัง |
| Nathaniel Brown | 6 | หนึ่งในคนที่เด่นสุดของทีม เติมเกมได้ดี มีวินัยเกมรับ แต่กลับถูกถอดออกในช่วงสำคัญ |
| Hugo Larsson | 5 | พยายามเชื่อมเกมแดนกลาง แต่จังหวะเข้าบอลและการผ่านบอลขึ้นหน้าไม่เฉียบคมพอ |
| Ellyes Skhiri | 5 | ทำงานหนักในเกมรับ คอยสกรีนหน้าแนวแบ็กโฟร์ แต่การจ่ายบอลขึ้นเกมยังขาดมิติ |
| Rasmus Kristensen | 4 | ทำได้ดีบ้างบางช่วง แต่มีส่วนผิดพลาดในจังหวะเสียประตู และยังมีช็อตพยายามเอาจุดโทษแบบไม่จำเป็น |
| Ansgar Knauff | 5 | เล่นได้วูบวาบบางจังหวะ และเป็นคนเรียกจุดโทษสำคัญให้ทีม แต่ภาพรวมยังไม่ต่อเนื่อง |
| Ritsu Doan | 6 | ตัวขับเคลื่อนเกมรุกสำคัญ การเลี้ยงกินตัวทำให้แนวรับคู่แข่งปั่นป่วน แต่กลับไม่ได้เล่นจนครบเวลา |
| Can Uzun | 6 | ยิงประตูตีเสมอสุดเฉียบ และขยับหาพื้นที่ได้ดีในบทบาทฟอลส์ไนน์ แต่โดนเปลี่ยนออกเร็วไปหน่อย |
ตัวสำรองที่ลงมาเปลี่ยนเกมไม่ได้เท่าที่ควร:
- Mario Götze (4) – พยายามเชื่อมเกม แต่จังหวะตัดสินใจช้าไปหลายครั้ง
- Fares Chaïbi (5) – ยิงจุดโทษไม่พลาด แต่หลังจากนั้นหายไปจากเกม
- Jean-Manuel Bahoya (4) – ลงมาแต่ไม่ได้สร้างความแตกต่างมากนัก
- Alexander Staff (4) – มีส่วนช่วยแพ็กเกมรับ แต่ไม่เด่นเป็นพิเศษ
- Oscar Højlund (-) – ลงช่วงท้าย เกมแทบไม่เหลือพื้นที่ให้โชว์อะไร
🏅 แมน ออฟ เดอะ แมตช์: คามิโล ดูราน ฮีโร่สองประตูของคาราบัก
ฝั่งเจ้าบ้าน ผู้เล่นที่ได้รับเลือกเป็น Man of the Match จากมุมมอง GGFN คือ คามิโล ดูราน กองหน้าชาวโคลอมเบียที่ยิงสองประตูพาทีมชนะ แม้ฟอร์มโดยรวมตลอดเกมอาจไม่ได้ถึงขั้น “เทพลงมาเกิด” แต่สิ่งที่ชัดคือเขาใช้โอกาสไม่เปลือง และเยือกเย็นในจังหวะสำคัญ ทำให้คาราบักเป็นฝ่ายอยู่ในเส้นทางยุโรปต่อไป
ฝั่งแฟรงค์เฟิร์ต หากจะยกคนที่เล่นได้เหนือมาตรฐานเพื่อนร่วมทีม มีเพียงสามชื่อคือ นาธานิเอล บราวน์, ริตสึ โดอัน และ จาน อูซุน แต่แทนที่โค้ชชั่วคราวอย่างชมิดท์จะเลือกเก็บคนฟอร์มเด่นไว้ในสนาม เขากลับตัดสินใจถอดพวกเขาออกไปพร้อมกัน ซึ่งกลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้ทีมเสียสมดุลอย่างชัดเจน
สุดท้าย เดนนิส ชมิดท์ เปิดตัวบนเวทียุโรปในฐานะกุนซือขัดตาทัพด้วยผลงานที่ไม่น่าจดจำเท่าไหร่ และมันทำให้ทั้งอนาคตของเขาและทิศทางทีมยิ่งถูกตั้งคำถามหนักขึ้นไปอีก
📚 บทเรียนจากค่ำคืนยุโรป: เกมรับสำคัญไม่แพ้แท็กติก
สำหรับแฟนบอลที่ติดตามถ้วยยุโรปมาอย่างยาวนาน จะเห็นภาพซ้ำๆ ว่า การไปเยือนทีมจากลีกเล็กหรือลีกนอกสายตา ไม่เคยเป็นงานง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรยากาศสนาม แฟนบอลเจ้าถิ่น หรือสภาพสนามที่แตกต่างจากเกมในประเทศ จุดเล็กๆ เหล่านี้ล้วนทำให้ทีมใหญ่หลุดโฟกัสได้ง่าย ถ้าแนวทางการเล่นไม่ชัดเจนและเกมรับไม่แน่นพอ
ค่ำคืนที่บากูคือกรณีศึกษาคลาสสิกว่า การไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดในเกมรับ การยืนผิดตำแหน่งแค่ไม่กี่ครั้ง หรือการตัดสินใจเปลี่ยนตัวผิดจังหวะ สามารถเปลี่ยนเส้นทางทั้งฤดูกาลได้ทันที เพราะถ้วยยุโรปไม่มีที่ให้ทีมที่ “หลุดสมาธิ” ซ้ำๆ ต้องจ่ายราคาเสมอ
👀 จากยุโรปกลับสู่โฟกัสลีก แฟนแฟรงค์เฟิร์ตต้องลุ้นอะไรต่อไป
เมื่อเส้นทางฟุตบอลยุโรปปิดลงแล้ว ภารกิจของแฟรงค์เฟิร์ตต่อจากนี้คือการกลับไปจัดระเบียบตัวเองในประเทศ ตั้งแต่การทบทวนโครงสร้างทีม การแก้ปัญหาเกมรับ ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องเฮดโค้ชว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อในระยะยาว ถ้าทีมยังอยากกลับมาลุ้นตั๋วไปเล่นถ้วยยุโรปในอนาคต การสร้างเอกลักษณ์เกมรับที่แข็งแรง และการดึงศักยภาพตัวรุกอย่างอูซุนกับโดอันออกมาให้เต็มที่คือหัวใจสำคัญ
สำหรับแฟนบอลสายเช็กสกอร์สด เช็กโปรแกรมแน่นๆ การตามดูฟอร์มแฟรงค์เฟิร์ตจากมุมมองสถิติ ผลบอลสด หรือข้อมูลสไตล์ บ้านผลบอล จะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า อินทรีแดงดำกำลังก้าวไปข้างหน้าหรือวนอยู่กับปัญหาเดิมๆ และแน่นอน ทุกความเคลื่อนไหวบนเวทีลีกเยอรมันยังคงน่าจับตามองเสมอ
ใครที่อยากตามทุกจังหวะดราม่าของโลกลูกหนัง ไม่ว่าจะเป็นข่าวใหญ่จากยุโรป สรุปเกมมันๆ หรือวิเคราะห์มุมลึกสไตล์นักข่าวสนามจริง อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวแบบจัดเต็มได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

