จุดเริ่มจากเมืองโรงงานสู่ธงนำชาติบนเวทีใหญ่สุดของโลก
จากเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอุซเบกิสถาน ที่มีแค่หอคอยจาร์คูร์กาน โรงงานน้ำมัน โรงงานสิ่งทอ และไร่ฝ้าย เป็นภาพจำของผู้คน วันนี้เมืองนั้นถูกพูดถึงในฐานะบ้านเกิดของหนึ่งในนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติอย่าง เอลดอร์ โชมูโรดอฟ กองหน้ากัปตันทีมชาติที่กำลังจะพา ทีมชาติอุซเบกิสถาน ไปสร้างประวัติศาสตร์ใน ฟุตบอลโลก 2026
ชะตาชีวิตของเขาเริ่มจากครอบครัวนักฟุตบอล ทั้งพ่อและพี่ชายต่างเคยเล่นบอลในประเทศ ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อยๆ ไต่ระดับจากลีกบ้านเกิด สู่รัสเซีย แล้วทะลุไปถึงแสงไฟเจิดจ้าของเวทียุโรปในกัลโช่ เซเรีย อา พร้อมกับการกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติอุซเบกิสถาน และวันนี้เขายืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของอาชีพ – การเป็นกัปตันทีมชาติในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกของชาติ
อีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้า โชมูโรดอฟในวัย 30 ปี จะเดินนำเพื่อนร่วมทีมลงสนามที่เม็กซิโก ซิตี้ เจอกับโคลอมเบีย ในนัดเปิดหัวเวิลด์คัพนัดประวัติศาสตร์ของชาติ และนั่นไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่มันคือความฝันร่วมกันของทั้งประเทศ
ความรู้สึกของกัปตันชาติเล็กที่ทั้งประเทศฝากความหวัง
สำหรับโชมูโรดอฟ นี่ไม่ใช่แค่การได้มาเล่นฟุตบอลโลก แต่มันคือการแบกหัวใจของคนทั้งชาติ และแฟนบอลทั้งภูมิภาคเอเชียกลางเอาไว้บนบ่า
เขาบอกกับฟีฟ่าแบบตรงไปตรงมาว่า
“มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยากมาก ไม่ใช่แค่พวกเรานักเตะ แต่คนทั้งอุซเบกิสถานอยากไปบอลโลกครั้งนี้กันจริงๆ และหลังจากเราคว้าตั๋วได้ ทุกคนมีความสุขมาก เพราะทุกคนเข้าใจดีว่านี่มีความหมายแค่ไหนสำหรับประชาชนและแฟนบอลของเรา นั่นแหละทำไมมันถึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเรา
แฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่แค่จากอุซเบกิสถาน แต่จากทั้งเอเชียกลาง ต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับเรา ถ้าจำไม่ผิด ประธานาธิบดีคาซัคสถานยังแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีของเราด้วยซ้ำ และถ้าเราทำผลงานให้ดีในฟุตบอลโลก ทีมชาติอุซเบกิสถานจะได้แฟนบอลจากทั่วโลกแน่นอน”
นี่คือระดับความหมายที่มากกว่าผลการแข่งขัน มันคือศักดิ์ศรีของภูมิภาคเล็กๆ ที่อยากให้ทั้งโลกหันมามอง
กลุ่มโหดในเวิลด์คัพ และภารกิจลบภาพทีมรองบ่อน
อุซเบกิสถานถูกจับสลากมาอยู่ในกลุ่มเค ร่วมกับโคลอมเบีย, โปรตุเกส และอีกหนึ่งทีมจากเส้นทางเพลย์ออฟ (ดีอาร์ คองโก, จาเมกา หรือ นิวแคลิโดเนีย) โปรแกรมแข่งจะโยกไปเล่นทั้งที่เม็กซิโก ซิตี้, ฮูสตัน และแอตแลนตา ถือว่าเป็นกลุ่มที่โหดและใช้คำว่า “หินทั้งสาย” ได้แบบไม่ต้องคิดมาก
แต่โชมูโรดอฟยืนยันว่าเขาและเพื่อนร่วมทีมไม่คิดถอย
“ผมรู้ตั้งแต่ก่อนจับสลากแล้ว ว่ามันไม่ได้สำคัญมากนักว่าเราจะอยู่กับใคร งานของเราตอนนี้คือการพาทีมผ่านรอบแบ่งกลุ่มให้ได้ ส่วนที่เหลือปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา
แน่นอนว่าเราจะทำให้ดีที่สุด เราเป็นตัวแทนของชาติ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องทำงานให้หนักและแสดงให้โลกเห็นว่าอุซเบกิสถานคือหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่ง แต่เราก็ไม่สามารถให้สัญญาอะไรที่เกินจริงได้
บางคนอาจมองว่าเราเป็นทีมรองบ่อน แต่หน้าที่ของเราคือทำลายภาพเหล่านั้น และเปลี่ยนความคิดของผู้คนให้ดีขึ้น”
คำว่า “shatter perceptions” หรือการ “ทำลายภาพจำ” คือเป้าหมายหลักของทีมนี้ พวกเขารู้ดีว่าคนส่วนใหญ่จะไม่มองว่าอุซเบกิสถานเป็นทีมใหญ่ แต่ยิ่งถูกมองต่ำเท่าไหร่ พวกเขายิ่งอยากสร้างเซอร์ไพรส์บนเวทีโลกมากเท่านั้น
เส้นทางค้าแข้ง: จากรอสตอฟถึงโรมา สร้างชื่อกองหน้าจอมถล่มประตู
เส้นทางของโชมูโรดอฟในวงการลูกหนังไม่ง่าย แต่คมชัดแบบหนังชีวิต เขาย้ายออกจากลีกบ้านเกิดไปหาความท้าทายกับรอสตอฟในรัสเซียตั้งแต่อายุ 22 ปี จากนั้นย้ายต่อไปเจนัวในอิตาลี ก่อนจะได้เซ็นสัญญากับยักษ์ใหญ่กัลโช่อย่างโรมาในปี 2021
ฤดูกาลถัดมา เขากลายเป็นนักเตะอุซเบกคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์สโมสรยุโรป เมื่อโรมาได้แชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก นั่นคือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ชื่อ “Shomurodov” ถูกพูดถึงไปทั่วทั้งเอเชียกลาง
ปัจจุบันเจ้าตัวย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับบาซัคเซเฮียร์ในตุรกี ซูเปอร์ลีก และกำลังอยู่ในฟอร์มที่สุดโหด ยิงไป 12 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จาก 17 นัด ขึ้นนำดาวซัลโวของลีกแบบเต็มๆ ทำให้เขาเดินเข้าสู่ปีฟุตบอลโลกด้วยโมเมนตัม และความมั่นใจเต็มถัง
การที่กัปตันทีมชาติอยู่ในฟอร์มร้อนแรงระดับนี้ คือข่าวดีที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับอุซเบกิสถานก่อนลุยเวิลด์คัพ เพราะในทัวร์นาเมนต์สั้นๆ กองหน้าที่คมและมั่นใจ สามารถเปลี่ยนจาก “ทีมม้ามืดธรรมดา” ให้กลายเป็น “ทีมที่ไม่มีใครอยากเจอ” ได้ทันที
แรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ และการเปลี่ยนโฉมฟุตบอลอุซเบกิสถาน
โชมูโรดอฟไม่ได้มองเรื่องนี้แค่ในมุมของตัวเอง เขารู้ตัวดีว่าทุกก้าวที่เขาเดินในยุโรป กำลังเปิดทางให้เด็กรุ่นใหม่ได้กล้าฝันมากขึ้น
เขาพูดถึงเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า
“ถ้าลองมองย้อนกลับไป ก่อนที่ผมจะย้ายออกไป มีนักเตะไม่กี่คนมากที่เคยเล่นในยุโรป ทุกวันนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้ และหลายประเทศทั่วโลกก็เห็นแล้วว่านักเตะจากอุซเบกิสถานสามารถย้ายไปเล่นให้ทีมแกร่งในยุโรปได้ ผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ช่วยทีมชาติ แต่ช่วยวงการฟุตบอลอุซเบกิสถานทั้งหมด
ในอุซเบกิสถาน ผู้คนรักฟุตบอลกันมากอยู่แล้ว และเชียร์ทีมชาติมาเสมอ ตอนผมยังเด็ก ผมจำได้ว่าทุกคนเสียใจมากเวลาทีมชาติพลาดตั๋วฟุตบอลโลก แต่วันนี้ด้วยความสำเร็จล่าสุดของเรา และการที่ประธานาธิบดีให้ความสำคัญกับกีฬาและฟุตบอล ทัศนคติของแฟนบอลต่อทีมชาติและฟุตบอลของเราเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
นักเตะของเราเริ่มกระจายไปเล่นทั่วยุโรป โครงสร้างพื้นฐานถูกพัฒนา โอกาสของเยาวชนถูกสร้างขึ้น และตอนนี้ทุกอย่างเริ่มออกดอกออกผลแล้ว”
สิ่งที่เขาพูดสะท้อนภาพใหญ่ของประเทศได้ชัดเจน – จากทีมที่เคยแค่ “ใกล้เคียง” เวิลด์คัพ กลายเป็นทีมที่มีนักเตะกระจายเล่นในยุโรป โครงสร้างฟุตบอลดีขึ้น และตอนนี้ผลลัพธ์กำลังกลับมาตอบแทนทั้งชาติ
แฟนอุซเบกทั่วโลกคือพลังเสริมบนแผ่นดินอเมริกาเหนือ
ฟุตบอลโลกครั้งนี้ไม่ได้มีแค่คนในประเทศที่รอเชียร์ แต่ยังมีชาวอุซเบกที่อาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือจำนวนมาก ซึ่งโชมูโรดอฟเชื่อว่าจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญอย่างยิ่ง
เขาทิ้งท้ายถึงแฟนบอลว่า
“แน่นอนว่าตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราจะได้ไปเล่นฟุตบอลโลก คนจากอุซเบกิสถานจำนวนมากก็เริ่มวางแผนจะเดินทางไปเชียร์ ผมหวังว่าการได้เห็นพวกเขาในสนามจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้เล่นต่อหน้าแฟนบอลในบ้าน เรารู้ว่ามีชาวอุซเบกจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ในอเมริกา การได้รู้ว่าพวกเขาคอยหนุนหลังและส่งแรงใจให้เรา จะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ช่วยให้เรายกระดับตัวเองไปอีกขั้น”
ภาพที่โชมูโรดอฟอยากเห็นคือสีธงชาติอุซเบกิสถานเต็มอัฒจันทร์ในเม็กซิโก ฮูสตัน และแอตแลนตา พร้อมเสียงเชียร์ที่ดังไม่แพ้ชาติไหนบนโลกใบนี้
บทเรียนจากชาติ “นอกสายตา” ที่แฟนบอลไทยควรจับตา
สำหรับแฟนบอลไทย การได้เห็นทีมอย่างอุซเบกิสถานไปเล่นฟุตบอลโลก เป็นบทเรียนสำคัญว่า “ชาติจากเอเชียกลางก็ไปไกลได้ ถ้ามีทิศทางชัดเจน” ทั้งเรื่องการส่งนักเตะไปยุโรป การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานฟุตบอล การหนุนหลังจากภาครัฐ และการสร้างซูเปอร์สตาร์ระดับชาติอย่างโชมูโรดอฟที่ทั้งยิงเก่ง แบกทีมได้ และพูดแทนหัวใจของคนทั้งประเทศ
ในทุกยุคของฟุตบอลโลก มักมีหนึ่งหรือสองชาติที่ถูกมองข้าม แต่กลับสร้างเรื่องเล่ามหัศจรรย์ให้ทั้งโลกจดจำ อุซเบกิสถานของโชมูโรดอฟกำลังขอสมัครเป็นหนึ่งในนั้น และถ้าเขายังคมแบบในตุรกี พวกเขาอาจเป็นทีมที่ “โค่นยักษ์” ให้แฟนบอลทั้งโลกต้องหันมามองใหม่
เสียงจากบ้านกีฬา: เมื่อความฝันทั้งชาติฝากไว้ที่ปลายสตั๊ดโชมูโรดอฟ
ในสายตาของ บ้านกีฬา เรื่องราวของโชมูโรดอฟและทีมชาติอุซเบกิสถานคือภาพสะท้อนของพลังใจ ความพยายาม และการไม่ยอมให้ใครตีกรอบว่า “ชาติเล็กต้องฝันเล็ก” เขาเริ่มจากเมืองอุตสาหกรรมธรรมดาๆ แต่ใช้ความมุ่งมั่นพาตัวเองไปถึงแชมป์ยุโรป และวันนี้กำลังจะนำทัพ “White Wolves” เดินเข้าสู่เวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ว่าผลลัพธ์ในฟุตบอลโลกจะออกมาอย่างไร เรื่องราวของอุซเบกิสถานชุดนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ทั้งในเอเชียกลางและทั่วโลก ว่าความฝันที่ดูไกลโพ้น อาจไม่ไกลอย่างที่คิด ถ้าลงมือเดินตั้งแต่วันนี้
แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล และเรื่องราวเข้มข้นแบบนี้ อย่าลืมติดตามความเคลื่อนไหวมันส์ๆ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

