🔥 เหตุไฟไหม้เช้ามืดที่ทำคนลำปางช็อก กุฏิไม้เก่าลุกลามเร็วเพราะเป็นไม้โบราณ
เช้าวันที่ 2 ก.พ. 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวัดม่อนปู่ยักษ์ หรือ “วัดม่อนสัณฐาน” ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลพระบาท อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง โดยเพลิงลุกไหม้รุนแรงบริเวณ “กุฏิไม้โบราณ” จนกลุ่มควันดำพวยพุ่งสูง มองเห็นได้จากหลายมุมของตัวเมือง เพราะวัดตั้งอยู่บนเนินสูง ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุทันที
⏱️ ไทม์ไลน์เหตุการณ์ เสียงดังคล้ายระเบิดก่อนเพลิงโหม แล้วคุมไฟได้ในราว 1 ชั่วโมง
ภาพรวมจากรายงานข่าวในพื้นที่สอดคล้องกันว่า
- ประมาณ 05.00 น. ชาวบ้านที่อยู่ใกล้วัดได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิด ก่อนสะดุ้งตื่นและพบไฟเริ่มลุกไหม้แล้ว จึงรีบเรียกคนช่วยกันนำน้ำสาด แต่กุฏิเป็นไม้เก่า ทำให้ไฟกินเร็วและแรง
- ช่วงราว 06.30 น. มีการแจ้งเหตุและระดมกำลังรถดับเพลิงหลายหน่วยเข้าพื้นที่
- เจ้าหน้าที่ใช้เวลาฉีดน้ำควบคุมเพลิง “เกือบ 1 ชั่วโมง” จึงคุมไฟได้และกันไม่ให้ลามไปอาคารอื่นในวัด แต่กุฏิถูกเผาวอดเสียหายทั้งหลัง
จุดที่ควรสังเกตคือ รายงานบางแห่งพาดหัววันที่เป็นปี 2569 แต่มีข้อความบางบรรทัดระบุ “2568” ซึ่งน่าจะเป็นความคลาดเคลื่อนด้านการพิมพ์ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสำนักยืนยันว่าเหตุเกิด “2 ก.พ.” และใช้เวลาคุมไฟราว 1 ชั่วโมง

🚒 ระดมกำลังหลายหน่วย งานดับเพลิงแข่งกับเวลาเพื่อกันไฟลามถึงอาคารหลักอื่น
ภารกิจครั้งนี้เป็นงานหนักเพราะเป็นอาคารไม้เก่าที่ติดไฟง่าย และตั้งอยู่บนเนิน ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ต้องจัดการอย่างเป็นระบบ รายงานระบุว่ามีการระดมรถดับเพลิงและกำลังสนับสนุนจากหลายหน่วย เช่น งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของ เทศบาลนครลำปาง มณฑลทหารบกที่ 32 รวมถึงกู้ภัยในพื้นที่ เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เป้าหมายคือหยุดไฟให้ได้ก่อนความร้อนจะลามไปอาคารใกล้เคียงและบ้านเรือนรอบวัด
🧯 สาเหตุเพลิงไหม้ยังต้องรอพิสูจน์ บางกระแสคาดไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยังไม่ฟันธง
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ เก็บหลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยรายงานข่าวบางสำนักระบุ “คาดว่าอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร” แต่ย้ำว่าเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ต้องรอหน่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอีกครั้ง
บ้านกีฬาอยากย้ำให้ชัดในภาษาคนอ่านง่าย ๆ ว่า
- ตอนนี้ “รู้เพียงว่าไฟไหม้หนักมากและเสียหายทั้งหลัง”
- แต่ “ยังไม่ควรชี้ชัดสาเหตุ” จนกว่าผลตรวจอย่างเป็นทางการจะออกมา

🏛️ ทำไมกุฏิหลังนี้ถึงสำคัญ กว่าแค่สิ่งปลูกสร้าง คือมรดกศิลปะพม่าอายุกว่า 144 ปี
ความเจ็บปวดของชาวลำปางไม่ใช่แค่เห็นไฟไหม้อาคารหลังหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสีย “ของเก่า” ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม รายงานข่าวระบุว่ากุฏิไม้หลังนี้มีอายุราว 144 ปี เป็นงาน “ศิลปะพม่า” ที่โดดเด่นทั้งโครงสร้างไม้และลวดลายตกแต่ง ทำให้เมื่อไฟโหมขึ้นมา จึงกลายเป็นข่าวสะเทือนใจทันที
ในเชิงภาพจำของวัดพม่าในลำปาง จุดแข็งของสถาปัตยกรรมแนวนี้คือ “ความละเอียดของงานไม้” และ “เอกลักษณ์แบบไทใหญ่-พม่า” ที่ฝังตัวอยู่ในเมืองมานานจากยุคการค้าไม้สัก ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลำปางถึงมีวัดพม่าหลายแห่ง และหลายวัดถูกยกให้เป็นแหล่งมรดกสำคัญของท้องถิ่น
🕌 ภาพรวมวัดม่อนปู่ยักษ์ในฐานะวัดพม่า-ไทใหญ่ของเมืองลำปาง
หากมองในมุมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วัดม่อนปู่ยักษ์ถูกกล่าวถึงว่าเป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลศิลปะพม่า-ไทใหญ่ และตั้งอยู่ในตำบลพระบาทของเมืองลำปาง
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลเชิงสารานุกรมอธิบายที่มาของชื่อ “ม่อน” ว่าเกี่ยวกับการตั้งอยู่บนเนิน และเรื่องเล่าคนท้องถิ่นที่เรียกเจ้าอาวาสชาวพม่ารูปร่างสูงใหญ่ จนกลายเป็นชื่อที่คนจำติดปากมาถึงปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น วัดนี้มักถูกเรียกสลับชื่อว่า “วัดม่อนสัณฐาน” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันแพร่หลายในแผนที่และในรายงานข่าวหลายสำนักด้วย

🪵 เสน่ห์สถาปัตยกรรมกุฏิไม้ศิลปะพม่า จุดเด่นที่ไฟครั้งนี้พรากไป
จากคำบรรยายที่มีในรายงานข่าว กุฏิไม้ของวัดมีลักษณะงานช่างแบบพม่า เช่น
- โครงสร้างเครื่องไม้ และหลังคาทรงจั่วซ้อนเป็นชั้น ๆ
- งานแกะสลักไม้ตกแต่งบริเวณซุ้มทางเข้าและส่วนประกอบต่าง ๆ
- การวางผังภายในที่มีโถงกลาง จุดประดิษฐานพระพุทธรูป และพื้นที่ใช้งานของพระสงฆ์
ในภาษาคนทั่วไป นี่คือ “งานฝีมือที่ไม่ได้สร้างกันง่าย ๆ” เพราะต้องใช้ช่าง ใช้เวลา ใช้ทุน และใช้ความรู้เฉพาะทางของสกุลช่างท้องถิ่นผสมรากวัฒนธรรมจากฝั่งพม่า-ไทใหญ่
🕯️ เจ้าอาวาสไม่อยู่วัดช่วงเกิดเหตุ ความเสียหายจึงยิ่งน่าใจหาย
รายงานข่าวระบุว่า ช่วงเกิดเหตุเจ้าอาวาสจำพรรษาอยู่เพียงรูปเดียว และกำลังเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจนอกพื้นที่ (มีการระบุไปทางอำเภอเถิน) เมื่อทราบข่าวจึงเร่งเดินทางกลับวัดทันที
นี่คือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้หลายคนยิ่งสะเทือนใจ เพราะมันสะท้อนว่าเหตุเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวจริง ๆ

🧠 มุมความรู้ที่คนไทยควรรู้ “ไฟไหม้โบราณสถาน” ทำไมถึงดับยากและเสียหายเร็ว
เหตุไฟไหม้ในอาคารไม้เก่า โดยเฉพาะในพื้นที่วัดหรืออาคารทรงคุณค่า มีปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์พุ่งไวแบบน่ากลัว
- ไม้เก่าแห้ง เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี ไฟลามเร็วและปล่อยความร้อนสูง
- โครงสร้างซับซ้อน โพรง ฝ้า เพดาน ช่วยให้ไฟวิ่ง “ซ่อนตัว” ได้
- การเข้าพื้นที่มีข้อจำกัด ทั้งความสูง เนิน ทางแคบ และความใกล้ของชุมชน
- ของภายใน เช่น เครื่องไม้ เครื่องใช้ ผ้า วัสดุตกแต่ง ล้วนเพิ่มเชื้อเพลิงให้ไฟแรงขึ้น
เมื่อเกิดเหตุขึ้นมา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การดับไฟ คือการ “กันไฟไม่ให้ลาม” ไปอาคารหลักอื่น เพราะถ้าลามถึงวิหารหรืออุโบสถ ความเสียหายจะทวีคูณทันที ซึ่งครั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถคุมเพลิงไว้ไม่ให้ลุกลามไปอาคารอื่นได้ ถือเป็นงานที่ต้องให้เครดิตทีมภาคสนามแบบเต็ม ๆ
🧯 บทเรียนเชิงป้องกันสำหรับวัดและชุมชน ตรวจไฟฟ้า-จัดแผนรับมือ ลดโอกาสสูญเสียซ้ำ
แม้ต้องรอผลตรวจสาเหตุอย่างเป็นทางการ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อน “โจทย์ใหญ่” ที่วัดเก่าและชุมชนรอบโบราณสถานเจอกันทั่วประเทศ นั่นคือเรื่องการป้องกันไฟไหม้
แนวทางที่ทำได้จริงและควรพูดกันให้ดังขึ้น
- ตรวจระบบไฟฟ้าเป็นรอบ โดยช่างที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะอาคารไม้เก่า
- แยกวงจรไฟฟ้าสำคัญ และติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว-ตัดไฟเกิน
- จัดทำแผนฉุกเฉินของวัดและชุมชน ซ้อมการแจ้งเหตุและเส้นทางเข้าพื้นที่
- เตรียมจุดน้ำ-สายฉีด-ถังดับเพลิงให้เข้าถึงง่าย พร้อมตรวจสภาพสม่ำเสมอ
- สำรวจจุดเสี่ยง เช่น ห้องเก็บของ จุดวางธูปเทียน สายไฟชั่วคราว
- ทำฐานข้อมูลภาพถ่ายและแบบแปลน เพื่อช่วยงานบูรณะหรือจำลองเมื่อเกิดความเสียหาย
พูดให้ตรงที่สุด – ไฟไหม้ไม่ได้เผาแค่ “อาคาร” แต่มันเผา “ความทรงจำของเมือง” ด้วย การป้องกันจึงไม่ใช่เรื่องของวัดฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของทั้งชุมชนและหน่วยงานรัฐที่ต้องช่วยกันยกระดับมาตรฐาน

🤝 หลังไฟสงบ เมืองต้องเดินต่อ การเยียวยา-การอนุรักษ์-การบูรณะคือสนามจริง
หลังเหตุการณ์แบบนี้ ขั้นตอนที่มักตามมาคือ
- ตรวจพื้นที่และประเมินความปลอดภัยโครงสร้าง
- เก็บซากวัสดุและสิ่งของที่ยังพออนุรักษ์ได้
- รวบรวมหลักฐานเพื่อหาสาเหตุและจัดทำรายงานความเสียหาย
- วางแนวบูรณะ โดยคำนึงถึงความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และงานช่างดั้งเดิม
ในหลายกรณี การบูรณะอาคารศิลปะพม่า-ไทใหญ่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะลายไม้ การเข้ามุม การทำหลังคาซ้อนชั้น และองค์ประกอบประดับตกแต่ง ไม่ใช่งานที่ทำ “ให้เหมือน” แบบผิว ๆ แล้วจบ แต่ต้องทำ “ให้ถูก” ทั้งวัสดุ สัดส่วน และเทคนิค
🗺️ ลำปางกับเส้นทางวัดพม่า เมื่อความงามคือทุนวัฒนธรรมของเมือง
เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ทำให้คนจำนวนมากหันกลับมามอง “วัดพม่าในลำปาง” ว่ามันคือเสน่ห์ที่หาไม่ได้ง่ายในจังหวัดอื่น วัฒนธรรมยุคค้าไม้สักทำให้ลำปางมีวัดที่รับอิทธิพลพม่าหลายแห่ง และถูกพูดถึงในแง่ความงามทางสถาปัตยกรรมอยู่เสมอ
ตัวอย่างวัดพม่าที่คนมักเดินสายไปชม เช่น วัดศรีชุม ซึ่งถูกอธิบายโดยหน่วยงานท่องเที่ยวว่าเป็นวัดพม่าขนาดใหญ่โดดเด่นแห่งหนึ่งของไทย
มุมนี้สำคัญ เพราะเมื่อเมืองมี “ทุนวัฒนธรรม” เมืองก็ต้องมี “เกราะป้องกัน” ให้ทุนเหล่านั้นอยู่รอด ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องเศร้าซ้ำ ๆ ทุกปี

🧾 สรุปเหตุไฟไหม้วัดม่อนปู่ยักษ์ กุฏิไม้ศิลปะพม่าวอดทั้งหลัง แต่คำถามสำคัญยังต้องรอคำตอบ
- เหตุเกิดเช้าวันที่ 2 ก.พ. 2569 เพลิงลุกไหม้กุฏิไม้โบราณภายในวัดม่อนปู่ยักษ์หรือวัดม่อนสัณฐาน ในเขตตำบลพระบาท เมืองลำปาง
- มีชาวบ้านได้ยินเสียงดังคล้ายระเบิดก่อนเกิดไฟ และไฟลุกลามเร็วเพราะเป็นไม้เก่า
- เจ้าหน้าที่ระดมกำลังหลายหน่วย ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงควบคุมเพลิง ไม่ให้ลามไปอาคารอื่น แต่กุฏิเสียหายทั้งหลัง
- สาเหตุยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ บางรายงานคาดไฟฟ้าลัดวงจร แต่ต้องรอผลพิสูจน์หลักฐาน
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

