ภาพรวมเกมเดือดที่ซาน ซิโร่
ศึก เซเรีย อา ค่ำคืนที่ซาน ซิโร่ กลายเป็นเกมสุดดราม่าที่ทำเอาแฟนบอลทั้งสนามช็อกไปตามกัน เมื่อ เจนัว ทีมอันดับล่างที่กำลังลุ้นหนีตกชั้น บุกมาเล่นได้อย่างเหนียวแน่นมีวินัย จนทำเอา เอซี มิลาน แทบไปไม่เป็นอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ทุกอย่างจะมาระเบิดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทั้งสองฝั่ง
เจนัวออกนำก่อนจากจังหวะคมกริบของ ลอเรนโซ่ โคลอมโบ ในครึ่งแรก สร้างความกดดันให้มิลานต้องเดินหน้าบุกเต็มกำลัง ขณะที่ทีมเยือนแพ็คเกมรับอย่างรัดกุมรอจังหวะสวนกลับ ทว่ากว่ามิลานจะตามตีเสมอได้ก็ต้องรอถึงนาที 90+2 จากลูกเตะมุมที่ ราฟาเอล เลเอา โหม่งตีเสมอสำเร็จ ทำให้บรรยากาศในสนามเปลี่ยนทันที
จุดเปลี่ยน: จุดโทษวินาทีสุดท้ายของสแตนซิอู
ดราม่าของเกมไต่ระดับขึ้นไปอีกขั้น เมื่อท้ายเกม เจนัวมาได้จุดโทษแทบจะเป็นจังหวะสุดท้ายของการแข่งขัน เปิดโอกาสให้ทีมเยือนมีลุ้นเก็บสามแต้มใหญ่กลับบ้าน แต่ นิโคลา สแตนซิอู กลับกดบอลเหินข้ามคานอย่างเหลือเชื่อ ทำให้สกอร์จบที่ 1-1 และกลายเป็นภาพจำของค่ำคืนที่ทั้งเจ็บปวดและน่าเสียดายสำหรับฝ่ายทีมเยือน
จากเกมที่ก่อนแข่ง ถ้าใครบอกว่าเจนัวจะบุกมาแชร์แต้มที่ซาน ซิโร่ ทุกคนคงเซ็นชื่อรับทันที แต่พอปล่อยให้โอกาสปิดจ็อบสามแต้มหลุดมือไปในวินาทีสุดท้าย ความรู้สึก “เหมือนไม่ได้อะไรกลับบ้าน” จึงถาโถมใส่ทั้งนักเตะและกุนซืออย่างเลี่ยงไม่ได้
เด รอสซีออกตัวรับผิด แทนลูกทีมแบบเต็ม ๆ
หลังจบเกม ดานิเอเล เด รอสซี กุนซือเจนัว เลือกยืนข้างลูกทีมแบบไม่ลังเล ด้วยการประกาศชัดว่าตัวเองคือคนรับผิดชอบต่อการเลือกคนยิงจุดโทษครั้งนี้
เขาย้ำว่า สแตนซิอูไม่สมควรถูกซ้ำเติม เพราะจากฟอร์มการซ้อมและทัศนคติในทีม แข้งรายนี้ทำทุกอย่างได้อย่างมืออาชีพ และในสายตาเขา “สมควรได้ฉลอง” เหมือนเพื่อนร่วมทีมทุกคน จากผลงานที่เจนัวสู้กับทีมใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 90 นาที
คำพูดเด รอสซีหลังเกม
De Rossi กล่าวถึงความรู้สึกของตัวเองและลูกทีมว่า
“ผมเสียใจกับเขาด้วย เขาสมควรได้ฉลอง เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ หลังจากเกมที่พวกเราช่วยกันเล่นมา”
เขามองผลการแข่งขันว่าไม่ได้มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบจนเกินไป
“มันเป็นผลเสมอที่ยุติธรรม” เด รอสซี กล่าวหลังเกมกับ DAZN
“พวกเขา (มิลาน) ไม่สมควรแพ้ในครึ่งหลัง แต่เราก็สมควรชนะเหมือนกัน เราเล่นครึ่งแรกได้ยอดเยี่ยมกับทีมที่แข็งแกร่งมาก แต่แน่นอนว่ามันขมขื่นเวลาเกมจบลงแบบนี้”
ในส่วนของการเลือกคนยิงจุดโทษ เด รอสซีอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
“ก่อนเกมเรามีมือสังหารจุดโทษสองคนคือ มาลินอฟสกี้ และ มาร์ติน แต่ผมเปลี่ยนเขาทั้งสองออกไปแล้ว” เด รอสซีอธิบาย “มันเป็นการตัดสินใจของผมเอง (ที่ให้สแตนซิอูยิง) เพราะผมเห็นเขายิงในซ้อมแล้ว และเขามีลูกยิงที่ยอดเยี่ยมมาก”
“เมื่อดูจากผู้เล่นคนอื่นที่อยู่ในสนามตอนนั้น ผมคิดว่ามันเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลแล้ว ผมเสียใจกับเขาจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยลดทอนความเป็นมืออาชีพลงเลย แม้ตอนที่ไม่ได้ลงเล่น เขาสมควรได้ฉลอง เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ จากเกมที่เราช่วยกันเล่นวันนี้”
ระหว่างบทความยังมีการชี้ให้แฟนบอลย้อนดูเกมแบบละเอียดว่า
“คุณสามารถย้อนไปดูว่าเหตุการณ์ในเกมเกิดขึ้นอย่างไรทีละจังหวะได้ในไลฟ์บล็อกของ Football Italia”)
และในหัวข้อสกู๊ปเด รอสซี ยังมีข้อความว่า
“เด รอสซีพูดถึงเกมมิลาน 1-1 เจนัว และช็อตพลาดจุดโทษของสแตนซิอู: ‘เขาสมควรได้ฉลอง’”
เบื้องหลังการเลือกมือสังหารจุดโทษ
เด รอสซีเปิดเผยว่า แผนดั้งเดิมของทีมคือให้ มาลินอฟสกี้ หรือ มาร์ติน เป็นคนรับหน้าที่ยิงจุดโทษ แต่ทั้งคู่ถูกเปลี่ยนตัวออกก่อนจังหวะดราม่าช่วงท้ายเกม ทำให้ต้องตัดสินใจใหม่ในสนามทันที ซึ่งเขาเลือกสแตนซิอูจากสิ่งที่เห็นทุกวันในการซ้อม ทั้งความมั่นใจในการยิงและคุณภาพลูกยิงที่หนักหน่วงแม่นยำ
ในมุมของโค้ช การให้โอกาสผู้เล่นที่ทำงานหนักและรักษามาตรฐานความเป็นมืออาชีพเสมอ เป็นเรื่องที่มีน้ำหนักมากกว่าการมองแค่ชื่อหรือสถานะในทีม และเด รอสซีก็ไม่หนีความรับผิดชอบในจังหวะนี้แม้แต่นิดเดียว
มุมคิดสำหรับแฟนบอล: ความกดดันของจุดโทษนาทีสุดท้าย
สำหรับแฟนบอลที่ดูเกมแบบไม่ต้องแบกรับความกดดันในสนาม อาจมองว่าจุดโทษคือ “โอกาสทองที่ต้องยิงให้เข้า” แต่ในความเป็นจริง จังหวะยิงจุดโทษช่วงทดเวลา โดยเฉพาะเมื่อผลการแข่งขันแขวนอยู่บนเส้น แรงกดดันมหาศาลสามารถเปลี่ยนคนที่เยือกเย็นที่สุดให้ขาอ่อนในชั่วพริบตาได้เหมือนกัน
ในเวทีใหญ่แบบเซเรีย อา เรามักเห็นทั้งฮีโร่และตัวละครดราม่าผลัดกันขึ้นหน้าประวัติศาสตร์อยู่เสมอ บางวันคุณกลายเป็นคนยิงปิดเกมสุดหรู บางวันคุณอาจเป็นคนพลาดที่ทั้งโลกจดจำ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของลูกยิงเดียว แต่คือการลุกขึ้นกลับมาให้ได้ในเกมถัดไป ซึ่งทั้งสแตนซิอูและเจนัวจะต้องพิสูจน์ให้เห็นในนัดต่อ ๆ ไป
บ้านกีฬา มองเกมนี้อย่างไร
จากสายตา บ้านกีฬา เกมนี้คือภาพสะท้อนของทีมเล็กที่ไม่กลัวการเผชิญหน้ากับทีมใหญ่ เจนัวแสดงให้เห็นว่าด้วยแท็กติกที่ชัดเจน วินัยเกมรับที่แน่น และจังหวะโต้กลับที่มีพิษ มีศักยภาพมากพอจะสร้างปัญหาให้ทุกทีมในลีก แม้จะพลาดโอกาสปิดเกมสามแต้ม แต่นี่ก็ยังเป็นแต้มสำคัญในถิ่นใหญ่ที่อาจมีผลต่อการหนีตกชั้นในระยะยาว
ส่วนมิลาน แม้จะไม่สามารถเก็บชัยชนะในบ้านได้ แต่การฮึดตีเสมอช่วงทดเวลา ก็สะท้อนให้เห็นสปิริตของทีมใหญ่ว่าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เกมแบบนี้คือสัญญาณเตือนว่าพวกเขายังมีรายละเอียดให้ต้องปรับปรุง แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าทีมยังมีหัวใจนักสู้เต็มเปี่ยม
แฟนบอลที่อยากติดตามทั้งดราม่าจุดโทษ เกมเดือดในเวทีเซเรีย อา และอัปเดตข่าวบอลสดใหม่รอบโลก อย่าลืมตามอ่านมุมมองจัดเต็มสไตล์แฟนบอลตัวจริงได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา ทุกวัน

