🦠 สถานการณ์ล่าสุดในไทย สธ.ยืนยันยังไม่พบผู้ติดเชื้อ และระบบพร้อมรับมือ
กระทรวงสาธารณสุข แถลงวันที่ 26 ม.ค. ว่า ประเทศไทย “ยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์” พร้อมย้ำว่ามาตรการเฝ้าระวังถูกยกระดับแบบไม่ตื่นตระหนก แต่เข้มข้นพอจะปิดช่องโหว่ ตั้งแต่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ไปจนถึงแนวทางรักษาและการสอบสวนโรคในโรงพยาบาล
ประเด็นสำคัญที่ สธ.สื่อสารชัด คือโรคนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “โรคติดต่ออันตราย” ตามกฎหมายไทย หากพบผู้ป่วยต้องสงสัย ต้องรายงานทันทีตามระบบเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมควบคุมโรคเข้าคุมสถานการณ์ได้เร็วที่สุด
✈️ คัดกรอง 3 สนามบิน ทำไม “คัดเฉพาะพื้นที่เสี่ยง” ไม่ใช่ทั้งอินเดีย
แกนหลักของมาตรการคือ คัดกรองสนามบิน แบบ “จำกัดเป้าหมาย” ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ 3 แห่ง ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต โดยโฟกัสผู้โดยสารจากเส้นทางที่เชื่อมกับพื้นที่รายงานระบาด ไม่ใช่เหมารวมทั้งประเทศอินเดีย เพื่อไม่กระทบการเดินทางเกินจำเป็น แต่ยังคุมความเสี่ยงได้ตรงจุด
ในเชิงปฏิบัติ มาตรการที่พบในสนามบินจะประกอบด้วย
- คัดกรองอาการไข้และอาการเข้าข่ายในผู้โดยสารเที่ยวบินที่กำหนด
- เพิ่มความถี่ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม พื้นที่บริการ และโซนผู้โดยสาร
- ประสานงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศกับสนามบินและสายการบินแบบใกล้ชิด
เป้าหมายคือ “คัดได้ไว-ส่งต่อระบบได้ทัน” โดยไม่ทำให้การเดินทางสะดุด และย้ำให้ประชาชนใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องเคร่งครัดเรื่องสุขอนามัยและการสังเกตอาการหลังเดินทาง
อินเดียเจอผู้ป่วยยืนยันในบุคลากรการแพทย์ ทำไมต้องจับตาเป็นพิเศษ
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้ “ต้องตามให้ทัน” คือรูปแบบการพบผู้ป่วยในอินเดียที่มีความเชื่อมโยงกับสถานพยาบาล โดยรายงานช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 สะท้อนว่ามีผู้ติดเชื้อยืนยันอย่างน้อย 2 รายเป็นบุคลากรการแพทย์ และมาตรการควบคุมโรคในพื้นที่มีการกักกันผู้สัมผัสจำนวนมากเพื่อกันวงระบาดไม่ให้ขยาย
จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ไวรัสนิปาห์ “มีโอกาสแพร่จากคนสู่คนได้” โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสสารคัดหลั่งใกล้ชิดในบริบทการดูแลผู้ป่วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเคสในโรงพยาบาลถึงถูกจับตาเป็นพิเศษ และทำไมไทยถึงย้ำเรื่องความพร้อมของระบบคัดกรอง-แยกกัก-ควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล

🦇 “ค้างคาวแม่ไก่” ในไทยเกี่ยวข้องแค่ไหน ทำไมพบเชื้อแต่ยังไม่พบคนติด
หัวข้อที่คนไทยได้ยินแล้วสะดุ้งทุกครั้งคือ ค้างคาวแม่ไก่ เพราะอยู่ในกลุ่มค้างคาวกินผลไม้ที่ถูกพูดถึงในฐานะแหล่งรังโรค (reservoir) ของไวรัสนิปาห์
ข้อมูลเฝ้าระวังในไทยเคยมีรายงานการตรวจพบเชื้อในค้างคาวกินผลไม้ แต่สัดส่วนการพบเชื้ออยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เกิดการระบาดหนักในต่างประเทศ และที่สำคัญคือ “ยังไม่พบหลักฐานการติดสู่คนหรือสุกร” จากการลงพื้นที่ตรวจเฝ้าระวังในบริบทที่เกี่ยวข้อง
สรุปให้ชัดแบบไม่เล่นคำ
- พบเชื้อในสัตว์ป่า “ไม่ได้แปลว่า” จะเกิดการระบาดในคนทันที
- สิ่งที่ทำให้เกิดเคสคน มักเกี่ยวกับ “พฤติกรรมเสี่ยง” เช่น อาหาร/เครื่องดื่มปนเปื้อน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรง
- ไทยจึงเน้น “เฝ้าระวังต่อเนื่อง” มากกว่าสร้างความกลัว
🧬 ไวรัสนิปาห์คืออะไร รุนแรงแค่ไหน ทำไมถูกจัดเป็นโรคอันตราย
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงและสมองอักเสบ ซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูง องค์การอนามัยโลกประเมินอัตราป่วยตายโดยรวมอยู่ราว 40-75% (ขึ้นกับความพร้อมระบบสาธารณสุขของพื้นที่และการตรวจพบเร็ว)
ไวรัสนี้ถูกค้นพบครั้งแรกช่วงปี 1998-1999 และประวัติการระบาดสำคัญในเอเชียสะท้อนว่า บางพื้นที่เกี่ยวข้องกับสุกรเป็นตัวกลาง ขณะที่บางพื้นที่เป็นการรับเชื้อจากค้างคาวสู่คนโดยตรงผ่านอาหาร/เครื่องดื่มที่ปนเปื้อน
🔁 ติดต่อได้อย่างไร 3 เส้นทางที่ต้องระวังที่สุด
เส้นทางความเสี่ยงของไวรัสนิปาห์ โดยภาพใหญ่หนีไม่พ้น 3 ทางนี้
- สัตว์สู่คน: สัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ มูล เลือด โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้ และในบางบริบทสุกร
- อาหารปนเปื้อน: กินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ หรือดื่มน้ำหวาน/น้ำผลไม้ดิบที่ปนเปื้อนจากค้างคาว
- คนสู่คน: สัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย มักพบในผู้ดูแลผู้ป่วยหรือบุคลากรการแพทย์
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การกิน” และ “การสัมผัส” ถึงเป็นด่านแรกที่ประชาชนควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้เกิดข่าวใหญ่

🤒 อาการที่พบบ่อย ระยะฟักตัว และสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
อาการเริ่มต้นมักคล้ายโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป
- ไข้
- ปวดศีรษะ
- ไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก
แต่สิ่งที่ทำให้โรคนี้น่ากลัวคือ “อาการทรุดเร็ว” และอาจลามไปสู่สมองอักเสบ เช่น ซึม สับสน ชัก และอาจเข้าสู่โคม่าได้ในเวลาไม่นานในเคสที่รุนแรง
เรื่องระยะฟักตัว WHO ระบุโดยทั่วไปอยู่ราว 4-14 วัน แต่มีรายงานว่ายาวได้มากกว่านั้นในบางกรณี จึงเป็นเหตุผลที่หลายพื้นที่ใช้กรอบเฝ้าระวังหลังสัมผัสเสี่ยงเป็นช่วงเวลาหลายสัปดาห์
🏥 รักษาได้ไหม มียาหรือวัคซีนหรือยัง
ประโยคที่ต้องพูดตรง ๆ คือ “ตอนนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตใช้ทั่วไป และยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะที่ยืนยันผลชัดแบบโรคยอดฮิตอื่น ๆ” แนวทางรักษาหลักจึงเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ การดูแลระบบหายใจ การควบคุมภาวะแทรกซ้อน และการแยกผู้ป่วยเพื่อหยุดการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล
นี่แหละที่ทำให้ “การป้องกัน” สำคัญกว่าเดิมหลายเท่า เพราะถ้าพลาดแล้ว เกมนี้ไม่ใช่เกมที่จะแก้ด้วยยาเม็ดง่าย ๆ
🛡️ วิธีป้องกันที่ทำได้ทันที แบบคนไทยใช้ได้ทุกวัน
ถ้าจะให้เหลือเป็นเช็กลิสต์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน วิธีป้องกันไวรัสนิปาห์ ที่ควรทำมีดังนี้
- เลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะหรือมีร่องรอยสกปรกผิดปกติ ล้างให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนกิน
- เลี่ยงน้ำหวาน/น้ำผลไม้ดิบที่ไม่แน่ใจความสะอาด โดยเฉพาะน้ำจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านความร้อน
- ไม่จับค้างคาวหรือสัตว์ป่าด้วยมือเปล่า หากจำเป็นต้องทำงานใกล้สัตว์ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน
- หากมีไข้สูงร่วมกับอาการทางเดินหายใจรุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาท ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเดินทาง-ประวัติสัมผัสเสี่ยง
สำหรับคนเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง หลักคิดคือ “อย่าฝืน” ถ้ามีอาการให้รีบเข้าสู่ระบบ อย่ารอให้หนักแล้วค่อยไป เพราะโรคที่ทรุดเร็ว คนที่ชนะคือคนที่เข้าระบบเร็วกว่า

📌 ทำไมโรคนี้ไม่พุ่งแบบโควิด แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายชี้คล้ายกันว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ได้แพร่เร็วแบบโควิดหรือไข้หวัดใหญ่ในภาพรวม และมักเห็นการติดเป็นกลุ่มเล็กในบริบทใกล้ชิด เช่น ครอบครัวหรือโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคและโอกาสเสียชีวิตสูงทำให้ “เจอเคสเมื่อไหร่ต้องคุมให้ไว” เพราะนี่คือโรคที่พลาดแล้วราคามันแพง
✅ สรุปสถานการณ์วันนี้ ไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เกมรับต้องแน่นกว่าเดิม
ภาพรวม ณ วันที่ 26 ม.ค. ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน ขณะที่มาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังถูกยกระดับใน 3 สนามบินแบบจำกัดเป้าหมาย และระบบสาธารณสุขย้ำความพร้อมทั้งการตรวจ การแยกผู้ป่วย และการสื่อสารข้อมูลเพื่อลดความตื่นตระหนก
สิ่งที่ประชาชนทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่แชร์ความกลัว แต่คือแชร์ความรู้ กินให้สุก เลือกให้สะอาด สังเกตอาการ และเข้าระบบให้ไวเมื่อมีความเสี่ยง เท่านี้ก็ลดโอกาส “เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่” ได้จริง
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

