ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เดินเกมตั้งทีมสมองเศรษฐกิจ เขย่ากระทรวงพาณิชย์ ดันคณะที่ปรึกษา-ผู้แทนค้าไทย รับศึกโลกการค้าเดือด

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

การขยับตัวของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลังมีรายงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ว่าเธอได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า ตลาดทุน กฎหมาย และภาคธุรกิจเข้าหารือ พร้อมทาบทามหลายรายเข้ามาเป็นคณะที่ปรึกษา รวมถึงชวนอดีตนักการทูตและอดีตตัวแทนการค้าไทยเข้ามาเสริมทีมในบทบาทคณะตัวแทนการค้าไทย หรือ Thailand Trade Representatives – TTR เพื่อยกระดับการกำหนดนโยบายให้ทันเกมเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

จังหวะนี้ไม่ใช่แค่การจัดทีมใหม่ตามพิธีการทางการเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังพยายามรวบ “สมองจากหลายวงการ” มาช่วยรับมือโจทย์ใหญ่ ตั้งแต่ผลกระทบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกและภูมิรัฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่กระทบผู้ส่งออก ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อย ตลอดจนความสามารถแข่งขันของไทยในระยะยาว

ศุภจีขยับหมากอะไร และทำไมจึงถูกจับตา

หัวใจของข่าวนี้อยู่ที่การระดมผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยวางมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยฝ่ายรัฐบาลระบุชัดว่าการหารือครอบคลุมเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาทางลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องวางนโยบายเชิงรุกเพื่อให้ไทยไม่เสียเปรียบในเวทีโลก

ในทางการเมืองและนโยบายสาธารณะ การตั้งคณะที่ปรึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้รอบนี้น่าสนใจคือรายชื่อบุคคลที่ถูกทาบทามมีทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน อดีตรัฐมนตรี อดีตเอกอัครราชทูต และผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน นั่นหมายความว่าแนวทางของศุภจีน่าจะไม่ใช่การมองปัญหาแบบแยกส่วน แต่พยายามเชื่อม “การค้า-การเงิน-การทูต-ภาคเอกชน” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น

รายชื่อทีมที่ถูกทาบทาม บอกอะไรกับเกมเศรษฐกิจไทย

จากข้อมูลที่เปิดเผย ผู้ที่ถูกทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาและผู้ร่วมประชุมมีหลายชื่อที่ถือว่าหนักแน่นในแวดวงนโยบายเศรษฐกิจ เช่น วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ปิติ ศรีแสงนาม, ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย, ยรรยง ไทยเจริญ, อาร์ม ตั้งนิรันดร, พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย, ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ และอนันต์ ลาภสุขสถิต ขณะที่ฝั่งคณะตัวแทนการค้าไทยที่ถูกทาบทามมี นงนุช เพ็ชรรัตน์, ชุตินทร คงศักดิ์ และวีระพงษ์ ประภา

เมื่อไล่ดูองค์ประกอบของทีม จะเห็นชัดว่ามีทั้งสายเศรษฐกิจมหภาค สายธนาคาร สายตลาดทุน สายจีนศึกษา สายส่งออก และสายนักการทูตการค้า ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สะท้อนว่าปัญหาการค้าไทยวันนี้ไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคาสินค้าหรือการส่งออกอย่างเดียว แต่โยงไปถึงการเจรจาระหว่างประเทศ การลงทุน ความเชื่อมั่น และการอ่านเกมมหาอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย

TTR หรือคณะตัวแทนการค้าไทย สำคัญอย่างไร

หนึ่งในจุดที่คนสนใจมากคือการทาบทามบุคคลบางส่วนให้ทำหน้าที่ในคณะตัวแทนการค้าไทย หรือ TTR ซึ่งตามชื่อก็บอกชัดว่าเป็นกลไกที่เชื่อมไทยกับคู่ค้าระดับนานาชาติ การมีอดีตเอกอัครราชทูตและอดีตตัวแทนการค้าไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมสะท้อนว่าศุภจีกำลังให้ความสำคัญกับมิติ “การค้าเชิงยุทธศาสตร์” มากขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการผลักยอดส่งออกระยะสั้นเท่านั้น

ในโลกการค้าปัจจุบัน ประเทศที่ต่อรองได้เก่งไม่ได้ชนะด้วยสินค้าดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทีมที่อ่านเกมคู่ค้าเป็น เข้าใจข้อกฎหมาย รู้ทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ และเชื่อมผลประโยชน์ภาครัฐกับเอกชนได้จริง การหยิบ TTR กลับมาเป็นหมากสำคัญ จึงเป็นสัญญาณว่าไทยกำลังต้องการ “คนที่พูดได้ทั้งภาษานโยบายและภาษาธุรกิจ” ไปพร้อมกัน

ศุภจีคือใคร ทำไมการขยับตัวครั้งนี้จึงมีน้ำหนัก

ศุภจีไม่ได้มาจากสายการเมืองล้วน แต่มีภาพจำในฐานะผู้บริหารหญิงระดับแถวหน้าของภาคธุรกิจไทย เธอเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไทยคม และต่อมาถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของดุสิตว่าเป็นซีอีโอคนแรกที่ไม่ได้มาจากตระกูลผู้ก่อตั้ง พร้อมขับองค์กรไปสู่ยุคที่เน้นความยั่งยืนและการทำกำไรควบคู่กัน

ประวัติแบบนี้ทำให้การเข้ามาคุมกระทรวงพาณิชย์ของเธอถูกอ่านได้สองมิติ มิติแรกคือความคาดหวังว่าเธอจะใช้ประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริงเข้ามาแก้โจทย์เชิงนโยบาย มิติที่สองคือแรงกดดัน เพราะเมื่อมาจากภาคเอกชน ผู้คนย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่วัดได้เร็ว ชัด และจับต้องได้มากกว่านักการเมืองทั่วไป

ทำไมกระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งตั้งทีมในเวลานี้

เหตุผลสำคัญอยู่ที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง ทั้งความผันผวนของอุปสงค์โลก การเปลี่ยนตำแหน่งของฐานการผลิต การแข่งขันดึงดูดการลงทุน และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์การค้า ข่าวจากทั้งฝั่งภาครัฐและสื่อเศรษฐกิจตรงกันว่าเป้าหมายของการหารือรอบนี้คือการวางทั้งมาตรการบรรเทาผลกระทบปัจจุบัน และแผนเชิงรุกระยะยาวเพื่อยกระดับความสามารถแข่งขันของไทย

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น กระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขายสินค้าไทยออกนอกประเทศ แต่ต้องทำงานตั้งแต่การรักษาสมดุลตลาดในประเทศ ดูแลต้นทุนผู้ประกอบการ สร้างความมั่นใจให้เอกชน เจรจากับคู่ค้า และประคองภาพรวมความเชื่อมั่น การมีทีมที่ปรึกษาหลากหลายจึงเหมือนการสร้าง “วอร์รูมเศรษฐกิจ” มากกว่าตั้งคณะทำงานตามธรรมเนียมเท่านั้น

สิ่งที่ภาคธุรกิจอยากเห็นจากทีมใหม่นี้

สิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากอยากเห็นไม่ใช่แค่รายชื่อคนเก่ง แต่คือผลลัพธ์ที่ตามมา เช่น นโยบายที่ชัดขึ้น การประสานงานรัฐ-เอกชนที่เร็วขึ้น การอ่านเกมตลาดโลกที่แม่นขึ้น และการช่วยผู้ส่งออกไทยรับมือความเสี่ยงได้จริง เพราะต่อให้รายชื่อคมแค่ไหน หากแปลงเป็นมาตรการที่ใช้ไม่ได้จริง ก็ยากจะสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวได้

อีกด้านหนึ่ง การมีผู้เชี่ยวชาญจากธนาคาร ตลาดทุน และภาคธุรกิจเข้าร่วม ยังอาจช่วยให้กระทรวงพาณิชย์มองโจทย์กว้างกว่าเดิม เช่น การเข้าถึงเงินทุนของผู้ประกอบการ การประเมินผลกระทบจากค่าเงิน ภาวะต้นทุน หรือการเชื่อมมาตรการค้ากับยุทธศาสตร์การลงทุน นี่คือจุดที่ทำให้การตั้งทีมรอบนี้มีความสำคัญเกินกว่าข่าวแต่งตั้งทั่วไป

มุมการเมืองที่ต้องจับตา

แม้ข่าวนี้จะอยู่ในกรอบเศรษฐกิจและการค้า แต่ในทางการเมืองก็มีนัยไม่น้อย เพราะการดึงบุคคลที่มีเครดิตจากหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมวง สามารถช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพให้กับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณว่า ศุภจีกำลังพยายามสร้างเครือข่ายนโยบายที่ไม่จำกัดอยู่แค่ข้าราชการประจำหรือทีมการเมืองในกระทรวงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจริงจะอยู่ที่ขั้นต่อไป คือจาก “การทาบทาม” ไปสู่ “การทำงานจริง” และจาก “การระดมสมอง” ไปสู่ “นโยบายที่ออกผล” เพราะประชาชนกับภาคธุรกิจไม่ได้รอดูแค่ทีมใครใหญ่ แต่รอดูว่าราคาสินค้า การส่งออก ความเชื่อมั่น และโอกาสการแข่งขันของไทยจะดีขึ้นหรือไม่ในโลกที่เปลี่ยนทุกวัน

ภาพใหญ่ที่ข่าวนี้กำลังบอกกับสังคมไทย

ข่าวการตั้งคณะที่ปรึกษาและตัวแทนการค้าไทยของศุภจี กำลังบอกหลายอย่างพร้อมกัน ข้อแรก ไทยเริ่มยอมรับมากขึ้นว่าโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ต้องใช้ทีมข้ามศาสตร์ ข้อสอง การค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสุดท้ายจะย้อนกลับมากระทบผู้ประกอบการ คนทำงาน เกษตรกร และผู้บริโภคในประเทศ ข้อสาม ผู้นำที่มีแบ็กกราวด์ภาคธุรกิจย่อมถูกคาดหวังให้แสดงฝีมือในแบบที่วัดผลได้รวดเร็วกว่าเดิม

สำหรับ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ การขยับครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการตั้งคนรอบตัว แต่คือการวางฐานอำนาจทางความคิดและเครือข่ายนโยบายในช่วงต้นของการทำงาน หากเดินเกมได้แม่น เธออาจกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของทิศทางการค้าไทยในระยะต่อไป แต่ถ้าทำได้แค่ตั้งทีมสวยบนกระดาษ กระแสความคาดหวังก็อาจย้อนกลับมากดดันอย่างหนักไม่แพ้กัน

สรุป

การประชุมและการทาบทามคณะที่ปรึกษารวมถึงคณะตัวแทนการค้าไทยในครั้งนี้ เป็นสัญญาณชัดว่าศุภจีกำลังเร่งจัดทัพเศรษฐกิจเพื่อรับมือโลกการค้าที่ผันผวน โดยดึงทั้งอดีตรัฐมนตรี นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน และอดีตนักการทูตเข้ามาเสริมทีม เป้าหมายคือทำให้การกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์รอบด้านขึ้น เชื่อมรัฐกับเอกชนแน่นขึ้น และทำให้ไทยพร้อมสู้เกมเศรษฐกิจโลกได้มากกว่าเดิม

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา