ภาพรวมโครงการ: ฟุตบอลเชื่อมอาเซียนกับญี่ปุ่นด้วยพลังเยาวชน
ลีกญี่ปุ่นอย่าง เจลีก เดินหน้าใช้ฟุตบอลเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างจริงจังต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยร่วมมือกับโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น Japan-East Asia Network of Exchange for Students and Youth หรือ JENESYS ปี 2025 นี้มีนักเรียนมัธยมปลายและผู้ควบคุมรวม 88 คน จาก 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และติมอร์-เลสเต (ซึ่งเข้าร่วมอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2025) เดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ที่ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2025
ตลอดช่วงเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ เด็กๆ ถูกพาไปรู้จักโลกของ ฟุตบอลญี่ปุ่น ในมุมที่ลึกกว่าคำว่า “เกมแข่งขัน” ทั้งการฟังเลกเชอร์เรื่องความยั่งยืนของลีก การเยี่ยมชม blue-ing! ศูนย์วัฒนธรรมฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (JFA) สนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan National Stadium) รวมถึงสโมสรดังอย่างกัมบะ โอซาก้า ทุกกิจกรรมถูกออกแบบให้เยาวชนเห็นชัดๆ ว่า ฟุตบอลเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และงานเพื่อสังคมอย่างไรในโลกจริง
เลกเชอร์ “J.League and Sustainability” เปิดเบื้องหลังฟุตบอลกับความยั่งยืน
วันที่พุธที่ 29 ตุลาคม ทาคายูกิ สึจิอิ ผู้บริหาร J.League ที่รับผิดชอบด้านความยั่งยืนของลีก ขึ้นเวทีบรรยายหัวข้อ “J.League and Sustainability” ที่ blue-ing! ฮับวัฒนธรรมฟุตบอลใจกลางโตเกียว
ก่อนเริ่มเลกเชอร์ เด็กๆ ได้เดินชมบรรยากาศใน blue-ing! เห็นเรื่องราว ประวัติ และวิวัฒนาการฟุตบอลญี่ปุ่นแบบจัดเต็ม จากนั้นสึจิอิเริ่มอธิบาย “รากฐาน” ของลีกที่ยังยึดมั่นไม่เปลี่ยนมาตั้งแต่วันก่อตั้ง 3 หลักสำคัญคือ
- ยกระดับฝีเท้าฟุตบอลญี่ปุ่นและขยายฐานคนเล่นให้กว้างที่สุด
- สร้างวัฒนธรรมกีฬาให้เข้มแข็ง และช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพกายใจที่ดี
- ใช้ฟุตบอลเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและสร้างมิตรภาพในระยะยาว
เขาย้ำชัดว่า การได้เปิดบ้านต้อนรับ เยาวชนอาเซียน แบบนี้ คือการทำให้หลักการข้อที่สามมีชีวิตจริง ไม่ใช่แค่คำสวยหรูบนกระดาษ
จาก 10 สโมสรสู่ 60 สโมสร และความท้าทายใหม่ชื่อโลกร้อน
สึจิอิใช้ตัวเลขเล่าเรื่องให้เห็นว่าหลักการเหล่านี้ถูกลงมือทำจริงอย่างไร ตั้งแต่วันแรกที่เจลีกเริ่มต้นด้วย 10 สโมสรใน 8 จังหวัด มาจนวันนี้ในปีที่ 30 ที่ลีกขยายเป็น 60 สโมสร ครอบคลุม 41 จังหวัด พร้อมกับการที่ทีมชาติญี่ปุ่นผ่านเข้าแข่งขันฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าระบบลีกอาชีพช่วยยกระดับคุณภาพฟุตบอลทั้งประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาไม่ปิดบังปัญหาใหญ่ที่ลีกต้องเจอ นั่นคือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จำนวนแมตช์ที่ต้องเลื่อนเพราะฝนตกหนักเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่อากาศร้อนจัดในช่วงซัมเมอร์ก็ทำให้ต้องยกเลิกคลาสฟุตบอลเด็กบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้าแบบนี้ “อนาคตที่ชุมชนจะมีสนามให้เตะบอลอย่างปลอดภัย” อาจไม่ใช่เรื่องแน่นอนอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น ลีกจึงต้องยกระดับการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมจริงจัง ทั้งในสนามและนอกสนาม เพื่อให้ฟุตบอลอยู่คู่เมืองและชุมชนได้ในระยะยาว
ใช้พลังแฟนบอลขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่แค่เชียร์แล้วจบ
อีกจุดสำคัญที่สึจิอิเน้นคือ บทบาทของกีฬาในการ “เปลี่ยนสังคม” เขาเล่าว่าด้วยการทำงานร่วมกับแฟนบอลและสปอนเซอร์ สโมสรในลีกต่างๆ สามารถออกแบบกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่สร้างบรรยากาศเชียร์ในวันแข่ง แต่ไปไกลถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การลดขยะ การใช้พลังงานสะอาด หรือการเดินทางอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายสโมสรที่กระจายอยู่ 60 พื้นที่ทั่วญี่ปุ่น ทำให้เจลีกมี “ฐานปฏิบัติการ” เต็มประเทศ สามารถทดลองโครงการด้าน SDGs หลากหลายรูปแบบ แล้วส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจให้เมืองอื่นๆ ทำตาม
บรรยากาศในห้องเลกเชอร์เต็มไปด้วยสมาธิ เยาวชนจากทุกประเทศตั้งใจฟัง และช่วงถาม–ตอบก็เดือดไม่แพ้เกมในสนาม ทั้งคำถามเชิงนโยบาย แผนในอนาคต และวิธีที่เยาวชนแต่ละชาติจะนำไอเดียกลับไปต่อยอดที่บ้านตัวเอง จนเลิกแล้วหลายคนยังเดินเข้าไปถามสึจิอิแบบตัวต่อตัวต่ออีกพักใหญ่
เสียงจากเยาวชน: ฟุตบอลเปิดมุมมองใหม่เรื่องสิ่งแวดล้อม
เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมหลังเลกเชอร์ทำให้เห็นชัดว่า ความคิดของเด็กๆ เปลี่ยนไปแค่ไหน
● ก่อนเข้าร่วมโครงการ ฉันเคยคิดว่ากีฬาแทบไม่เกี่ยวอะไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเลย แต่หลังจากได้ฟังการบรรยายที่สร้างแรงบันดาลใจว่าฟุตบอลญี่ปุ่นเอาแนวคิด SDGs มาผูกกับกิจกรรมต่างๆ อย่างไร มุมมองของฉันก็เปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง
● ฉันได้ตระหนักว่ากีฬามีพลังในการผลักดันความยั่งยืนได้จริงๆ ผ่านการกระตุ้นให้ผู้คนเปลี่ยนทั้งความคิดและการกระทำ
● ฉันประทับใจมากกับวิธีการด้านสิ่งแวดล้อมสุดล้ำที่สโมสรฟุตบอลญี่ปุ่นใช้ ทั้งเรื่องพลังงานหมุนเวียน การลดขยะ และการผลักดันสนามแข่งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
พวกเราได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศในวงการกีฬา การได้เห็นว่าญี่ปุ่นพยายามสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้ทุกคนในฟุตบอล มีความหมายมากสำหรับฉัน เซสชันนี้เปิดโลกและเป็นแรงบันดาลใจอย่างแท้จริงสำหรับอนาคต
เยือนกัมบะ โอซาก้า: สโมสรใหญ่ที่ยึดมั่นชุมชนและสิ่งแวดล้อม
วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม คณะเยาวชนเดินทางไปเยี่ยมชมสโมสรดังอย่างกัมบะ โอซาก้า ที่โอซาก้า กิจกรรมเริ่มจากเลกเชอร์เรื่องแนวทางด้าน SDGs ของสโมสร อธิบายให้เห็นว่า ทีมระดับเจลีกสามารถอยู่ร่วมกับเมืองและชุมชนได้อย่างไร ทั้งการจัดกิจกรรมฟุตบอลเยาวชน การลงพื้นที่ช่วยเหลือพื้นที่ภัยพิบัติ ไปจนถึงโครงการเพื่อสังคมต่างๆ ที่ใช้ตราสโมสรเป็นตัวเชื่อมคนทั้งเมือง
ช่วงทัวร์สนาม Panasonic Stadium Suita เด็กๆ ได้เดินเข้าไปในพื้นที่เบื้องหลังที่แฟนบอลทั่วไปไม่ค่อยได้สัมผัส ตั้งแต่ทางเดินนักเตะ ห้องแต่งตัว ไปจนถึงโซนเทคนิคของสนาม พร้อมทั้งอธิบายว่า สนามแห่งนี้ออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และยังใช้เป็นศูนย์รองรับสาธารณภัยในยามฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน เด็กๆ ก็ทึ่งกับเรื่องราวเบื้องหลังการระดมทุนสร้างสนามจากแฟนบอลและคนในพื้นที่ที่ร่วมกันสมทบเงินจนกลายเป็นบ้านของสโมสรในวันนี้
ปิดท้ายด้วยกิจกรรม “เข้าสู่โหมดโอซาก้าเต็มตัว” พาร์ตเนอร์ของสโมสรจัดเวิร์กช็อปทำทาโกะยากิให้ทุกคนลองลงมือเอง ก่อนจะไปสนุกกับเกม stick soccer และ walking football พร้อมอธิบายเรื่อง “universal sports” ว่ากีฬาแบบนี้ออกแบบมาให้ทุกคนเล่นได้ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือมีข้อจำกัดทางร่างกายแบบใดก็ตาม
ตลอดทั้งวัน ทีมงานจัดให้เด็กจากแต่ละประเทศสลับทีมกันตลอด ทำให้จากคนแปลกหน้า กลายเป็นเพื่อนใหม่ที่หัวเราะร่วมกันในสนามฟุตบอลแบบแทบไม่ต้องใช้ภาษาเดียวกัน
อ้างอิงบทความเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการของกัมบะ โอซาก้า
(link:https://www.gamba-osaka.net/news/index/no/19316/ )
เสียงจากผู้เข้าร่วมที่กัมบะ โอซาก้า
ฉันคิดว่าคลาสฟุตบอลเด็ก และกิจกรรมลงพื้นที่ในเขตที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ถูกเล่าในเลกเชอร์นั้นยอดเยี่ยมมาก รู้สึกได้เลยว่าพวกเขากำลังส่งต่อความหวัง การสนับสนุน และพลังใจให้ผู้คนจริงๆ
สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือวิธีที่กัมบะ โอซาก้าใช้พลังของตัวเองในการช่วยสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น ฉันสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของกีฬา และความใส่ใจต่อสังคมของสโมสรผ่านฟังก์ชันความปลอดภัยต่างๆ เช่น การรับมือแผ่นดินไหว
สิ่งที่ตราตรึงฉันที่สุดคือทัวร์สนาม ยิ่งเดินสำรวจมากเท่าไร เรายิ่งเห็นไอเดียที่เกี่ยวกับ SDGs เต็มไปหมด โดยเฉพาะระบบเก็บน้ําฝนมาใช้ในห้องน้ำ และการติดตั้งที่นั่งสำหรับเด็กในห้องน้ำ ซึ่งทำให้ฉันประทับใจมาก
ฉันรู้สึกว่า universal sports มีศักยภาพมหาศาลในการสร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ผู้คนจากหลายพื้นเพเข้ามาเล่นด้วยกันได้
ฉันสนุกกับการเล่นเกมร่วมกับเพื่อนจากต่างประเทศจริงๆ วันนี้เป็นวันที่สนุกมาก และฉันได้เรียนรู้ทั้งการสื่อสารด้วยคำพูดและโดยไม่ใช้คำพูดไปพร้อมกัน
ฉันดีใจมากที่ได้มาเยือนกัมบะ โอซาก้า และสนาม Panasonic Stadium Suita วันนี้ ดีใจจริงๆ การได้ลองทำทาโกะยากิ และเล่นวอล์กกิ้งฟุตบอลเป็นกลุ่ม ช่วยให้เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งพรมแดนประเทศ
ฉันมีความสุขมากที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของกัมบะ โอซาก้า พลังงานในสนามมันสุดยอด การได้อยู่ท่ามกลางคนที่รักฟุตบอลเหมือนกันคือประสบการณ์ที่ดีที่สุด การเล่น universal sports ช่วยกันเชียร์และหัวเราะไปด้วยกัน ทำให้วันนี้เป็นวันที่ไม่มีวันลืม
คุณฮิโรยูกิ อาเบะ อดีตนักเตะกัมบะ โอซาก้า และอดีตทีมชาติญี่ปุ่นมาร่วมกิจกรรมกับเรา เขามีพลังและความน่าเกรงขามมาก การได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่เคยลงเล่นในนามทีมชาติ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตอย่างแท้จริงสำหรับฉัน
วันนี้เป็นวันที่สร้างแรงบันดาลใจมาก ฉันอยากพัฒนาทักษะด้านกีฬาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้กลับไปช่วยเหลือชุมชนของตัวเองในอนาคต และหวังว่ากัมบะ โอซาก้าจะไปถึงทุกเป้าหมายด้าน SDGs ในสักวันหนึ่ง
ผมตระหนักอีกครั้งว่ากีฬามีพลังในการเชื่อมผู้คนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นได้จริงๆ ไม่ว่าจะต่างประเทศหรือต่างภาษา นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ต้อนรับโครงการ JENESYS แต่ตอนนี้เรามั่นใจแล้วว่าสามารถดูแลโปรแกรมสำหรับผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้ หากมีโอกาสก็อยากทำต่อไป และหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนกับนักเตะเยาวชนของกัมบะ โอซาก้าในอนาคตด้วย
สัมผัสนัดชิง J.League YBC Levain Cup กับโซนกิจกรรมเพื่อสังคม
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เป็นกิจกรรมใหญ่ช่วงท้ายของทริป เมื่อคณะเยาวชนทั้งหมดได้เข้าชมเกมนัดชิง J.League YBC Levain Cup ที่สนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่น
ก่อนเข้าสนาม เด็กๆ ถูกพาไปที่ “Sustainable Station” ด้านนอกสนาม ซึ่งเป็นโซนจัดกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของลีก เจ้าหน้าที่อธิบายทีละจุดว่ากิจกรรมต่างๆ ช่วยโลกและช่วยผู้คนยังไง ตั้งแต่การรับบริจาคหนังสือมือสอง การรับอาหารไปช่วยผู้ขาดแคลน ไปจนถึงการคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ หลายคนบอกเลยว่าอยากกลับไปทำโครงการเก็บเสื้อผ้าหรือหนังสือมือสองในประเทศตัวเอง เพื่อนำไปส่งต่อให้คนที่เดือดร้อน
ถัดไปคือ “Fair Play Booth” ที่อธิบายเรื่องสปิริตแฟร์เพลย์ที่ลีกให้ความสำคัญ ทั้งในสนามและนอกสนามว่าต้องเคารพคู่แข่ง เคารพผู้ตัดสิน และเคารพแฟนบอลทุกฝ่าย
Related article: “Sustainable Actions at the 2025 J.League YBC Levain Cup Final!”
(link: https://www.jleague.jp/climateaction/report_sustainable_action/leaguecup.html/)
จากนั้นก็ถึงเวลาของเกมที่ทุกคนรอคอย สำหรับหลายคน นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ได้ดูเกมระดับอาชีพในสนามจริงๆ บรรยากาศแฟนบอลเต็มความจุ การเชียร์แบบประสานเสียง และแท็กติกในสนามที่เข้มข้น ทำให้พวกเขารู้เลยว่าคำว่า “วัฒนธรรมฟุตบอลญี่ปุ่น” มีพลังขนาดไหน
เสียงจากเยาวชนหลังชมเกมนัดชิง
ฉันได้ประสบการณ์และความรู้จากการเห็นด้วยตาตัวเองว่าฟุตบอลในญี่ปุ่นช่วยสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ทั้งการรับบริจาคหนังสือมือสองและอาหารที่บูธ Sustainable
ฉันประทับใจมากกับบูธ Sustainable ก่อนแข่ง โดยเฉพาะโปรเจ็กต์รีไซเคิลหนังสือและเสื้อผ้า ซึ้งมากที่รู้ว่าหนังสือมือสองถูกซ่อมแซมโดยผู้พิการ นำไปขายออนไลน์ และเปลี่ยนเป็นเงินทุน มันคือวงจรที่สวยงามของความยั่งยืนและการช่วยเหลือชุมชน
สิ่งที่ตราตรึงที่สุดสำหรับฉันคือบูธ Sustainable นอกสนาม ฉันซึ้งกับแนวคิดที่ว่า การกระทำเล็กๆ ก็ช่วยคนอื่นได้ และตระหนักว่าของที่ไม่สำคัญสำหรับเรา อาจเปลี่ยนชีวิตใครอีกคนได้เลย
นี่คือครั้งแรกที่ฉันได้ดูเกมจริงในสนาม ทำให้เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ฉันสัมผัสได้ถึงแพสชันของแฟนบอลและความมุ่งมั่นของนักเตะ และเข้าใจแล้วว่าวัฒนธรรมฟุตบอลญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความหลงใหลแค่ไหน
นัดชิงที่ฉันเคยเห็นมักเต็มไปด้วยความตึงเครียด แต่นัดนี้กลับเต็มไปด้วยสปิริตการสนับสนุนที่สวยงามจากทั้งสองทีม ฉันประทับใจมากที่ทั้งนักเตะและแฟนบอลต่างให้เกียรติกันและกัน
ฉันประทับใจที่เห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้หญิงทำงานอย่างแข็งขัน มันทำให้รู้สึกว่าผู้ชายและผู้หญิงสามารถทำงานร่วมกันในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเท่าเทียม
รายละเอียดโครงการ JENESYS: สะพานมิตรภาพผ่านฟุตบอล
[Japan Friendship Ties Program “JENESYS”]
● วัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์ของโครงการคือให้นักเรียนมัธยมและเยาวชนจากประเทศอาเซียนเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นในญี่ปุ่นผ่านฟุตบอล และยกระดับความตระหนักเรื่อง SDGs รวมถึงส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมกับสังคม เข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นลึกขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศ
● ระยะเวลา
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2025 – วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2025
● ผู้เข้าร่วม
นักเรียนมัธยมปลาย 7 คน และผู้ควบคุม 1 คน จากแต่ละประเทศอาเซียน
รวมทั้งสิ้น 88 คน
● สถานที่ที่เดินทางไป
โตเกียว, โอซาก้า
● กิจกรรมในโปรแกรม (บางส่วน)
● บรรยายโดยผู้บริหารเจลีก ทาคายูกิ สึจิอิ (ผู้รับผิดชอบด้านความยั่งยืนของลีก)
● เยี่ยมชมศูนย์สร้างสรรค์วัฒนธรรมฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น “blue-ing!”
● เยี่ยมชมสโมสรกัมบะ โอซาก้า (ทัวร์สนาม เล่นวอล์กกิ้งฟุตบอล และกิจกรรม stick soccer ฯลฯ)
● เยี่ยมชมสนามกีฬาแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan National Stadium)
■ ภาพรวมของโครงการ “JENESYS”
โดยสรุป “JENESYS” เป็นโครงการแลกเปลี่ยนประชาชนที่รัฐบาลญี่ปุ่น (กระทรวงการต่างประเทศ) จัดทำขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศและภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิก เป้าหมายคือทำให้เยาวชนต่างชาติสนใจและเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้น สนับสนุนให้พวกเขาเล่าเรื่องญี่ปุ่นออกสู่โลก และช่วยเสริมฐานทางการทูตของญี่ปุ่นในระยะยาว
● เว็บไซต์: เว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น
https://www.mofa.go.jp/mofaj/a_o/rp/page24_001716.html
● หน่วยงานผู้ดำเนินโครงการ: ศูนย์ความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น:
Japan International Cooperation Center (JICE)
https://www.jice.org/
ฟุตบอล เยาวชน และพลังระยะยาวของโครงการแบบนี้
โครงการลักษณะนี้ไม่ได้จบลงแค่ “ทริป 1 สัปดาห์ในญี่ปุ่น” แต่กำลังปูฐานคนรุ่นใหม่ให้เห็นภาพว่าฟุตบอลสามารถเป็นมากกว่าความบันเทิงใน 90 นาที เด็กที่เคยเห็นแค่การเชียร์ทีมชาติหรือสโมสรในจอทีวี วันนี้ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า สโมสรอาชีพใช้ตราสโมสรสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เมืองตัวเองได้จริง ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางเพศ การรองรับคนพิการ และการอยู่ร่วมกับชุมชนในยามภัยพิบัติ
ในมุมของแฟนบอลไทย เยาวชนจากบ้านเรา 7 คนที่ได้ไปสัมผัสประสบการณ์ครั้งนี้ มีโอกาสกลับมาถ่ายทอดแนวคิดให้เพื่อนร่วมโรงเรียน สโมสรเยาวชน หรือแม้แต่ชุมชนของตัวเอง หากเด็กกลุ่มนี้เติบโตไปเป็นโค้ช นักฟุตบอล ผู้บริหาร หรือคนทำงานด้านสังคมในอนาคต เมล็ดพันธุ์ที่ปลูกไว้ในทริปนี้อาจแตกยอดกลายเป็นโปรเจ็กต์ดีๆ ในประเทศของเราได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
มุมมองจาก บ้านกีฬา: บทเรียนที่อาเซียนและไทยนำไปต่อยอดได้
จากมุมมองของ บ้านกีฬา โครงการ JENESYS ที่จับมือกับเจลีกครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ฟุตบอลสมัยใหม่ไม่ได้วัดกันแค่แชมป์ในสนาม แต่ยังหมายถึงความสามารถในการดูแลโลก ดูแลชุมชน และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน รุ่นต่อรุ่น ลีกในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงไทยลีก สามารถมองโครงการนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเยาวชน ทำงานกับโรงเรียน สร้างความร่วมมือกับเมือง และเชื่อมแฟนบอลเข้ากับประเด็นสำคัญของสังคมได้มากขึ้น
ถ้าในอนาคตมีความร่วมมือรูปแบบ “เจลีก x ไทยลีก x อาเซียน” เพื่อแลกเปลี่ยนนักเตะเยาวชน โค้ช หรือคนทำงานด้านฟุตบอลแบบจริงจังมากขึ้น นั่นอาจเป็นอีกก้าวที่ทำให้ฟุตบอลเอเชียแข็งแรงทั้งในแง่ฝีเท้า และในแง่ความยั่งยืนไปพร้อมกัน
แฟนบอลชาวไทยที่อยากตามทุกมุมของฟุตบอลญี่ปุ่น ฟุตบอลอาเซียน และเรื่องราวลูกหนังเชิงลึกแบบนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์มันส์ๆ ได้ที่ บอลเจลีกบ้านกีฬา

