ลิเวอร์พูลสะดุ้ง! แบรดลี่ย์เดี้ยงยาว อาร์เน่อจ่อดันโกเมซยืนแบ็กขวารักษาแผงกลาง

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

ลิเวอร์พูลเจอโจทย์โหด หลังแบรดลี่ย์เดี้ยงเกมบุกเสมอปืน

สถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อ คอเนอร์ แบรดลี่ย์ ฟูลแบ็กฟอร์มร้อนเจออาการบาดเจ็บในเกมบุกเสมอ อาร์เซน่อล แบบไร้สกอร์ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำให้ อาร์เน่อ สล็อต ต้องปวดหัวกับการหาทางแก้เกมทางฝั่งขวา โดยไม่ให้คุณภาพเกมในแดนกลางดรอปลงตามไปด้วย

นี่คือช่วงเวลาที่ทัพ “หงส์แดง” แทบต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ทุกสัปดาห์ เพราะฟอร์มและสถานการณ์ไม่ได้ไหลลื่นเหมือนช่วงพีกอีกต่อไป ทุกการเลือกตัว ทุกการปรับแท็กติก ถ้าผิดจังหวะเพียงนิดเดียว อาจส่งผลเป็นโดมิโน่ไปทั้งระบบของทีมทันที

ยิ่งเมื่อมองไปที่ แบรดลี่ย์ ซึ่งกำลังเล่นด้วยความมั่นใจและมาตรฐานสูง การเสียเขาไปเพราะอาการเจ็บที่ดูไม่เบานั้น กลายเป็น “งานด่วน” ที่กุนซือชาวดัตช์ต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุด

สามออปชั่นฉุกเฉินของอาร์เน่อ ทางขวาต้องเลือกให้ขาด

ตอนนี้ อาร์เน่อ มีทางเลือกหลักๆ อยู่ 3 ทางในการจัดการตำแหน่งแบ็กขวาแทน แบรดลี่ย์

  1. ดัน โดมินิค โซโบซไล ลงไปยืนฟูลแบ็กอีกครั้ง
  2. ยุติโปรเจ็กต์ดัน เจเรมี ฟริมปง ไปเล่นเป็นปีก แล้วถอยเขากลับไปแบ็กขวา
  3. ใช้งาน โจ โกเมซ กลับมายืนแบ็กขวาแบบฟูลไทม์

ไม่ว่าฐานแฟนบอลจะชอบตัวเลือกไหน แต่สำหรับโค้ช นี่คือการตัดสินใจที่ “ต้องเลือก” และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องทุ่มให้เต็มที่ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทุกสัปดาห์เหมือนที่ผ่านมา

เดอะ เร้ดส์ กับปัญหาความลังเล และผลกระทบถึงแดนกลาง

ตลอดหลายเดือนหลัง รูปแบบของ เดอะ เร้ดส์ เต็มไปด้วยความลังเล การคิดซ้ำคิดซ้อน และความไม่สม่ำเสมอของแท็กติก แม้เกมล่าสุดจะบุกเสมออาร์เซน่อลด้วยผลการแข่งขันที่ดูโอเค แต่ผลงานโดยรวมช่วงหลังยังเป็นสิ่งที่สาวก เดอะ ค็อป รับได้ไม่เต็มปาก

แผงมิดฟิลด์คือโซนที่รับแรงสั่นสะเทือนมากที่สุด จากทั้งการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น และการขยับตำแหน่งไปมา หลายเกมที่ผ่านมา อาร์เน่อ เลือกยึดติดกับแท็กติกของตัวเองแบบเป๊ะๆ จนเคยมีเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นเกือบครบ 90 นาทีบวกทดเวลา โดยไม่มีการเปลี่ยนตัวแม้แต่คนเดียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของซีซันนี้ และสวนทางกับภาพจำเดิมๆ ที่เขามักเปลี่ยนตัวแล้วทำให้ทีมเสียรูปเกมหรือเสียประตู

ในเกมกับอาร์เซน่อล การใช้คู่มิดฟิลด์อย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กับ ไรอัน กราเฟนแบร์ก เปิดทางให้สามตัวรุกพลังจัดอย่าง ฟริมปง, โซโบซไล และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ขยับขึ้นไปเล่นด้านหน้า โดยเฉพาะ เวียร์ตซ์ ที่ถูกมอบหมายให้สลับบทบาทฟอลส์ไนน์กับ โกดี้ คักโป อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นระบบที่ช่วยให้แดนกลางเชื่อมโยงกับแนวรุกได้ลื่นขึ้น

ทำไมการดันโซโบหรือล๊อคฟริมปงไปแบ็กขวา คือการ “เสียของ”

อาการบาดเจ็บของ แบรดลี่ย์ บังคับให้ อาร์เน่อ ต้องคิดให้ละเอียดว่าใครจะถูกดันไปยืนฝั่งขวาในเกมต่อๆ ไป แต่สิ่งสำคัญคือเขาต้องไม่ทำลายความลงตัวของมิดฟิลด์ที่เพิ่งเริ่มเข้ารูปเข้ารอย

การถอย โซโบซไล ไปเล่นแบ็กขวาอาจช่วยเรื่องการออกบอลจากแนวลึก แต่แลกมาด้วยการสูญเสียอาวุธสำคัญในแดนกลาง เพราะโซโบคือคนที่เชื่อมเกมรุก ตัดบอลแรก และหาช่องยิงไกลได้อย่างอันตราย การจับเขาไปยืนริมเส้นตัวต่ำเท่ากับลดคุณค่าที่แท้จริงของเขา

ขณะเดียวกัน ฟริมปง เองก็มีจุดเด่นด้านการพุ่งเสียบพื้นที่ว่างในแนวรุก การเลี้ยงจี้ตัวต่อตัว และการเติมเข้าไปในกรอบเขตโทษ ถ้าจับไปเล่นฟูลแบ็กยาวๆ ทีมอาจได้เกมรุกจากด้านข้าง แต่จะเสียความหลากหลายในการเล่นในพื้นที่สุดท้ายไปไม่น้อย

ทำไม โจ โกเมซ คือคำตอบที่หนักแน่นที่สุดตอนนี้

ในภาพที่ต้องหาระบบที่ “นิ่ง” มากกว่าการทดลองไปเรื่อยๆ การเลือกใช้ โจ โกเมซ ยืนแบ็กขวาเหมือนเดิมจึงเป็นทางเลือกที่ดูสมเหตุสมผลที่สุด

โกเมซ มีทั้งประสบการณ์ การยืนตำแหน่งเกมรับที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการเติมเกมริมเส้นแบบไม่เสียสมดุล เขาอาจไม่ได้หวือหวาเหมือนฟูลแบ็กสายเกมรุกเต็มตัว แต่เป็น “กองหลังอาชีพ” ที่ทำให้แผงแบ็กโฟร์ของทีมดูแน่นขึ้น

หากอาร์เน่อยึดแผงมิดฟิลด์ปัจจุบันไว้ไม่สลับ โซโบซไล ไปยืนแบ็กขวา และปล่อยให้ ฟริมปง เล่นเป็นปีกขวาต่อเนื่องในบทบาทที่เขากำลังมั่นใจ แดนกลางก็จะยังคงทรงพลังเหมือนเกมบุกเจ๊าอาร์เซน่อล และเมื่อ เอกิติเก้ ฟิตเต็มร้อยพร้อมกลับมาช่วยทีม แท็กติกชุดนี้จะทำให้ “หงส์แดง” ยกระดับเกมรุกได้อีกขั้นแบบต่อเนื่อง

ปัญหาการสลับตำแหน่งบ่อย ทำทีมเสียทั้งจังหวะและความมั่นใจ

ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เคยลองใช้สูตรให้ ฟริมปง ไปยืนฟูลแบ็กหนึ่งสัปดาห์ เกมถัดมาถอย โซโบซไล ลงไป พร้อมให้ เคอร์ติส โจนส์ มาช่วยปิดรูรั่วแดนกลาง แล้วตามด้วยการให้ โกเมซ ลงมายืนฝั่งขวาในอีกนัด

การหมุนสลับหลายชื่อในตำแหน่งเดียวกันแทบทุกแมตช์ ทำให้ทั้งแดนกลางและแนวรับเสียจังหวะ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกใช้บทบาทไหนในเกมถัดไป ความสัมพันธ์ในสนามจึงไม่เนียนเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ศักยภาพของผู้เล่นชุดนี้มีดีพอจะไปได้ไกลกว่านี้มาก

จากเกมกับอาร์เซน่อล อาร์เน่อ เห็นแล้วว่ากลุ่มแข้งชุดล่าสุดของทีม ทั้งแดนกลางและแนวรุก สามารถยืนระยะ เล่นได้มีพลัง และมีพื้นที่ให้พัฒนาต่อในระยะยาว การปรับเปลี่ยนโดยไม่จำเป็นจึงแทบไม่มีเหตุผลใดรองรับ นอกจากทำให้ทีมกลับเข้าสู่วังวนความไม่แน่นอนอีกครั้ง

ฟุตบอลยุคใหม่: ฟูลแบ็กสำคัญก็จริง แต่ห้ามแลกด้วยการทำลายแกนกลางทีม

ในฟุตบอลยุคใหม่ แบ็กขวาและแบ็กซ้ายคือจุดเริ่มต้นของเกมรุก ตั้งแต่การออกบอล การโอเวอร์แลป การเติมซ้อนเข้าในแดนกลาง ไปจนถึงการครอสบอลลุ้นประตู แต่หัวใจของความสม่ำเสมอในทีมใหญ่ระดับลุ้นแชมป์ ยังคงอยู่ที่ “แกนกลาง” ที่นิ่งและเดิมๆ มากกว่าการเปลี่ยนตำแหน่งไปมา

ถ้า ลิเวอร์พูล ต้องเจอช่วงโปรแกรมถี่ยิบ ทั้งลีกและฟุตบอลถ้วย การมีกองหลังอาชีพยืนคุมฝั่งขวาอย่าง โกเมซ แล้วปล่อยให้มิดฟิลด์และตัวรุกอย่าง โซโบซไล, ฟริมปง, เวียร์ตซ์ หรือ เอกิติเก้ ได้เล่นในพื้นที่ที่ตัวเองถนัดต่อเนื่อง คือสูตรที่ช่วยให้ทีมสร้างฟอร์มที่ “คงเส้นคงวา” และดึงศักยภาพสูงสุดของแข้งตัวเก่งออกมาได้จริง

แฟนบอลที่อยากเกาะติดทุกมุมมองเกมรุก-เกมรับของหงส์แดง และประเด็นร้อนในโลกฟุตบอลต่อเนื่อง อย่าลืมติดตามบทวิเคราะห์มันส์ๆ สไตล์ไทยแท้ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา เราพร้อมพาไปเจาะทุกแท็กติก ทุกดราม่า และทุกจังหวะตัดสินของเกมลูกหนัง

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา