ภาพรวมการเปิดตัว Reno 15 Series ในอินเดีย: OPPO เดินหมาก “กลางบน” แบบไม่เล่นๆ
รอบนี้ OPPO ขยับไลน์อัป Reno 15 ในอินเดียให้ครบช่วงราคา ทั้งฝั่งที่เน้นกล้องและความพรีเมียม ไปจนถึงรุ่นอึดถึกแบตโหด และยังมีแท็บเล็ตสายโปรดักทีฟิตี้มาชนตรงๆ กับตลาดเรียน-ทำงานที่เดือดขึ้นทุกปี โดยในสัปดาห์เดียวกันมีการเปิดตัว OPPO Reno 15c 5G พร้อมกับ Reno 15 รุ่นหลัก และ OPPO Pad 5 ที่วางตำแหน่งชัดเจนว่า “จอใหญ่ ลื่น ทำงานได้จริง”

OPPO Reno 15 Pro 5G / Pro Mini: “เครื่องเล็กแต่สเปกไม่เล็ก” เน้นจับถนัด-กล้องจัดเต็ม-ชาร์จไว
ในตระกูลนี้ รุ่นที่ถูกพูดถึงหนักคือ Reno 15 Pro และรุ่นไซซ์กะทัดรัดอย่าง Pro Mini (บางตลาดเรียกเป็น Reno 15 Pro) ที่ชูจุดขาย “จับมือเดียวถนัด แต่จัดสเปกมาแบบไม่ไว้หน้าใคร”
ไฮไลต์ที่เด่นมากในสาย Pro/Pro Mini
- จอ AMOLED ขนาดประมาณ 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz ขอบจอบาง เน้นความลื่นเวลาเลื่อนฟีด-เล่นเกม และความคมเวลาตัดต่อคอนเทนต์
- ชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8450 จับคู่ RAM 12GB และมีความจุ 256/512GB (โฟกัสงานหนักและพื้นที่สื่อ)
- แบต 6,200mAh + ชาร์จไว 80W จุดนี้คือ “เครื่องเล็กแต่ใจใหญ่” เพราะมือถือไซซ์กะทัดรัดหลายรุ่นมักยอมลดแบต แต่ OPPO เลือกสวนกระแส
- กล้องหลังจัดเต็มระดับสายคอนเทนต์: กล้องหลัก 200MP (เซ็นเซอร์ Samsung HP5) + เทเลโฟโต้แบบเพอริสโคป 50MP ระยะ 3x และอัลตร้าไวด์ 50MP ทำให้คอมแพ็กโฟนตัวนี้ “ไม่ใช่แค่พกง่าย” แต่พกไปถ่ายงานจริงได้เลย
- ซอฟต์แวร์ Android 16 ครอบด้วย ColorOS 16 พร้อมชุดฟีเจอร์ AI ของแบรนด์ (สายแต่งภาพ/จัดการงานจะได้ประโยชน์)
เรื่องราคาและวันขายในอินเดีย: Reno 15 Pro Mini เปิดราคาเริ่มต้น 59,999 รูปี และกำหนดขายช่วงกลางเดือนมกราคม 2026

Reno 15c: สายอึดสายทนมาแล้ว — แบต 7,000mAh + กันน้ำฝุ่นระดับโหด
ถ้าฝั่ง Pro คือ “มือถือคอมแพ็กกล้องโหด” ฝั่ง Reno 15c คือ “มือถือแบตอึด-ถึก-เน้นใช้งานยาว” ชัดมาก
สเปกเด่นของ Reno 15c เวอร์ชันอินเดีย
- หน้าจอ AMOLED 6.57 นิ้ว FHD+ รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างพีคแตะ 1,400 nits ใช้กลางแดดได้มั่นใจกว่าเดิม
- Snapdragon 6 Gen 1 พร้อม RAM สูงสุด 12GB และแกะกล่องมาพร้อม Android 16 + ColorOS 16
- งานดีไซน์มีลูกเล่น “Dynamic Stellar Ring” ที่ฝาหลัง และที่สำคัญคือได้มาตรฐานกันฝุ่นกันน้ำ IP66 / IP68 / IP69 (ระดับที่รองรับสถานการณ์หนักกว่าการโดนน้ำหกใส่ธรรมดา)
- กล้องหลัง 50MP + อัลตร้าไวด์ 8MP + มาโคร 2MP ส่วนกล้องหน้า 50MP และรองรับวิดีโอ 4K เหมาะกับสายถ่ายตัวเอง/ไลฟ์/คอนเทนต์หน้ากล้อง
- แบต 7,000mAh และชาร์จไว 80W (คู่หูสายใช้งานหนัก “อึด + เติมไฟไว”)
ราคาในอินเดีย: 34,999 รูปี (8/256) และ 37,999 รูปี (12/256) วางขายเดือนกุมภาพันธ์ ผ่าน Amazon/Flipkart/ร้านทางการและหน้าร้าน
OPPO Pad 5: จอใหญ่ 12.1 นิ้ว 2.8K 120Hz + Pencil 2 จัดมาเพื่อเรียน/ทำงาน/ดูหนังแบบจริงจัง
ฝั่งแท็บเล็ต OPPO เดินเกมชัดเจนว่าเอาใจคน “จอใหญ่ไว้ทำงานและความบันเทิง” ไม่ใช่แท็บเล็ตที่เกิดมาเพื่อเปิดยูทูบอย่างเดียว
จุดขายหลักของ Pad 5
- จอ LCD 12.1 นิ้ว ความละเอียด 2.8K อัตราส่วน 7:5 รีเฟรชเรต 120Hz (ปรับตามการใช้งาน) ความสว่างสูงสุดราว 900 nits และรองรับ Dolby Vision
- ชิป MediaTek Dimensity 7300, RAM 8GB LPDDR5X และความจุสูงสุด 256GB (UFS 3.1)
- กล้องหน้า-หลัง 8MP, รองรับ USB OTG ต่ออุปกรณ์เสริม/แฟลชไดรฟ์ได้
- OPPO Pencil 2 ชูเรื่องหน่วงต่ำ ฟีเจอร์ช่วยงานเขียน และเครื่องมือจดโน้ตแบบ AI โดยแบรนด์เคลมว่าใช้งานได้ราว 20 ชั่วโมง และชาร์จ 10 นาทีใช้ได้สูงสุด 12 ชั่วโมง
- แบต 10,050mAh ชาร์จไว 33W พร้อมตัวเลขการใช้งานที่ OPPO เคลม เช่น ฟังเพลงได้ยาวมาก หรือดูวิดีโอออนไลน์ได้หลายชั่วโมง
- ลำโพง 4 ตัว และฟีเจอร์ใน ColorOS 16 for Pad ที่เน้นการสลับแอป/มัลติทาสก์ และคงแอปพร้อมกันได้หลายตัว
ราคาในอินเดีย: 26,999 รูปี (Wi-Fi 8/128) และ 32,999 รูปี (5G 8/256) เริ่มขาย 13 มกราคม 2026 พร้อมโปรเปิดตัวลด 2,000 รูปี หรือผ่อน 0% ตามเงื่อนไข

รหัสลับที่ OPPO เล่นในปี 2026: “แบตใหญ่ + ชาร์จไว + จอลื่น” คือคำตอบของคนใช้จริง
ถ้ามองแบบคนใช้ของจริง ไม่ใช่ดูสเปกเล่นๆ คุณจะเห็นทิศทางชัดมากว่า OPPO ดัน 3 เรื่องนี้เป็นแกนหลัก
- แบตใหญ่ = ลดความกังวลระหว่างวัน โดยเฉพาะคนทำงานนอกสถานที่/เรียนทั้งวัน/สายถ่ายคอนเทนต์
- ชาร์จไว = เติมไฟช่วงสั้นๆ ก็กลับไปทำงานต่อได้ (แต่ต้องระวังความร้อนและใช้หัวชาร์จมาตรฐาน)
- จอ 120Hz = ความลื่นที่ “พอชินแล้วกลับไป 60Hz ยาก” ทั้งบนมือถือและแท็บเล็ต
ทริคใช้งานให้คุ้มแบบสายคอนเทนต์และสายทำงาน
ต่อให้เครื่องแรงแค่ไหน ถ้าใช้ไม่เป็นก็ไม่สุด นี่คือทริคที่ใช้ได้ยาวๆ ไม่ว่าเปลี่ยนรุ่นไหน
- ถ่ายภาพความละเอียดสูง (อย่าง 200MP) ให้คมจริง: ใช้แสงดี ลดการซูมดิจิทัลแรงๆ และถือให้นิ่งหรือพิงจุดค้ำ จะได้รายละเอียดคุ้มเซ็นเซอร์
- ถ่ายวิดีโอ/ทำคอนเทนต์หน้ากล้อง: กล้องหน้า 50MP ของ Reno 15c ที่รองรับ 4K เหมาะกับการถ่ายรีวิว-พูดหน้ากล้อง แต่ควรจัดแสงและเสียงให้ดี ภาพจะดู “โปร” ขึ้นทันที
- ถนอมแบตให้เสื่อมช้าลง: เลี่ยงชาร์จในที่ร้อนจัด, อย่าปล่อยให้แบตเหลือ 0% บ่อยๆ, ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องชาร์จอัด 100% ทุกวัน (แนวทางนี้ช่วยยืดอายุแบตในระยะยาว)
- จอ AMOLED ใช้ให้สวยนาน: เปิดโหมดปรับความสว่างอัตโนมัติ/ใช้ธีมมืดบางช่วง และหลีกเลี่ยงภาพนิ่งค้างนานๆ ลดความเสี่ยงอาการเบิร์นอิน

เลือกตัวไหนให้เหมาะ: Reno 15 Pro 5G vs Reno 15c vs Pad 5
- อยากได้เครื่องจับมือเดียวถนัด แต่กล้องจัดเต็ม ถ่ายเที่ยว ถ่ายงาน ถ่ายคอนเทนต์จริงจัง → Reno 15 Pro/Pro Mini คือสาย “ครบเครื่องในร่างกะทัดรัด”
- เน้นใช้งานทั้งวัน ไม่อยากพกพาวเวอร์แบงก์ แถมอยากได้ความทนระดับกันน้ำกันฝุ่นสุดทาง → Reno 15c คือสายอึดที่ตอบโจทย์มาก
- ต้องการจอใหญ่ไว้เรียน จดโน้ต ทำงานหลายแอป ดูหนังแบบเต็มตา + มีปากกาไว้เขียนจริง → Pad 5 คือแท็บเล็ตกลางๆ ที่วางหมัดมาเพื่อ productivity
ราคา-วันขายในอินเดีย และสิ่งที่คนไทยควรรู้ถ้ารอเข้าไทย
ข้อมูลทั้งหมดตอนนี้เป็น “ไลน์อัปและราคาในอินเดีย” ซึ่งมักต่างจากไทยทั้งเรื่องภาษี โปรโมชัน และสเปกย่อยบางจุด
ถ้าคุณรอเข้ามาไทย แนะนำดู 4 เรื่องนี้ก่อนตัดสินใจเสมอ

- ประกันศูนย์ไทย vs เครื่องหิ้ว (เคลมต่างกันมาก)
- ย่านสัญญาณ 5G และการรองรับ eSIM/เครือข่ายที่ใช้จริง
- หัวชาร์จในกล่องและมาตรฐานความเร็วชาร์จ (บางประเทศแถม บางประเทศอาจเปลี่ยนแพ็กเกจ)
- ราคาเปิดตัวไทยเทียบคู่แข่งชิปแรงในเรตราคาเดียวกัน (เพราะคนเน้น “แรงสุด” อาจไปอีกทางได้)
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

