ช่วงวันที่ 23-24 มกราคม 2569 ชื่อของ เชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) กลับมาถูกพูดถึงหนักอีกครั้ง หลังมีรายงานการพบผู้ติดเชื้อในอินเดีย และไทยเองก็ออกมา “ย้ำเฝ้าระวัง” อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือไวรัสที่ขึ้นชื่อเรื่องอัตราเสียชีวิตสูง วินิจฉัยช่วงแรกยาก และบางเคสสามารถลุกลามไปถึงภาวะสมองอักเสบและปอดอักเสบรุนแรงได้ในเวลาไม่นาน
ในมุมของ บ้านกีฬา เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นไว้ตื่นตระหนก แต่เป็นเรื่องที่ต้อง “รู้ให้ทัน” เพราะความรู้ที่ถูกต้องคือเกราะที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ไทยหรือเดินทางไปต่างประเทศก็ตาม
สถานการณ์ล่าสุดในอินเดีย เกิดอะไรขึ้นแน่
รายงานข่าวจากอินเดียระบุว่า มีการยืนยันผู้ติดเชื้อ อย่างน้อย 5 ราย ในรัฐเบงกอลตะวันตก โดยเกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ใกล้เมืองโกลกาตา และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวนมากเพื่อสกัดการกระจายของโรค
ขณะเดียวกัน รายงานบางช่วงเวลาก่อนหน้านั้นสะท้อนภาพว่าเคสที่ “ยืนยัน” ยังอยู่ราว 2 ราย และผลตรวจผู้สัมผัสใกล้ชิดจำนวนมากออกมาเป็นลบ ซึ่งแปลว่ามาตรการคุมโรคกำลังทำงานและช่วยลดโอกาสลามวงกว้างได้
ฝั่งไทย กรมควบคุมโรคออกข่าวย้ำว่าไทยยังไม่พบผู้ป่วย และได้กำชับมาตรการเฝ้าระวัง รวมถึงการคัดกรองผู้เดินทางผ่านด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางการและอย่าตื่นตระหนก
ไวรัสนิปาห์คืออะไร ทำไมถูกจัดเป็นโรคที่ต้องจับตา
องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า Nipah virus เป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (zoonotic) โดย “ค้างคาวผลไม้” เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ เชื้อสามารถแพร่สู่คนได้จากสัตว์ การบริโภคอาหารปนเปื้อน และการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างคนกับคน
จุดที่ทำให้โลกสาธารณสุขให้ความสำคัญมากคือ
- อัตราเสียชีวิตโดยรวมประเมินได้ราว 40-75% แล้วแต่การระบาดและศักยภาพระบบสาธารณสุขในพื้นที่
- ยังไม่มี “วัคซีน” หรือ “ยารักษาเฉพาะ” การรักษาหลักคือประคับประคองอาการและดูแลภาวะแทรกซ้อนอย่างเข้มข้น
- อาการเริ่มต้นไม่จำเพาะ คล้ายไข้หวัด ทำให้ช่วงแรกหลุดการสังเกตได้ง่าย
จุดเริ่มต้นของนิปาห์ในประวัติศาสตร์ และเหตุผลที่เอเชียเจอบ่อย
WHO ระบุว่าไวรัสนิปาห์ “ถูกพบและรับรู้ครั้งแรก” ในปี 1999 จากการระบาดในมาเลเซียในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับฟาร์มหมู และต่อมาพบในบังกลาเทศตั้งแต่ปี 2001 พร้อมการระบาดซ้ำเกือบทุกปี รวมถึงพบเป็นระยะในอินเดียตะวันออก
สิ่งสำคัญคือ WHO ระบุว่ามีหลักฐานการพบเชื้อหรือร่องรอยการติดเชื้อในค้างคาวในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยด้วย แม้ไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยยืนยันในคน

อาการของนิปาห์ สังเกตยังไงให้ทันก่อนรุนแรง
อาการของนิปาห์มีตั้งแต่ไม่แสดงอาการไปจนถึงรุนแรง โดยอาการเริ่มต้นที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาเจียน เจ็บคอ จากนั้นอาจพัฒนาไปสู่
- อาการทางระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะ ง่วงซึม สับสน เปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกตัว ซึ่งบ่งชี้ภาวะสมองอักเสบ
- อาการทางปอด เช่น ปอดอักเสบผิดปกติ หายใจลำบาก และในรายรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
- รายรุนแรงอาจชักและเข้าสู่โคม่าได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง
ประเด็นที่ต้องรู้ให้ขึ้นใจคือ “มันเริ่มเหมือนไข้ทั่วไปได้” แต่ถ้ามีประวัติเสี่ยง ต้องรีบพบแพทย์และแจ้งข้อมูลเสี่ยงทันที
ระยะฟักตัวกี่วัน ทำไมต้องเฝ้าดูนานกว่าที่คิด
WHO ระบุระยะฟักตัวโดยทั่วไปอยู่ที่ 4-14 วัน แต่เคยมีรายงานยาวได้ถึง 45 วัน นี่คือเหตุผลที่บางประเทศใช้การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดหลายสัปดาห์ และคนที่เดินทางกลับจากพื้นที่ระบาดควรเฝ้าสังเกตตัวเองอย่างต่อเนื่อง
นิปาห์ติดต่อกันอย่างไร เสี่ยงจากอะไรที่สุดในชีวิตประจำวัน
WHO อธิบายเส้นทางการติดเชื้อสำคัญไว้ชัดเจน
- สัตว์สู่คน
- ระลอกแรกในมาเลเซียเกี่ยวข้องกับการสัมผัสหมูป่วยหรือเนื้อเยื่อปนเปื้อน
- อาหารปนเปื้อน
- ในบังกลาเทศและอินเดีย พบความเชื่อมโยงกับการบริโภคผลิตผลที่ปนเปื้อนจากค้างคาวผลไม้ เช่น น้ำหวานอินทผลัมสด (raw date palm sap) หรือผลไม้ที่ถูกปนเปื้อนน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาว
- คนสู่คน
- มีรายงานการแพร่ในครอบครัวและผู้ดูแล รวมถึงการแพร่ในสถานพยาบาลจากการสัมผัสสารคัดหลั่งอย่างใกล้ชิด
สรุปแบบบ้านกีฬา – นิปาห์ไม่ได้ “ลามง่ายทุกที่” แต่จะอันตรายมากในวงสัมผัสใกล้ชิด โดยเฉพาะบ้านเดียวกันและโรงพยาบาล ถ้าคุมจุดนี้ได้ โอกาสคุมระบาดก็สูงขึ้น
การรักษาและการตรวจวินิจฉัย ปัจจุบันทำอะไรได้แค่ไหน
WHO ย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะหรือวัคซีนสำหรับนิปาห์ การรักษาหลักคือการดูแลแบบประคับประคองและรักษาภาวะแทรกซ้อนทางปอดและระบบประสาทในหอผู้ป่วยวิกฤตเมื่อจำเป็น
ส่วนการวินิจฉัยใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น RT-PCR จากสารคัดหลั่ง และการตรวจแอนติบอดีด้วย ELISA โดยอาศัยประวัติอาการและประวัติเสี่ยงร่วมกัน เพราะช่วงแรกอาการไม่จำเพาะมาก

วิธีป้องกันแบบใช้ได้จริง และลดความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน
WHO แนะนำมาตรการลดความเสี่ยงที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดหรือมีความเสี่ยงจากค้างคาวผลไม้
สิ่งที่ควรทำ
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวานอินทผลัมสดหรือเครื่องดื่มที่อาจปนเปื้อนจากค้างคาว
- ล้างและปอกผลไม้ก่อนกิน เลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือร่วงพื้น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวและสัตว์ป่วย รวมถึงการชำแหละสัตว์โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน
- ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังดูแลผู้ป่วยหรือเข้าเยี่ยมผู้ป่วย
- ในสถานพยาบาล ใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานร่วมกับมาตรการป้องกันละอองฝอย และบางสถานการณ์อาจต้องเพิ่มมาตรการแบบอากาศตามความเหมาะสม
ไทยต้องเฝ้าระวังอะไรบ้าง และประชาชนควรทำอย่างไรเมื่อมีข่าวระบาด
กรมควบคุมโรคไทยระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์ในอินเดียอย่างใกล้ชิด กำชับคัดกรองผู้เดินทางผ่านด่านควบคุมโรค และย้ำว่าไทยยังไม่พบผู้ป่วย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกและติดตามข้อมูลจากทางการ
สำหรับประชาชน ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หายใจเหนื่อย หรือมีอาการทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม สับสน ชัก โดยเฉพาะผู้ที่
- เพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่ระบาด
- สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทางเดินหายใจรุนแรง
- มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่วยหรืออาหารเสี่ยง
ควรรีบพบแพทย์และแจ้ง “ประวัติเดินทางและประวัติเสี่ยง” ให้ละเอียด เพราะช่วยให้ทีมแพทย์วางแผนตรวจและควบคุมโรคได้เร็วขึ้น
มุมมองหมอธีระวัฒน์ และข้อควรระวังเรื่องข้อมูลที่แชร์กันเร็ว
ในวันที่ 23 มกราคม 2569 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา โพสต์อธิบายภาพรวมของนิปาห์ ทั้งเรื่องการระบาดในอดีต เส้นทางจากค้างคาวผลไม้สู่หมูหรืออาหาร รวมถึงการแพร่ในวงชุมชนและสถานพยาบาล พร้อมย้ำการซักประวัติผู้ป่วยไข้ที่มีอาการทางปอดหรือสมองให้ละเอียด เพื่อจับสัญญาณการระบาดให้ไว
อย่างไรก็ตาม ในโลกออนไลน์มักมี “ข้ออ้าง” หรือ “สมมติฐาน” เรื่องการดัดแปลงเชื้อให้แพร่ทางอากาศ บ้านกีฬาขอชัด ๆ ว่า ณ ตอนนี้ข้อมูลเชิงแนวทางจาก WHO ชี้การแพร่หลักผ่านการสัมผัสใกล้ชิด สารคัดหลั่ง และละอองฝอยในระยะใกล้ รวมถึงการป้องกันในสถานพยาบาลที่เน้นมาตรการมาตรฐานและละอองฝอยเป็นหลัก
ถ้าเจอข้อมูลที่ทำให้ตื่นกลัวเกินเหตุ ให้ยึดประกาศทางการและแหล่งข้อมูลแพทย์สากลเป็นหลัก แล้วค่อยแชร์ต่อ แบบนี้ปลอดภัยสุด

สรุปแบบ บ้านกีฬา รู้ทันนิปาห์ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
- นิปาห์เป็นโรคจากสัตว์สู่คน อัตราเสียชีวิตสูง และยังไม่มียาเฉพาะหรือวัคซีน
- อินเดียมีรายงานผู้ติดเชื้อหลายรายในช่วงปลายมกราคม 2569 และมีมาตรการกักตัวผู้เสี่ยงเพื่อคุมโรค
- ไทยประกาศเฝ้าระวัง คัดกรองเข้ม และย้ำยังไม่พบผู้ป่วย
- ป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยงจากค้างคาว ล้างปอกผลไม้ เลี่ยงผลไม้มีรอยกัด ไม่จับค้างคาวหรือสัตว์ป่วย และรักษาสุขอนามัยมืออย่างจริงจัง
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

