เปิดตัวคนที่ 6 ในแคมเปญ The Professionals: หมอระบบสุขภาพขึ้นเวทีการเมือง
วันที่ 10 มกราคม 2569 กระแสการเมืองเดือดขึ้นอีกระลอก เมื่อ พรรคประชาชน เปิดตัวทีมผู้บริหารรัฐบาลประชาชนคนที่ 6 ภายใต้แคมเปญ The Professionals โดยวางตัว “หมอบวรศม” ให้เป็นทีมบริหารด้านสุขภาพ และถูกมองว่าเป็นแคนดิเดต กระทรวงสาธารณสุข หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาล
ในมุมของ บ้านกีฬา นี่ไม่ใช่แค่ “เปิดตัวบุคคล” แต่คือการส่งสัญญาณว่าเกมนโยบายสุขภาพจะถูกยกขึ้นเป็นวาระใหญ่แบบจริงจัง เพราะสุขภาพของคนทั้งประเทศ ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องฝากดวงกับคิวตี 4 หรือความอดทนของคนทำงานด่านหน้าไปวันๆ
หมอบวรศมคือใคร: นักวิชาการสาย “วิทยาระบบสุขภาพ” ที่ถูกจับตาในสนามนโยบาย
ข้อมูลที่ถูกอ้างอิงจากหลายสื่อและช่องทางของพรรค ระบุว่า บวรศม ลีระพันธ์ เป็นรองศาสตราจารย์ สาขาวิชาวิทยาระบบสุขภาพ (Health Systems Science) จากโรงเรียนแพทย์รามาธิบดี และเกี่ยวข้องกับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อีกบทบาทที่ถูกพูดถึงคือการเคยเป็นอดีตประธานหน่วยบูรณาการความร่วมมือและการจัดการความรู้ เพื่อพัฒนาระบบวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมด้านการสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ: หมอบวรศมไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะ “หมอที่เก่งรักษา” อย่างเดียว แต่เป็นสายที่มองทั้งระบบ—ตั้งแต่คนไข้ หน่วยบริการ บุคลากร งบประมาณ กติกา ไปจนถึงความเป็นธรรมของสิทธิสุขภาพ

ประโยคเดียวที่สะเทือนทั้งวงการ: “สาธารณสุขต้องเริ่มจากสาธารณทุกข์”
ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแกนเล่าเรื่อง คือประโยคคลาสสิกด้านสุขภาพ “สาธารณสุขต้องเริ่มจากสาธารณทุกข์” ซึ่งหมอบวรศมตีความว่า มันเตือนใจว่าแค่ “คนทำงานตั้งใจ” ไม่พอ ระบบต้องมี นโยบายสาธารณะ มาช่วยให้คนทำงานทำงานได้จริง และพาประชาชนไปถึงสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
มุมนี้สำคัญมาก เพราะมันกำลังชี้ว่า “ปัญหาไม่ใช่คนขี้เกียจ” แต่เป็นโครงสร้าง—และถ้าจะทำให้ดีขึ้น ก็ต้องแก้ที่โครงสร้างด้วย
โจทย์ระบบสาธารณสุขไทย: ทำไมคนถึงยังต้องตื่นตี 4 ไปโรงพยาบาล
ประเด็น “โรงพยาบาลแน่น คนล้นคิว” ถูกหยิบมาอธิบายอย่างตรงไปตรงมาในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัวครั้งนี้ ว่าระบบที่ดีไม่ควรให้ประชาชนแบกภาระหนักขนาดต้องไปปูเสื่อนอนรอหน้ารพ.ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และถ้า “การจัดการดี + ความเชื่อใจเกิด” ภาพเหล่านี้ควรหายไป
บ้านกีฬา ขอขยายภาพแบบเข้าใจง่าย (และใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย)
- คนไข้จำนวนมากไหลไปรวมที่รพ.ใหญ่ เพราะเชื่อว่า “ที่นั่นจบแน่”
- หน่วยบริการใกล้บ้านบางพื้นที่ยังทำหน้าที่ได้ไม่เต็มกำลัง ทำให้โรคทั่วไป/โรคเรื้อรังไหลไปกองที่โรงพยาบาล
- บุคลากรด่านหน้ารับภาระหนักต่อเนื่อง เกิดความเหนื่อยล้าและความเสี่ยงต่อคุณภาพบริการ
- คนไข้เสียเวลา ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสในการทำงาน ขณะที่โรงพยาบาลก็เสียทรัพยากรกับเคสที่จริงๆ ควรจัดการได้ตั้งแต่ต้นทาง
ถ้าจะให้ “ระบบ” ชนะ ไม่ใช่ “คน” ต้องอดทน เราต้องทำให้จุดใกล้บ้านดูแลคนได้ตั้งแต่แรก และให้ความเชื่อใจกลับมา
แกนคิดที่หมอบวรศมชู: ปฐมภูมิให้เข้มแข็ง จบใกล้บ้าน (หรืออย่างน้อย “ใกล้ใจ”)
หมอบวรศมเสนอภาพระบบบริการสุขภาพที่พบได้ในหลายประเทศ คือการมีฐาน บริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่เข้มแข็ง ไม่ได้ทำแค่ส่งเสริมป้องกันโรค แต่ต้องดูแล “รักษาโรคทั่วไป” โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ให้จบที่หน่วยบริการใกล้บ้าน และในยุคใหม่อาจไม่ใช่ใกล้บ้านอย่างเดียว แต่อาจเป็น “ใกล้ใจ” คือเข้าถึงง่าย ได้คำตอบ และไม่ต้องถูกผลักไปต่อคิวรพ.ใหญ่ทุกครั้ง
แนวคิดนี้ถ้าเล่าแบบภาษาคนดูบอล: เกมรับที่ดีคือไม่ปล่อยให้คู่แข่งหลุดไปยิงหน้าประตูบ่อยๆ ระบบสุขภาพก็เช่นกัน—ถ้าต้นทางจัดการได้ เคสหนักๆ ก็ไม่ล้นไหลไปกองที่ปลายทาง

“ยั่งยืนและเป็นธรรมต้องไปด้วยกัน” ประโยคนี้คือเดิมพันของว่าที่ รมว.
อีกประโยคที่ถูกยกมาจากการสื่อสารของพรรค คือ “ระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต้องไปด้วยกัน คนไข้ได้รับการดูแลดี เข้าถึงบริการที่จำเป็น หมอพยาบาลไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป”
นี่คือแกนที่แตะ “สามฝ่าย” พร้อมกัน
- ฝั่งประชาชน: เข้าถึงบริการที่จำเป็น ไม่ต้องเสียเวลาเกินเหตุ
- ฝั่งบุคลากร: ภาระงานสมเหตุสมผล ไม่ถูกเผาจนหมดแรง
- ฝั่งระบบ: งบประมาณและการจัดการเดินได้ต่อ ไม่สะดุดทุกปี
ถ้าทำได้จริง นี่คือชัยชนะระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชัยชนะบนโพเดียม
มิติสิทธิสุขภาพที่คนไทยเจอจริง: “กองทุนต่างกัน = สิทธิไม่เท่ากัน” แล้วจะไปทางไหน
ในอีกชิ้นรายงานเกี่ยวกับการเปิดตัว มีการกล่าวถึงเป้าหมายเชิงโครงสร้างอย่างการยกระดับมาตรฐานชุดสิทธิประโยชน์ให้เท่าเทียมกันข้ามกองทุน ซึ่งเป็นปมที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเจอในชีวิตจริง—คนละสิทธิ คนละกติกา คนละช่องทาง แม้อยู่ประเทศเดียวกัน
ตรงนี้ บ้านกีฬา ขอเล่าแบบกลางๆ และเป็นภาพรวมที่คนอ่านใช้ทำความเข้าใจได้เสมอ
- ประเทศที่มีระบบหลักประกันเข้มแข็ง มักพยายามทำให้ “สิทธิพื้นฐานที่จำเป็น” ไม่ต่างกันจนเกินไป
- ความต่างของกติกาและสิทธิประโยชน์ อาจสร้างความรู้สึกเหลื่อมล้ำ และทำให้การส่งต่อ/รักษาต่อเนื่องติดขัด
- การขยับเรื่องนี้มักต้องอาศัยข้อมูล งบประมาณ และการบริหารความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียด เพราะเกี่ยวข้องทั้งเงิน คน และความเชื่อมั่น
จะทำได้แค่ไหน ต้องดูรายละเอียดนโยบายเต็มๆ แต่การหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา “อย่างเปิดหน้า” ก็ถือว่าเป็นการยอมรับปัญหาแบบไม่หลบ
ทำไม “สาธารณทุกข์” ถึงยังไม่จบ: บทเรียนที่ควรจำไว้ทุกยุค
มีสื่อด้านสุขภาพชี้ว่าแนวคิด “สาธารณสุขต้องเริ่มจากสาธารณทุกข์” ถูกใช้เตือนใจคนทำงานมานาน ตั้งแต่ก่อนยุค 30 บาทรักษาทุกโรค โดยสาระคือ งานสาธารณสุขไม่ใช่แค่จัดการภาระงานให้ผ่านไปวันๆ แต่ต้องมุ่งสร้างสุขภาพที่ดีให้สังคมโดยรวม
เพราะฉะนั้น ต่อให้มีเทคโนโลยีใหม่หรือโรงพยาบาลสวยแค่ไหน ถ้าคนยังทุกข์ตั้งแต่ “การเข้าถึง” ตั้งแต่ “คิว” ตั้งแต่ “ระบบส่งต่อ” มันก็ยังเป็นสาธารณทุกข์อยู่ดี

บ้านกีฬาเช็กมุมคนใช้บริการ: ถ้าจะให้ชีวิตดีขึ้นจริง ระบบต้องเปลี่ยนแบบไหน
นี่คือมุมที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน ไม่ว่าคุณจะเชียร์พรรคไหนก็ตาม
- ปฐมภูมิต้องทำให้ไว้ใจได้: ไปแล้ว “จบ” ในโรคทั่วไปและโรคเรื้อรังจำนวนมาก
- ระบบนัดหมายและคิวต้องทันสมัย: ลดการไปยืนรอแบบเสียเวลาชีวิต
- การดูแลต่อเนื่องต้องลื่น: คนไข้โรคเรื้อรังไม่ควรหลุดการรักษาเพราะระบบตีกันเอง
- บุคลากรต้องไม่ถูกเผา: ถ้าหมอพยาบาลล้า ระบบก็ล้าตาม
- ความเป็นธรรมต้องจับต้องได้: สิทธิพื้นฐานควรชัด เข้าใจง่าย และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ทั้งหมดนี้คือ “เนื้อๆ” ของคำว่าแก้ระบบ และเป็นสนามพิสูจน์ว่าแนวคิดจากห้องเรียน/งานวิจัย จะเปลี่ยนเป็นนโยบายที่เดินได้จริงแค่ไหน
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

