ภาพรวมเหตุการณ์ พายุสนามแม่เหล็กโลกคืออะไร ทำไมไทยต้องเฝ้าระวัง

บ้านกีฬาอยากสรุปให้ชัดแบบเข้าใจง่ายก่อนเลยว่า “พายุสนามแม่เหล็กโลก” (Geomagnetic Storm) ไม่ใช่พายุฝน ไม่ใช่พายุลม แต่เป็นความปั่นป่วนของสนามแม่เหล็กโลกที่เกิดจาก “พายุสุริยะ” เมื่อดวงอาทิตย์ปล่อยพลังงานและอนุภาคพุ่งมาปะทะโลก ทำให้ชั้นบรรยากาศส่วนบนและสนามแม่เหล็กโลกสั่นไหวรุนแรง ส่งผลกระทบกับระบบเทคโนโลยีที่พึ่งพาสัญญาณจากอวกาศเป็นหลัก โดยเฉพาะดาวเทียม การสื่อสาร และระบบนำทาง
กรณีล่าสุดที่กำลังเป็นประเด็น คือ GISTDA รายงานว่าไทยเผชิญพายุสนามแม่เหล็กโลก “ระดับ G4” ซึ่งถือว่ารุนแรงมากในมาตรฐาน NOAA ก่อนที่ความรุนแรงจะค่อยๆ ลดลงในช่วงถัดมา แต่ยังต้องจับตาผลกระทบต่อเนื่อง เพราะเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เปิดสวิตช์แล้วดับทันที มันมีช่วงพีค ช่วงซัดซ้ำ และช่วงฟื้นตัว
ต้นตอจากดวงอาทิตย์ Solar Flare + CME + Coronal Hole มาครบชุด
ข้อมูลจากฝั่งไทยระบุว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 69 เวลา 01.09 น. ตามเวลาไทย เกิดการปะทุของเปลวสุริยะ (Solar Flare) จากบริเวณ Active Region (AR) 4341 และเกิดการพ่นมวลสารจากโคโรนา (CME) ที่มีทิศทางพุ่งตรงมาทางโลก ประกอบกับ “หลุมโคโรนา” (Coronal Hole) ที่ปล่อยลมสุริยะความเร็วสูงออกมาซ้ำ ทำให้ความปั่นป่วนของสนามแม่เหล็กโลกแรงขึ้นจนแตะระดับ G4
ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ
- Solar Flare คือการ “ปะทุพลังงาน” ปล่อยรังสีออกมาแบบฉับพลัน
- CME คือการ “พ่นมวลสาร” เป็นก้อนพลาสมาและสนามแม่เหล็กที่เดินทางข้ามอวกาศมาชนโลก
- Coronal Hole คือพื้นที่บนดวงอาทิตย์ที่ปล่อย “ลมสุริยะ” ไหลออกมาเร็วและแรงกว่าปกติ
และเมื่อ CME ชนโลกพร้อมลมสุริยะที่หนุนแรงอยู่แล้ว ความแรงมันมีโอกาส “ขึ้นสุดแล้วค่อยลด” ตามโครงสร้างสนามแม่เหล็กที่มากับ CME โดย NOAA ชี้ว่าความรุนแรงขึ้นกับทิศทางสนามแม่เหล็กของก้อนมวลสาร โดยเฉพาะองค์ประกอบที่หันลงใต้ซึ่งปะทะกับสนามแม่เหล็กโลกได้หนักกว่า
อัปเดตสถานการณ์ในไทย คาดจบภายใน 1-2 วัน และคลี่คลาย 21 ม.ค. ก่อนเที่ยง
ฝั่งผู้เชี่ยวชาญของ GISTDA ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์นี้คาดว่าจะเกิดราว 1-2 วัน หากไม่มีปัจจัยเพิ่ม และมีแนวโน้มสิ้นสุดภายในวันที่ 21 ม.ค. 69 ก่อนช่วงเที่ยง พร้อมย้ำว่าผลกระทบในไทยโดยรวม “ไม่รุนแรงเท่าละติจูดสูง” อย่างจีน สหรัฐ ญี่ปุ่น รัสเซีย แต่ระบบเทคนิคยังต้องระวัง
อีกจุดสำคัญคือมีรายงานว่าความรุนแรงลดลงมาอยู่ระดับ G2 ในช่วงวันที่ 20 ม.ค. 69 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพายุเริ่มอ่อนกำลัง แต่ไม่ได้แปลว่าทุกระบบจะกลับมานิ่ง 100 เปอร์เซ็นต์ทันที โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงอย่างรังวัด โดรน และระบบนำทาง
ในระดับสากล หน่วยพยากรณ์สภาพอวกาศของ Met Office ก็สะท้อนภาพคล้ายกัน คือคาดกิจกรรมแม่เหล็กโลกอยู่ช่วงปานกลางถึงแรง (G2-G3) และมีโอกาสแตะ G4 ในช่วงต้น ก่อนค่อยๆ ลดลงในวันถัดไป
ทำไมเรียก G4 แล้ววัดจากอะไร รู้จัก G Scale และค่า Kp แบบไม่ต้องเป็นนักฟิสิกส์
NOAA ใช้มาตราสเกล “G1 ถึง G5” เพื่อบอกความรุนแรงของพายุสนามแม่เหล็กโลก โดยผูกกับดัชนีที่เรียกว่า “Kp” ซึ่งเป็นตัวเลข 0-9 ใช้บอกระดับความปั่นป่วนของสนามแม่เหล็กโลกในช่วงเวลา 3 ชั่วโมง
ภาพจำสั้นๆ
- G1 คือเบา
- G2 คือปานกลาง
- G3 คือแรง
- G4 คือรุนแรงมาก
- G5 คือสุดขั้ว
สำหรับ G4 มักสัมพันธ์กับ Kp ประมาณ 8 และเป็นระดับที่ NOAA ระบุว่าอาจทำให้ระบบนำทางจากดาวเทียมเสื่อมคุณภาพหลายชั่วโมง สัญญาณ HF ผันผวน และเพิ่มโอกาสเห็นออโรราลงมาละติจูดต่ำกว่าปกติในหลายประเทศ
3 ผลกระทบหลักที่ไทยต้องจับตา ดาวเทียม GPS และวิทยุการบิน
นี่คือแกนหลักที่ GISTDA ชี้ชัด และเป็นเหตุผลที่ข่าวนี้ต้องติดตามแบบจริงจัง เพราะเป็นผลกระทบเชิงเทคนิค ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ
- ดาวเทียมวงโคจรต่ำ LEO เสี่ยงถูกลากตกเร็วกว่ากำหนด
เมื่อพายุแม่เหล็กโลกแรง ชั้นบรรยากาศชั้นบนจะร้อนและขยายตัว ส่งผลให้แรงเสียดทานเพิ่ม ดาวเทียมวงโคจรต่ำอาจสูญเสียความเร็วและระดับความสูงเร็วกว่าปกติ ผู้ควบคุมต้องเตรียมปรับทิศทาง - ระบบนำทาง GPS อาจคลาดเคลื่อน กระทบงานที่ต้อง “เป๊ะ”
พายุแม่เหล็กโลกทำให้ชั้นไอโอโนสเฟียร์ปั่นป่วน เกิดอาการสัญญาณแกว่งหรือหลุดล็อก (scintillation) ทำให้ค่าพิกัดคลาดเคลื่อนได้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะงานนำทางความละเอียดสูง เช่น รังวัด โดรนอัตโนมัติ เกษตรแม่นยำ และงานที่ใช้ GNSS แบบอ้างอิงค่าความเที่ยงตรง - สื่อสารย่านความถี่สูง HF เสี่ยงขาดหาย กระทบการบินระยะไกล
ระบบสื่อสาร HF ที่ใช้งานในบางภารกิจของการบินพาณิชย์และการทหารอาจมีสัญญาณขาดหายเป็นพักๆ ช่วงพายุแรง ผู้ปฏิบัติงานควรเพิ่มความระมัดระวัง
ใครควรระวังเป็นพิเศษในไทย และควรทำอะไรทันทีเพื่อกันพลาด
พายุระดับนี้ไม่ใช่ภัยต่อร่างกายคนทั่วไปในไทยโดยตรงตามที่หน่วยงานไทยย้ำ แต่คนทำงานกับ “สัญญาณ” และ “ความแม่นยำ” ควรมีแผนสำรอง
กลุ่มที่ควรเฝ้าระวัง
- นักบินโดรนและทีมสำรวจที่ใช้ RTK หรือ PPP
- วิศวกรรังวัด งานก่อสร้าง งานวางผังที่อิงค่าพิกัดละเอียด
- ผู้ให้บริการระบบนำทาง รถบรรทุก เรือ ระบบติดตามทรัพย์สิน
- สถานีภาคพื้นและผู้ปฏิบัติการดาวเทียม
- ผู้ปฏิบัติงานสื่อสารระยะไกลหรือวิทยุสมัครเล่นย่าน HF
- ภาคการบิน โดยเฉพาะเส้นทางที่พึ่งพา HF หรือบินละติจูดสูงนอกไทย
แนวทางลดความเสี่ยงแบบทำได้จริง
- ถ้าต้องใช้ GPS แบบเป๊ะ ให้เพิ่มการตรวจซ้ำหลายรอบ และเลี่ยงช่วงหัวค่ำถึงดึกในบางพื้นที่ที่เสี่ยง scintillation ตามคำอธิบายของ NOAA
- งานโดรนอัตโนมัติ ให้เตรียมโหมดบินสำรองและเงื่อนไขยกเลิกภารกิจหากค่าความแม่นยำแกว่ง
- งานรังวัดควรบันทึกค่า raw data ไว้เผื่อ post processing และเทียบกับจุดควบคุมภาคพื้น
- ผู้ใช้วิทยุ HF ให้เตรียมย่านความถี่สำรองและช่องทางสื่อสารทดแทน
ออโรราจะมาไหม แล้วทำไมคนไทยแห่ค้นหาแสงเหนือทุกครั้งที่มี G4
ทุกครั้งที่พายุแม่เหล็กโลกแรง ความฝันของสายดูฟ้าคือ “ออโรรา” เพราะพลังงานจากดวงอาทิตย์ถูกนำลงสู่ชั้นบรรยากาศบริเวณขั้วโลก ทำให้เกิดแสงเหนือแสงใต้ และในช่วงพายุแรงมาก ออโรราอาจลามลงมาสู่ละติจูดต่ำกว่าปกติในบางประเทศ
แต่สำหรับประเทศไทย โอกาสเห็นด้วยตาเปล่ามีน้อยมาก เพราะเราอยู่ละติจูดต่ำ และต้องพึ่งเงื่อนไขหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งความแรงของพายุ ทิศทางสนามแม่เหล็ก และความมืดของท้องฟ้า อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ยังมีค่าในเชิงความรู้ เพราะมันบอกว่าโลกเรากำลังอยู่ในช่วงที่ดวงอาทิตย์ “คึกคัก” และเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดได้อีก
ทำไมช่วงนี้พายุสุริยะบ่อยขึ้น เกี่ยวกับวัฏจักรดวงอาทิตย์จริงไหม
คำตอบคือเกี่ยวโดยตรง ดวงอาทิตย์มีวัฏจักรความคึกคักประมาณ 11 ปี ที่เรียกว่า solar cycle และช่วงที่กิจกรรมสูงสุดเรียกว่า solar maximum ซึ่งเป็นช่วงที่มีจุดบนดวงอาทิตย์มากขึ้น โอกาสเกิด Solar Flare และ CME สูงขึ้น NASA และ NOAA อธิบายว่าวัฏจักรนี้เกี่ยวกับสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงและพลิกขั้วในช่วงพีค
นี่แปลว่า ต่อให้พายุรอบนี้กำลังอ่อนลง แต่ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังอยู่ในช่วงกิจกรรมสูงหรือช่วงขาลงใหม่ๆ เหตุการณ์แรงๆ ยังมีสิทธิ์โผล่มาได้อีกเป็นระยะ เพราะมันคือธรรมชาติของเกมอวกาศที่โลกต้องอยู่ร่วมให้เป็น
สรุปแบบบ้านกีฬา พายุ G4 ไม่ทำให้ไทยดับทั้งประเทศ แต่ทำให้ “เทคโนโลยี” สะดุดได้จริง
สรุปให้เข้าใจตรงกัน
- ไทยเจอพายุสนามแม่เหล็กโลกเคยแตะระดับ G4 จากเหตุ Solar Flare และ CME ที่พุ่งมาทางโลก เสริมด้วยลมสุริยะจากหลุมโคโรนา
- คาดกินเวลาราว 1-2 วัน และมีแนวโน้มคลี่คลายภายใน 21 ม.ค. 69 ก่อนเที่ยง โดยความรุนแรงลดลงมาอยู่ระดับ G2 ในช่วงวันที่ 20 ม.ค.
- จุดที่ต้องระวังคือ ดาวเทียมวงโคจรต่ำ GPS คลาดเคลื่อน และสื่อสาร HF ขาดหายเป็นช่วงๆ
- คนทั่วไปไม่ต้องตื่นตระหนก แต่คนทำงานสายโดรน รังวัด การบิน และผู้ดูแลระบบสื่อสารควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิด
ขอขอบคุณรูปภาพและคลิปจาก GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

