คริส ริชาร์ดส์: จากเด็กแอละแบมาโนเนม สู่กำแพงเหล็กทีมชาติสหรัฐและตัวจริงพรีเมียร์ลีก

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

โปรไฟล์กองหลังเบอร์หนึ่งทีมชาติสหรัฐฯยุคใหม่

ถ้าไม่มีอาการบาดเจ็บมาขวางทางในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ชื่อของ คริส ริชาร์ดส์ แทบการันตีว่าจะยืนเป็นหนึ่งในคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวจริงของ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไปแล้ว แต่แทนที่จะถอดใจ เขากลับใช้ความผิดหวังครั้งนั้นเป็นเชื้อไฟ ผลักดันตัวเองจนกลายเป็นกำแพงเหล็กระดับท็อปของทีมชาติ และกลายเป็นหนึ่งในแนวรับที่น่าจับตาที่สุดของยุคนี้

ปราการหลังเจ้าของส่วนสูง 6 ฟุต 2 จากเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐแอละแบมา สร้างชื่อกับ คริสตัล พาเลซ ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ 2025 และคอมมิวนิตี้ ชิลด์ พร้อมฟอร์มเด่นต่อเนื่องในสีเสื้อสหรัฐฯ ลงเล่น 12 นัด ซัดได้ 2 ประตู หนึ่งในนั้นคือเกมนัดชิงคอนคาเคฟ โกลด์ คัพ ที่พ่ายเม็กซิโกแบบสุดเจ็บ

ผลงานระดับนี้ทำให้เขาถูกโหวตคว้ารางวัลนักเตะชายยอดเยี่ยมแห่งปีของ U.S. Soccer (U.S. Soccer Male Player of the Year) และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขากลายเป็นผู้นำเงียบในห้องแต่งตัวทีมชาติ รอยยิ้ม ท่าทางสบายๆ และคาแรกเตอร์ที่จริงใจทำให้เขาเป็นที่รักของทั้งเพื่อนร่วมทีมและโค้ช

บทความนี้ บ้านกีฬา พาแฟนบอลไทยไปรู้จักตัวตนและเส้นทางชีวิตของคริส ริชาร์ดส์ ตั้งแต่เด็กบ้านนอกแอละแบมา จนถึงวันที่ได้ประกบกองหน้าเวิลด์คลาสในพรีเมียร์ลีก

แอละแบมา ดินแดนคนดูฟุตบอลคนละชนิด กับจุดเริ่มต้นสายลูกหนัง

รัฐแอละแบมาถูกมองว่าเป็น “ดินแดนของอเมริกันฟุตบอล” แบบสุดขั้ว แต่ริชาร์ดส์กลับเลือกยืนฝั่งฟุตบอล (ซ็อกเกอร์) ที่แทบไม่มีระบบอาชีพให้ไต่เต้าในตอนเด็ก

เขาเล่าว่า สมัยนั้นในเบอร์มิงแฮมแทบไม่มีทีมอาชีพ

ประมาณว่า ทุกวันนี้มีทีมเบอร์มิงแฮม ลีเจี้ยน ในลีกรอง แต่ตอนเขาเด็กๆ ไม่มีทีมอาชีพในรัฐเลย ทีมระดับสูงสุดคือสโมสรของมหาวิทยาลัย UAB เยาวชนมีอยู่ไม่กี่สโมสร เล่นวนๆ เจอหน้าเดิมทุกสัปดาห์

พอทีมเข้าไปถึงระดับภูมิภาค ถึงได้เจอคู่แข่งจากเทนเนสซี จอร์เจีย มิสซิสซิปปี้ ซึ่งริชาร์ดส์บอกว่าตอนนั้น “ถูกเขายำเละ” ช่องว่างระหว่างฟุตบอลแอละแบมากับรัฐอื่นในฝั่งใต้ชัดเจนมาก แต่ภาพวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ลีก MLS มีทั้งแนชวิลล์ เอสซี และแอตแลนตา ยูไนเต็ด รวมถึงเบอร์มิงแฮม ลีเจี้ยน ในลีกรอง ทำให้เด็กๆ รุ่นใหม่มีแรงบันดาลใจและเส้นทางชัดเจนกว่าสมัยเขาเริ่มเล่นหลายเท่า

ต้องกล้าออกจากบ้าน ถ้าอยากโตเกินกรอบเดิม

ในเมืองเล็กๆ คนรู้จักกันหมด การจะก้าวข้ามเพดานเดิมจึงไม่ง่าย เขาเล่าว่าคีย์แมนคนหนึ่งคือ แทนเนอร์ เทสส์มัน เพื่อนที่กำลังไป เอฟซี ดัลลัส อะคาเดมี

ริชาร์ดส์ยังไม่มีข้อเสนอเป็นชิ้นเป็นอัน แต่รู้ว่าต้องขยับเอง จึงติดต่อ ลูชี กอนซาเลซ โค้ชอะคาเดมีของ เอฟซี ดัลลัส ขอไปทดสอบฝีเท้า แม้สุดท้ายรอบแรกจะยังไม่ผ่าน แต่เขารู้แล้วว่าตัวเอง “ใกล้พอจะไปถึงได้” ถ้าได้รับเวลา

การถูกปฏิเสธกลายเป็นจุดเปลี่ยน เพราะเป็นแรงผลักให้เขาตัดสินใจย้ายไปฮิวสตันในวัย 16 เพื่อเอาจริงกับอาชีพฟุตบอล ใช้ชีวิตกับโฮสต์แฟมิลี (ตระกูลอีสตัน) ที่เขายังบอกวันนี้ว่า “เป็นเหมือนครอบครัว” และจากนั้นจึงได้ย้ายเข้าสู่ระบบของดัลลัสแบบเต็มตัวตอนอายุ 17

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาเดียวในชีวิต แต่เป็นทางเลือกที่ใช่ที่สุด

ตอนเด็ก ริชาร์ดส์ไม่ได้เล่นแต่ฟุตบอล เขาเล่นบาสเกตบอลและกรีฑา แถมอยากลองอเมริกันฟุตบอลด้วย แต่มีสองเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่ได้ไปสุดทางในกีฬานั้น

  1. ฤดูกาลอเมริกันฟุตบอลกับฟุตบอลชนกัน
  2. ในรัฐแอละแบมา อเมริกันฟุตบอลคือ “ศาสนา” ถ้าเล่นจริงจังแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่น

เขาเคยเล่นแฟลกฟุตบอล (แบบไม่ชน) และอยากลองแท็คเกิลจริงๆ ด้วยซ้ำ แต่พ่อไม่ค่อยอยากให้เล่นเพราะเสี่ยงบาดเจ็บ ท้ายที่สุดเขาไปลองคัดตัวทีมโรงเรียน แล้วดันป่วยเป็นไข้หวัดหนักตลอดสัปดาห์นั้นจนต้องถอนตัว เหมือนโชคชะตาจะดันให้เขาอยู่กับฟุตบอลแบบเต็มทาง

ครอบครัวนักกีฬา และการโตแบบพุ่งทะยาน

ฝั่งพ่อเป็นอดีตนักบาสเกตบอลอาชีพที่เคยเล่นต่างแดน ทั้งไอซ์แลนด์ ออสเตรเลีย โบลิเวีย ทำให้ริชาร์ดส์โตมากับลูกบาสฯ เป็นหลักในวัยเด็ก ส่วนคุณแม่เคยว่ายน้ำ เล่นฟุตบอล และเป็นเชียร์ลีดเดอร์จากเมืองเล็กๆ ในรัฐโอไฮโอ

ริชาร์ดส์เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงร่างกายว่า ก่อนหน้านั้นตัวเล็กผอมมาก แต่ปีที่ย้ายไปฮิวสตัน เขาโตก้าวกระโดดในช่วงสั้นๆ สูงขึ้น 5–6 นิ้ว และน้ำหนักขึ้นราว 40 ปอนด์ พอคุณพ่อมาเยี่ยมช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ทั้งคู่แทบยืนมองตากันในระดับเดียว เป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มพร้อมสำหรับฟุตบอลอาชีพจริงๆ

ทำไมถึงเลือกฟุตบอล แทนที่จะดันทางบาสเกตบอลต่อ?

ริชาร์ดส์บอกว่าตัวเองเป็นเด็กพลังงานล้น ต้องถูกเอาไปเข้าคลาสกิจกรรมหลังเลิกเรียนตลอด เขาเริ่มเตะบอลตั้งแต่ในโรงยิมของเนิร์สเซอรี แล้วก็ไม่เคยหยุดเลย

อีกปัจจัยสำคัญคือ พ่อ “ไม่รู้เรื่องฟุตบอล” เลย นั่นแปลว่า เวลาเล่นฟุตบอล พ่อจะไม่มีวันมาย้ำว่าทำผิด ทำถูกแบบที่เคยเข้มกับบาสเกตบอล เขาจึงเริ่มรู้สึกอึดอัดกับบาสฯ ที่ถูกกดดันหนักเกินไป และค่อยๆ หันมารักฟุตบอลมากกว่า แม้ทุกวันนี้ยังแอบคิดว่า ถ้าเล่นบาสต่ออาจไปได้สูง แต่เส้นทางที่เลือกคือฟุตบอลเต็มตัว

แรงบันดาลใจจากบาสเกตบอล NBA และการได้เจอฮีโร่ตัวจริง

แม้จะผันตัวเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่สายเลือดบาสเกตบอลยังชัดอยู่ เขาบอกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ไครี เออร์วิง, โคบี ไบรอันต์, เลบรอน เจมส์ และเดวิน บุ๊คเกอร์ โดยเฉพาะไครีที่ทำให้เขาชื่นชอบตำแหน่งการ์ดจ่าย

เขายังมีโอกาสเจอดาวดัง NBA ตัวเป็นๆ หลายคน เช่น โดมินิค วิลกินส์ ตำนานที่พ่อเขาชื่นชอบ ซึ่งวันนี้ทั้งสองร่วมเป็นนักลงทุนในสโมสรเบอร์มิงแฮม ลีเจี้ยน รวมถึงเคมบา วอล์กเกอร์ สมัยเล่นให้ชาร์ล็อตต์ และเอริก เบล็ดโซ่ ชาวเบอร์มิงแฮมเหมือนกันที่เจอกันครั้งแรกตอนเข้าค่ายบาสฯ

ช่วงเวลาสุดว้าว: เจ้าชาย วิลเลียม, ไมเคิล บี. จอร์แดน และแมตต์ เดมอน

เมื่อคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ กับคริสตัล พาเลซ ริชาร์ดส์ได้เข้าเฝ้าเจ้าชายวิลเลียม และได้รับคำยินดีแบบใกล้ชิด

เขายังเล่าถึงเกมที่พาเลซพบบอร์นมัธ ในวันที่นักแสดงดัง ไมเคิล บี. จอร์แดน เพิ่งเข้าไปเป็นหนึ่งในเจ้าของสโมสร และเดินอยู่ในอุโมงค์นักเตะ ซึ่งสำหรับเด็กจากแอละแบมาอย่างเขา นี่คือโมเมนต์ “ไม่คิดว่าจะได้เจอในชีวิตจริง”

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือไฟลต์ไปดู F1 ที่โมนาโก ซึ่งบนเครื่องมีแมตต์ เดมอน นั่งอยู่ด้วย เขาเล่าว่าเคยได้ยินมาว่าดาราคนนี้ไม่ค่อยเป็นมิตร เลยทำได้แค่พยักหน้าทักจากระยะไกล แต่ลึกๆ ก็ปลื้ม เพราะหนังโปรดของเขาคือ “Saving Private Ryan” (พลทหารไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก)

ความหลงใหลในประวัติศาสตร์สงครามโลก และลิสต์หนังในดวงใจ

ริชาร์ดส์บอกว่าหลงใหลเรื่องสงครามโลกครั้งที่สองมาตั้งแต่เด็ก ส่วนหนึ่งเพราะปู่ทวดเคยออกรบจริง ทำให้เวลาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เขาจะอินเป็นพิเศษ

นอกจาก “Saving Private Ryan” แล้ว เขายังชอบหนังของเควนติน ทารันติโน่ อย่าง Django Unchained, Inglourious Basterds, แอนิเมชั่น “Soul” ของ Pixar และหนังตลกอย่าง Step Brothers ที่ติดโผหนังโปรดด้วย

สายดนตรีก็จัดว่าไฮบริด ฟังตั้งแต่เฮาส์ ฮิปฮอป ไปจนถึงคันทรี แร็ปเปอร์จากเกาะอังกฤษอย่าง Dave ก็อยู่ในเพลย์ลิสต์ ส่วนศิลปินที่ชอบที่สุดตอนนี้คือ Shaboozey ที่ผสมคันทรีกับฮิปฮอปได้ลงตัวมาก

ห้องแต่งตัวทีมชาติสหรัฐฯ เพลงประจำตัว และช็อตเกือบพลาดที่บาเยิร์น

ตามธรรมเนียม ทุกคนที่เพิ่งติดทีมชาติสหรัฐฯ ครั้งแรกต้องออกมายืนร้องเพลงต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม ริชาร์ดส์เลือกเพลงดังของเดรก

“ฮอตไลน์ บลิง” เพลงฮิตของเดรก

เขายังเล่าถึงช่วงที่เคยอยู่บาเยิร์น มิวนิค ไปเข้าแคมป์ปรีซีซั่นที่กาตาร์ ช่วงที่สถานการณ์การเมืองในตะวันออกกลางค่อนข้างตึงเครียด เขาดันเลือกเพลง

“ปาร์ตี้ในอเมริกา”

มาร้องกลางทีมเยอรมันทั้งห้อง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเลือกเพลงผิดจังหวะสุดๆ แต่ก็กลายเป็นเรื่องขำประจำทีมไปในที่สุด

เขาบอกว่าก่อนจะร้องแน่นอนว่าต้องมีความตื่นเต้น แต่การเลือกเพลงที่ทุกคน “ร้องตามได้ครึ่งเพลงหลัง” คือกุญแจสำคัญ เพียงแค่ครั้งนั้นลืมคิดไปว่ากำลังอยู่ในห้องแต่งตัวของคนเยอรมัน ไม่ใช่ทีมชาติสหรัฐฯ

ความทรงจำแรกกับทีมชาติ: ประตูประวัติศาสตร์ของ แลนดอน โดโนแวน

ริชาร์ดส์จำได้ดีถึงเกมฟุตบอลโลก 2010 ที่สหรัฐฯ พบแอลจีเรีย ในวันที่ แลนดอน โดโนแวน ยิงประตูช่วงทดเวลาบาดเจ็บสุดคลาสสิก

เขาเล่าว่าตอนนั้นอยู่ที่แคมป์ฟุตบอลในเบอร์มิงแฮม มีการเปิดเสียงถ่ายทอดสดผ่านลำโพงข้างสนาม พอทิม ฮาวเวิร์ด รับบอลแล้วขว้างเปิดเกมเร็ว เสียงพากย์ก็เร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะจบด้วยตะโกน

“สู้ ๆ ทีมสหรัฐฯ!”

ซึ่งเป็นโมเมนต์ที่ทำให้เด็กหนุ่มจากแอละแบมาคนนี้เข้าใจทันทีว่า “ทีมชาติ” มีความหมายมากกว่าแค่เกมฟุตบอล

ไอดอลในสนาม: จาก CR7 สู่เซนเตอร์ฮาล์ฟสายบู๊

ตอนเด็ก ริชาร์ดส์เคยเป็นปีกซ้าย เขาจึงหลงรัก คริสเตียโน โรนัลโด ใส่สตั๊ด CR7 และเคยมีเสื้อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สีแดง-น้ำเงิน ที่สกรีนชื่อ Richards เบอร์ 7 ตามไอดอล

เมื่อย้ายมาเล่นเซนเตอร์แบ็ก เขาหันไปมองแนวรับชั้นนำอย่าง เยโรม บัวเต็ง, เซร์คิโอ รามอส เป็นต้นแบบ ในขณะเดียวกันก็ชอบสไตล์สุดจัดของ เอ็ดดี้ จอห์นสัน กับทรงผมสีเหลืองฟ้าฟาด และผมบลอนด์ของ กยาซิ ซาร์เดส ที่ “กล้าทำในสิ่งที่ต่างจากมาตรฐาน”

หนึ่งในดีเทลที่น่ารักคือ เขายอมรับว่าทรงผมของตัวเองเคยทำ “เพื่อความเท่” ล้วนๆ แต่ต่อมามีความหมายมากกว่านั้น เมื่อคุณยายเคยป่วยเส้นเลือดสมองแตก ทำให้การมองเห็นไม่ดีเหมือนเดิม การย้อมผมให้เด่นชัดทำให้ยายบอกได้ทันทีว่า

“นั่นแหละคริสอยู่ตรงนั้น”

และนั่นกลายเป็นเหตุผลหลักในการทำผมให้โดดเด่นจนถึงทุกวันนี้

เส้นทางอาชีพ: จากเท็กซัสสู่บาเยิร์น มิวนิค ในเวลาไม่กี่ปี

เส้นทางของริชาร์ดส์เปลี่ยนจากระดับเยาวชนสหรัฐฯ สู่เวทีบาเยิร์น มิวนิค อย่างรวดเร็ว ภายในสองปีจากวันที่ย้ายจากแอละแบมาไปฮิวสตัน เขาก็กลายเป็นนักเตะของทีมยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกา

วันแรกที่เดินเข้าห้องแต่งตัว แล้วเห็นชื่ออย่าง ดาวิด อลาบา กับ ฟร็องก์ ริเบรี่ แขวนเสื้ออยู่ข้างๆ เขายอมรับว่า “ขาสั่น” และรู้ตัวทันทีว่านี่คือระดับที่ต้องยกระดับทุกอย่างของตัวเอง

เดิมทีเขาไปในสัญญายืมตัวเล่นให้ทีม U-19 ของบาเยิร์นแค่ 6 เดือน เอาเสื้อผ้าไปแค่กระเป๋าใหญ่ใบเดียว แต่แล้วเอเยนต์โทรมาบอกว่า บาเยิร์นอยากเซ็นถาวร 5 ปี

ตอนแรกเขายังยืนยันอยากกลับไปเล่นเมเจอร์ลีกกับ เอฟซี ดัลลัส เหมือนเพื่อนๆ แต่เอเยนต์บอกให้ใจเย็น ก่อนที่ เอริก ควิลล์ โค้ชเก่าที่ฮิวสตัน จะให้คำแนะนำประโยคทองที่เขาจำไม่ลืม

“อย่าใช้ชีวิตให้ต้องมาเสียดายทีหลัง ลงมือทำเลย เชื่อผมเถอะ”

หลังคุยกับครอบครัว ทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องคว้าโอกาสนี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางยุโรปที่นำไปสู่คริสตัล พาเลซในวันนี้

ความรู้สึกของครอบครัว เมื่อเด็กอายุ 16 ต้องย้ายออกจากบ้าน

การย้ายออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16 ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อในบ้านยังมีน้องชายวัย 3 ขวบ และน้องสาววัย 9 ขวบที่เขาผูกพันมาก

พ่อเข้าใจดีว่าถ้าอยากให้ลูกชายไปถึงระดับสูงสุด ต้องยอมให้ “โบยบิน” แต่อีกด้านหนึ่ง แม่ถึงขั้นเสียใจมาก ร้องไห้หลายคืนติดต่อกัน เพราะรู้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่ลูกชายคนโตจะได้อยู่บ้านแบบเต็มเวลา

ริชาร์ดส์เล่าว่าช่วงแรกเต็มไปด้วยคืนที่นอนไม่หลับ โทรคุยวิดีโอคอลกลับบ้านแทบทุกวัน แต่ทั้งหมดคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความฝัน และวันนี้ครอบครัวก็ภูมิใจกับสิ่งที่เขาสร้างได้

แทททูที่เล่าเรื่องชีวิต การเหยียดผิว และประวัติศาสตร์คนดำในอเมริกา

หนึ่งในสิ่งที่แฟนบอลสังเกตได้ชัดคือ ริชาร์ดส์มีรอยสักเต็มตัว แต่เขาไม่ได้สักเพราะ “แฟชั่น” อย่างเดียว แต่ทุกลายมีความหมาย

แทททูแรกของเขาคือวันที่ย้ายออกจากบ้านเกิด
6 สิงหาคม 2016
สักที่ดัลลัสก่อนวันเกิดอายุครบ 18 ปีเพียงวันเดียว เขาบอกว่าเจ็บหนักมากจนคิดว่าจะไม่สักอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็มีลายใหม่เพิ่มมาเรื่อยๆ

ตอนเด็กเขาเกลียดเข็ม และเป็นคนที่มีผิวหนังอักเสบ (eczema) บริเวณแขน ทำให้ต้องใส่เสื้อแขนยาวตลอด การมีรอยสักจึงเป็นเหมือนการ “เปลี่ยนจุดอายตัวเองให้กลายเป็นจุดที่ภูมิใจ”

เขายังบอกด้วยว่าแรงบันดาลใจหนึ่งมาจากการเห็นรุ่นพี่ร่วมทีมอย่าง แม็กซี่ อูร์รูตี้ ที่มีรอยสักเป็นโลโก้สโมสรที่เคยเล่นอยู่เต็มขา ทำให้เขารู้สึกว่า “รอยสักสามารถเล่าเรื่องชีวิตได้” เจ้าตัวถึงกับพูดว่า ในอีก 60 ปี ถ้าความจำเริ่มไม่ดี ร่างกายของเขาก็ยังเล่าเรื่องแทนได้

บนแขนขวาของเขาเต็มไปด้วยใบหน้าของบุคคลสำคัญผิวสีที่เปลี่ยนโลก ทั้งมูฮัมหมัด อาลี, โคบี ไบรอันต์, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, รวมถึงภาพจอห์น คาร์ลอส กับ ทอมมี สมิธ ชูหมัดประท้วงการเหยียดผิวในโอลิมปิก 1968

ริชาร์ดส์บอกว่า เติบโตในฐานะชายผิวสีในเมืองเบอร์มิงแฮม คุณจะถูกสอนเสมอว่า “ประวัติศาสตร์ของคุณหลายส่วนถูกลบเลือนหรือบิดเบือน” จึงต้องหาข้อมูลเอง เขามองว่าการประท้วงในโอลิมปิกครั้งนั้นทุกวันนี้ถูกมองว่าเป็น “โมเมนต์อเมริกันอันยิ่งใหญ่” แต่ในยุคนั้น คนทั้งสองยังโดนสังคมลงโทษ ไม่มีงานทำ ซึ่งเขาอยากเก็บไว้บนร่างกายเพื่อไม่ให้คนลืม

ชีวิตในลอนดอน เมืองที่หลอมรวมหลายวัฒนธรรม

การย้ายจากเยอรมนีมาอยู่ลอนดอนเปิดโลกริชาร์ดส์อีกครั้ง เขาบอกว่าชอบความหลากหลายของเมืองหลวงอังกฤษ ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมแอฟริกัน แคริบเบียน และตะวันออกกลาง ซึ่งแตกต่างจากเบอร์มิงแฮมบ้านเกิดแบบสิ้นเชิง

สิ่งหนึ่งที่เขาไม่ลืมคือ “อาหารเม็กซิกัน” ที่ผูกพันมาตั้งแต่สมัยอยู่เท็กซัส เขาบอกว่าหาเจอร้านหนึ่งในลอนดอนที่ถูกปากมากจนไปกินแทบทุกสัปดาห์

ส่วนวิธีเชื่อมโยงตัวเองกับบ้านเกิด เขาใช้ “โรงหนัง” เป็นที่พักใจ ไม่ว่าจะอยู่มิวนิคหรือลอนดอน หากมีโรงที่ฉายหนังภาษาอังกฤษ เขามักจะไปดูหนังคนเดียวหลังซ้อม สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

ขับรถผิดเลนจนเสื้อเปียกเหงื่อ: ชีวิตใหม่บนถนนเมืองผู้ดี

อีกประสบการณ์ฮาๆ คือการขับรถในอังกฤษครั้งแรก เขาต้องนั่งรถไฟไปเมืองบอร์นมัธเพื่อรับรถคันใหม่ แล้วขับกลับลอนดอนราวสามชั่วโมง

ระหว่างทางเขาดันเข้าใจผิดเลน คิดว่าเลนขวาเป็นเลนช้า ทั้งที่จริงคือเลนเร็ว ทำให้การขับครั้งนั้นเต็มไปด้วยความเครียด พอถึงจุดหมาย เจ้าตัวเล่าว่า “เสื้อเปียกเหงื่อไปทั้งตัว” และใช้เวลาราวสองสัปดาห์กว่าจะเริ่มขับฝั่งซ้ายได้อย่างเป็นธรรมชาติ

มุมมองการเล่น: “หน้าที่หลักของผมคือป้องกัน ไม่ใช่โชว์เท่”

ในยุคที่โลกฟุตบอลเน้น “บิลด์อัพจากแนวรับ” หลายคนคาดหวังให้เซนเตอร์ฮาล์ฟต้องจ่ายบอลสวยๆ ตัดเกมเก่งเหมือนมิดฟิลด์ตัวสร้างเกม ริชาร์ดส์กลับมองต่างออกไปเล็กน้อย

เขาบอกว่าเป้าหมายของตัวเองคืออยากถูกจดจำว่าเป็น “กองหลังที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นให้ทีมชาติสหรัฐฯ” และสิ่งแรกที่เขาให้ความสำคัญคือการป้องกันล้วนๆ ก่อนจะเป็นเรื่องการต่อบอลหรือเล่นเกมรุก

เขายอมรับว่าทุกวันนี้มี “ภาพจำ” ว่ากองหลังต้องเล่นบอลกับเท้าได้เนียนเหมือนกองกลาง แต่สำหรับเขา หน้าที่หลักคือการหยุดคู่แข่งให้ได้ก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยตามมา

แผนหลังแขวนสตั๊ด: ไม่ใช่โค้ช แต่ขอเป็นเอเยนต์

แม้จะเคยคิดอยากเป็นโค้ชฟุตบอลในช่วงแรก แต่การต้องย้ายบ้านบ่อย ย้ายประเทศตั้งแต่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทำให้เขาไม่อยากลากครอบครัวไปในเส้นทางที่ไม่มั่นคงนักในระยะยาว

ริชาร์ดส์จึงหันมาสนใจบทบาท “เอเยนต์” ที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลก และยังอยู่ในแวดวงฟุตบอลที่เขารักไปพร้อมกัน เขาบอกว่ามีแผนจะไปสอบไลเซนส์โค้ชไว้ด้วย แต่ภาพใหญ่ในอนาคตคือการเป็นเอเยนต์ที่ช่วยดูแลเส้นทางเด็กๆ รุ่นต่อไป

บทบาทพ่อคน: เมื่อฟุตบอลไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอีกต่อไป

การได้เป็นพ่อคนทำให้ริชาร์ดส์มองโลกต่างออกไป เขายอมรับว่าก่อนได้ลูก หลายคนเคยบอกว่า “จะเข้าใจเมื่อมีลูกเอง” และพอถึงวันที่ลูกลืมตาดูโลก เขาถึงเข้าใจว่า ความรับผิดชอบเปลี่ยนไปแบบสิ้นเชิง

เขาบอกว่าทุกวันนี้การซ้อม การดูแลสภาพร่างกาย การพัฒนาฟอร์มในสนาม ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่มั่นคง ครบถ้วน และทำให้เขาเรียนรู้ว่าตัวเอง “ไม่ใช่คนสำคัญที่สุดในชีวิตตัวเองอีกแล้ว ลูกต่างหากที่ต้องมาก่อน” และเขามองว่านี่คือเรื่องที่สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต

บทเรียนสำหรับแฟนบอลไทย และเยาวชนที่ฝันอยากเป็นโปร

สำหรับแฟนบอลไทย โดยเฉพาะน้องๆ ที่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เรื่องราวของคริส ริชาร์ดส์ คือภาพสะท้อนชัดเจนของการ “กล้าเสี่ยงเพื่อความฝัน” เขาเติบโตจากรัฐที่แทบไม่มีระบบฟุตบอลอาชีพ ยอมออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 16 ปี ยอมรับความเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธ และใช้มันเป็นเชื้อเพลิงพาตัวเองไปถึงบาเยิร์น มิวนิค ก่อนจะมาสร้างชื่อในพรีเมียร์ลีกและทีมชาติสหรัฐฯ

เขาไม่ใช่เด็กที่ถูกปั้นในอะคาเดมีหรูหราตั้งแต่เล็ก ไม่ได้เกิดมาในเมืองฟุตบอลใหญ่ แต่ด้วยแรงขยัน การตัดสินใจไม่หนีปัญหา และการกล้าที่จะเชื่อคำว่า
อย่าใช้ชีวิตให้ต้องมาเสียดายทีหลัง ลงมือทำเลย เชื่อผมเถอะ
เขาจึงเดินมาถึงจุดที่แฟนบอลทั้งประเทศยกย่องให้เป็นกองหลังเบอร์หนึ่งของยุค

สำหรับกองหลังรุ่นใหม่ เส้นทางของริชาร์ดส์ยังย้ำชัดว่า “การป้องกันที่ดี” ยังเป็นรากฐานสำคัญของฟุตบอลเสมอ ในวันที่โลกหมุนไปหาบอลสวย ลูกไขว้ ลูกแทงทะลุ ช่องที่สวยงาม การอ่านเกมดี เข้าปะทะตรงจังหวะ และกล้ารับผิดชอบพื้นที่ของตัวเอง คือคุณสมบัติที่ทำให้เขายืนระยะในระดับสูงได้อย่างแท้จริง

มุมมองจากบ้านกีฬา

บ้านกีฬา มองว่าเส้นทางของคริส ริชาร์ดส์ คือเรื่องราวที่มีครบทั้งดราม่า ความล้มเหลว การถูกปฏิเสธ และการพลิกตัวเองจนไปยืนอยู่บนยอดพีระมิดฟุตบอลโลก เขาคือภาพสะท้อนของนักฟุตบอลยุคใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเกิดในเมืองใหญ่หรือระบบอะคาเดมีหรูหรา แต่ต้องมีใจสู้ กล้าตัดสินใจและไม่กลัวออกจาก “คอมฟอร์ตโซน”

จากเด็กบ้านนอกแอละแบมาที่เคยโดนทีมรัฐอื่นถล่มยับ วันนี้เขากลายเป็นเสาหลักของ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา และสโมสรใน พรีเมียร์ลีก พร้อมทิ้งร่องรอยบนร่างกายผ่านรอยสักที่เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของคนดำในอเมริกา ความรักในครอบครัว และความภาคภูมิใจในตัวเอง

แฟนบอลไทยคนไหนที่อยากตามทุกจังหวะของโลกฟุตบอล เรื่องราวของนักเตะที่ “สู้จากศูนย์” แบบนี้จะมีมาให้ติดตามอีกเพียบ อย่าลืมติดตามข่าว ลูกหนังมันส์ ๆ เรื่องเล่าเข้มข้น และมุมมองแตกต่างได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา ทุกวัน

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา