นิว กัลยพัชร หมอผิวหนังที่เลือกสู้การเมือง มากกว่าสยบยอมอำนาจเก่า

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

ใครคือ “นิว กัลยพัชร” หมอผิวหนังที่หันมาเป็น ส.ส. แล้วเดินออกจากพรรคตัวเอง

ถ้าเปิดลิสต์นักการเมืองรุ่นใหม่ที่โปรไฟล์โหดระดับ “ไม่ธรรมดา” ชื่อหนึ่งที่โผล่มาบ่อยมากคือ “หมอนิว กัลยพัชร รจิตโรจน์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อสายสาธารณสุข จากพรรคสีส้มเดิมจนย้ายบ้านมาอยู่พรรคประชาชน ก่อนจะระเบิดดราม่าครั้งใหญ่ด้วยการประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค พร้อมข้อความยาวเหยียดบน X ที่กลายเป็นไวรัลทางการเมืองทันที

เธอไม่ใช่แค่ “หมอผิวหนัง” ตามใบประกอบวิชาชีพ แต่คือคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในโครงสร้างการเมืองแบบใหม่ เชื่อในพลังมวลชน และกล้าพูดตรงๆ ว่า “ถ้าเราต้องแลกอุดมการณ์กับอำนาจจอมปลอม มันไม่คุ้ม” ซึ่งประโยคทำนองนี้นี่แหละ ที่สะเทือนทั้งวงการการเมือง และฐานแฟนพรรคที่เคยเดินเคียงกันมา

ในมุมของ บ้านกีฬา นี่ไม่ใช่แค่ข่าวดราม่าการเมืองธรรมดา แต่คือ “เคสศึกษา” ว่าการเมืองไทยในยุค 2569 กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างคำว่า “ชนะเลือกตั้ง” กับคำว่า “ไม่เสียตัวตน”

เส้นทางชีวิต หมอ – นักเรียนเตรียม – แพทย์จุฬาฯ – ปริญญาโทอังกฤษ

ก่อนจะเป็น “อดีต ส.ส.ส้ม” หมอนิวคือเด็กสายวิชาการเต็มตัว

  • มัธยมศึกษา: โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หนึ่งในโรงเรียนระดับท็อปของประเทศ
  • ปริญญาตรี: แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบพร้อม เกียรตินิยมอันดับ 2
  • ปริญญาโท: Master of Science in Dermatology จาก Cardiff University เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ สหราชอาณาจักร จบด้วยผลระดับ Merit ซึ่งเทียบได้กับเกียรตินิยมระดับสองของระบบอังกฤษ

เธอเลือกทางเดินสายแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง แต่ไม่เอาเส้น ไม่เอาระบบอุปถัมภ์ ทั้งที่ตัวเอง “มีเส้นให้ใช้” ตามที่เล่าเองว่าโทรศัพท์สายเดียวก็สามารถเปิดทางสู่การเรียนต่อเฉพาะทางในไทยได้ แต่กลับเลือกบินไปเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ เพื่อไม่เริ่มต้นอาชีพบนหนี้บุญคุณใคร

หลังจบการศึกษา หมอนิวกลับมาเปิดคลินิกของตัวเอง ทำงานในสายแพทย์ผิวหนังอย่างเต็มตัว ก่อนจะตัดสินใจ “เบนทิศ” เข้าสู่ถนนการเมือง เพราะทนเห็นโครงสร้างประเทศที่กดทับคนธรรมดาไม่ไหวอีกต่อไป

จากแรงบันดาลใจ “อนาคตใหม่” สู่เก้าอี้ ส.ส. รุ่นใหม่สายสาธารณสุข

หมอนิวเคยเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมามองการเมืองจริงจัง คือการปรากฏตัวของพรรคอนาคตใหม่ ที่มาพร้อมผู้นำรุ่นใหม่อย่างธนาธร และทีมที่ไม่สยบยอมต่อระบบเดิม เธอจากที่เคยเป็น “คนไม่อินการเมือง” กลายเป็นคนที่รู้สึกว่า ถ้าอยากเห็นประเทศดีขึ้นจริง ต้องลงมือทำเอง

การเลือกตั้งปี 2566 หมอนิวลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในนามพรรคก้าวไกล อยู่ในลำดับปาร์ตี้ลิสต์ช่วงกลางๆ ของสายสาธารณสุข และสามารถเข้าสภาได้จากกระแสแรงจัดของพรรคสีส้ม ที่มาพร้อมสโลแกน “มีเรา ไม่มีลุง” และความหวังของคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ

เธอไม่ใช่ดาวสภาที่ออกมาดังทุกวัน แต่มีผลงานชัดในหลายประเด็น เช่น

  • ร่วมทำงานในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับ บุหรี่ไฟฟ้า และการควบคุมยาสูบสมัยใหม่
  • อภิปรายเรื่องโรงงานผลิตยาของกองทัพ ว่าบทบาทของทหารควรแค่ไหนในระบบสาธารณสุข
  • พูดประเด็นด้านสาธารณสุขเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องระบบยา การเข้าถึงการรักษา และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ถึงจะมีดราม่าจากบางฝ่ายที่มองว่าข้อมูลในการอภิปรายบางเรื่อง “ยังไม่เป๊ะ” แต่ในภาพรวม เธอถูกมองว่าเป็น ส.ส.รุ่นใหม่ที่ตั้งใจทำงานจริง และกล้าชนกับระบบเดิมๆ ของรัฐสวัสดิการไทย

ย้ายบ้านสู่ “พรรคประชาชน” ก่อนชนกำแพงอุดมการณ์

หลังพรรคก้าวไกลโดนยุบ การเมืองสีส้มต้อง “เปลี่ยนเสื้อ” ไปพรรคใหม่คือ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งดึงแกนนำหลักและทีมงานเดิมส่วนใหญ่ไปต่อในสนามเลือกตั้ง 2569 หมอนิวก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินตามไป เพราะยังเชื่อในเส้นทางการเมืองใหม่ และดีเอ็นเอเดิมของทีมส้ม

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงตอนพรรคประชาชนประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน สำหรับเลือกตั้ง 2569 แล้วไม่มีชื่อของเธออยู่ในลิสต์ ทั้งที่เคยเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อในชุดก่อนหน้า

จากนั้นไม่นาน หมอนิวเริ่มส่งสัญญาณผ่านโซเชียล มีการลบรูปคู่บางคน เลิกติดตามแกนนำบางรายในโลกออนไลน์ ก่อนจะมาถึงจุดเดือดสุด ด้วยการโพสต์ข้อความยาวใน X ประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมการเล่าความรู้สึกที่สะสมมานานหลายเดือน

เธอเขียนชัดว่า คิดเรื่องนี้มาต่อเนื่องราวครึ่งปี ตั้งแต่ช่วงยกมือให้นายกฯ ฝั่งสีอื่น เพื่อเดินเกมการเมืองในสภา จนถึงช่วงเห็นรายชื่อว่าที่รัฐมนตรี “The Professionals” ของพรรค ที่มีการดึงคนนอก – เทคโนแครต – อีลิต เข้ามาเป็นหน้าเป็นตาในการสู้ศึกตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

แก่นของดราม่า: อุดมการณ์ vs เทคโนแครต – ใครสำคัญกว่ากัน?

ข้อความของหมอนิวไม่ได้แค่บ่นเรื่อง “ไม่ผ่านคัดตัว” แต่โจมตีโครงสร้างการตัดสินใจของพรรคอย่างตรงๆ ว่า

  • พรรคกำลัง “กลายเป็นพวกเขา” คือค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เกมอำนาจแบบเดิม
  • ใช้เหตุผลเรื่องกลัวคดี ม.112 กลัว ส.ส.ถูกตัดสิทธิ์ กลัวแรงเสียดทานจากอำนาจเก่า มาเป็นข้ออ้างในการดึงคนนอก – ผู้เชี่ยวชาญ – อีลิต มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
  • ทั้งที่ในมุมของเธอ แกนนำและ ส.ส.จากการเลือกตั้งโดยประชาชนเอง เช่น โรม วาโย ลูกเกด แก้วตา วิโรจน์ ฯลฯ มีศักยภาพมากพอจะเป็นรัฐมนตรีเต็มตัวอยู่แล้ว

ประโยคที่สะท้อนหัวใจของดราม่านี้คือ ไอเดียประมาณว่า “คุณจะขน ศ.ดร. หรือเทคโนแครตเก่งๆ มากี่ร้อยคน ก็ไม่มีค่าเท่าอุดมการณ์ของคนหนึ่งที่ต้องเดินออกจากพรรคไป” ซึ่งตีแผ่ความรู้สึกว่า พรรคกำลังให้ค่ากับความ “เนี๊ยบ – เนี้ยบ – ถูกใจชนชั้นกลางหัวเมือง” มากกว่าแก่นแท้ของตัวเองในวันที่ถูกประชาชนเลือกให้เป็นความหวังใหม่ของการเมืองไทย

จากมุมมองทางการเมือง นี่คือ conflict คลาสสิกระหว่าง

  • ฝั่งที่เชื่อว่า ถ้าอยาก “บริหารประเทศได้จริง” ต้องมีมืออาชีพเก่งๆ มาช่วย
  • ฝั่งที่เชื่อว่า ถ้าต้องแลก “จุดยืน – ดีเอ็นเอ – คนหน้างานที่ยืนกับมวลชนมาตลอด” เพื่อได้อำนาจในระบบเดิม การชนะก็ไม่ต่างจากแพ้

หมอนิวเลือกยืนข้างหลังแบบที่สองอย่างชัดเจน

การเมืองไทยวันนี้: เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มถามว่า “เรายังฝันเหมือนเดิมอยู่ไหม?”

ในโพสต์ลาออก หมอนิวไม่ได้ถามแค่พรรค แต่ถามทั้งระบบการเมืองไทยว่า

  • การเมืองที่คนธรรมดาเปลี่ยนแปลงได้ “มีอยู่จริงไหม?”
  • เราต้องถอยไปไกลแค่ไหน เพื่อเอาใจ swing vote หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม
  • การ “ประนีประนอม” เพื่อไม่ให้เพื่อนโดนคดี ไม่ให้ ส.ส.โดนตัดสิทธิ์ จนต้อง “กราบ” กติกาอำนาจเก่า ตอบโจทย์ฝันเดิมจริงหรือเปล่า

เธอย้ำว่า “ประชาชนไม่ใช่ของตาย” และการคิดว่า ยังไงสุดท้ายคนก็ต้องเลือกเราเพราะไม่มีตัวเลือกอื่น นั่นคือการดูถูกประชาชนอย่างรุนแรงในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริง

สำหรับสายวิเคราะห์การเมือง ประเด็นนี้น่าจับตามองอย่างมาก เพราะสะท้อนความปริแตกภายในกลุ่มคนที่เคยเชื่อในอุดมการณ์เดียวกัน และทำให้คำถามเรื่อง “พรรคของประชาชน vs พรรคของเทคโนแครต” เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูกาลเลือกตั้ง 2569

โปรไฟล์ “หมอนิว” ในมุมอาชีพ – จากหมอผิวหนังสู่ส.ส.ที่มีจุดยืนชัด

ถ้ามองแบบแฟนกีฬา หมอนิวคือผู้เล่นที่สถิติส่วนตัวไม่ขี้เหร่เลย

  • อายุราว 30 กลางๆ ถือว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ในสภา
  • การศึกษาแน่นทั้งในและต่างประเทศ สายหมอผิวหนังที่เข้าใจระบบสาธารณสุข และสุขภาพเชิงโครงสร้าง
  • เคยเป็นกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและนโยบายสุขภาพ
  • เคยอภิปรายเรื่องการผลิตยาในมือกองทัพ และการรับมือโรคอุบัติใหม่อย่าง Mpox ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงทางสุขภาพในอนาคต

แม้จะมีคำวิจารณ์เรื่องรายละเอียดข้อมูลในการอภิปรายบางครั้ง แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย เธอถูกมองว่า “อาจยังไม่เป๊ะทุกลูก แต่กล้าลุกขึ้นยิง” ซึ่งในสนามการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเงียบของคนมีข้อมูลแต่ไม่กล้าพูด คนแบบนี้ก็ยังจำเป็นในระบบ

หมอนิวหลังลาออก: สัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอม “ชินชา”

แม้ยังไม่ชัดว่าหลังจากลาออกจากพรรคประชาชน หมอนิวจะไปต่อทางการเมืองกับพรรคไหน หรือจะถอยไปโฟกัสงานสายแพทย์เต็มตัว แต่สิ่งที่ชัดคือ เธอกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมชินชากับการเปลี่ยนแปลงของพรรคที่ตัวเองเคยรัก

เคสของหมอนิวเตือนให้เห็นว่า

  • พรรคการเมืองที่เกิดจากความหวังของมวลชน ต้องระวังอย่างมากเมื่อเริ่มขยับเข้าใกล้อำนาจรัฐ
  • การดึงเทคโนแครตและคนเก่งจากข้างนอกเข้ามา ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าแลกมาด้วยการผลักคนหน้างานที่มีดีเอ็นเอพรรคออกไป มันจะส่งสัญญาณผิดไปถึงฐานเสียงอย่างแรง
  • คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในสภา ไม่ได้ยอม “อยู่เงียบๆ” เพียงเพราะกลัวไม่ถูกส่งลงเลือกตั้งรอบหน้าอีกแล้ว

ในยุคที่คนไทยเสพข่าวผ่านโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของหมอนิว กัลยพัชร จะถูกแชร์ ถูกถกเถียง และกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ ว่าครั้งหนึ่ง มีหมอผิวหนังที่เลือกจะ “ไม่สยบยอม” แม้ต้องเดินออกจากบ้านการเมืองที่ตัวเองเคยช่วยสร้าง

บทเรียนสำคัญจากเคส “นิว กัลยพัชร” ต่อการเมืองไทย

ถ้ามองให้ลึก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าในพรรคเดียว แต่คือสัญญาณเตือนต่อทุกพรรคใหญ่ในอนาคตว่า

  1. อุดมการณ์ไม่ใช่ของโชว์ในช่วงหาเสียง
    ถ้าปรับจนคนในบ้านเองไม่รู้ว่าพรรคเชื่ออะไรอยู่จริงๆ วันหนึ่งมวลชนจะถามหาความจริงใจ
  2. คนทำงานตัวเล็กๆ ในพรรค มีค่ามากกว่าตำแหน่งบนเวทีแถลงข่าว
    การผลักคนเหล่านี้ออกไปทีละคน เท่ากับผลักฐานเสียงที่เชื่อมโยงกับพวกเขาออกไปด้วย
  3. การเมืองแบบใหม่ต้องไม่หลงเชื่อว่า “ประชาชนไม่มีทางเลือก”
    ในวันที่ข้อมูลไหลเร็ว คนไม่จำเป็นต้องทนเลือกใครเพราะไม่มีตัวเลือกอีกต่อไป

สำหรับหมอนิว เธออาจจะกลายเป็น “อดีต ส.ส.” แต่ในเชิงสัญลักษณ์ เธอคือหนึ่งในเสียงของคนรุ่นใหม่ที่กล้าบอกพรรคการเมืองว่า “อย่าลืมมองตัวเองในกระจก ว่าคุณยังเป็นคนเดิมที่ประชาชนเคยเลือกหรือไม่”

และสำหรับแฟนการเมืองสายจับตาเกมยาว เคสนี้จะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสมรภูมิเลือกตั้งปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา