โหดจนโลกต้องหันมอง! มอร์แกน โรเจอร์ส ว่าที่เบอร์ 10 สิงโตคำรามลุยฟุตบอลโลก 2026

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

โปรไฟล์แนวรุกพุ่งแรงของสิงโตคำราม

ถ้าพูดถึงชุดแนวรุกของ ทีมชาติอังกฤษ ชุดนี้ คงต้องยอมรับตรงกันว่าคือหนึ่งในแผงมิดฟิลด์เกมรุกที่ดุที่สุดในโลก ทั้ง จู๊ด เบลลิงแฮม, โคล พาลเมอร์ และ ฟิล โฟเด้น ต่างกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปของยุโรปไปแล้ว แต่ในขณะที่ทุกคนจับจ้องอยู่ที่สามชื่อใหญ่ ดาวรุ่งอีกคนกำลังพุ่งขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ จนตอนนี้ไม่มีใครมองข้ามได้อีกต่อไป นั่นคือ มอร์แกน โรเจอร์ส

ท่ามกลางการนับถอยหลังสู่ ฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเปิดฉากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โรเจอร์สกำลังเบียดตัวเองเข้ามาเป็นตัวเต็งเบอร์ 10 คนใหม่ของสิงโตคำราม และไม่ใช่แค่มีชื่ออยู่ในทีมเท่านั้น แต่ถึงขั้นลุ้นเป็นตัวจริงในเกมใหญ่บนแผ่นดินอเมริกาเหนือด้วย

ในระดับทีมชาติ โรเจอร์สถูกส่งลงเป็นตัวจริงใน 4 จาก 5 เกมหลังสุดของอังกฤษ ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส ทูเคิล กุนซือสายแท็กติกที่เลือกนักเตะจาก “ผลงานล้วน ๆ” และฟอร์มของแข้งวัย 23 ปีรายนี้กับ แอสตัน วิลล่า ก็แรงเกินกว่าจะมองข้ามจริง ๆ

ฟอร์มเดือดกับวิลล่า: จากปีแตกสู่ตัวแบกเกมรุก

ฤดูกาลที่แล้ว โรเจอร์สจบปีแบบ “แตกแตน” กับสถิติ 30 ประตูที่มีส่วนร่วม (14 ประตู 16 แอสซิสต์) จาก 54 นัดให้วิลล่าในทุกรายการ ถือเป็นซีซันเต็ม ๆ ครั้งแรกของเขาใน พรีเมียร์ลีก หลังย้ายจาก มิดเดิลสโบรห์ ขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดกลางฤดูกาลก่อนหน้า

หลายคนตั้งคำถามว่าเขาจะรักษามาตรฐานได้ไหม แต่โรเจอร์สตอบทุกข้อสงสัยด้วยผลงานในปี 2025/26 ที่ยิ่งโหดกว่าเดิม เขาขึ้นไปเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีม (9 ประตู) แถมยังเป็นผู้นำด้านการแอสซิสต์ (7 ครั้ง) ในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญหลายประตูมาจากการสับไกระยะไกลแบบ “ตาข่ายแทบขาด” จนกลายเป็นลายเซ็นประจำตัวไปแล้ว

โรเจอร์สไม่ใช่แค่ตัวจบสกอร์ แต่ยังเป็นตัวพาบอล ตัวปั้นเกม และตัวไล่บีบเกมรับคู่แข่งในคนเดียวกัน ความเร็ว แรง กล้าพาบอลใส่กองหลัง ประกอบกับทักษะคอนโทรลบอลแนบเท้า ทำให้เขาสามารถดึงเกมขึ้นมาเองจากกลางสนาม แล้วพุ่งตรงเข้าใส่แนวรับคู่แข่งแบบไม่เกรงใจใคร

เมื่อไม่มีบอล เขาคือเครื่องเพรสที่ไม่ยอมพัก ไล่บีบตั้งแต่แดนหน้า วิ่งชน วิ่งปิดไลน์จ่ายคู่แข่งแบบไม่หมดแรงง่าย ๆ เป็นประเภทที่โค้ชทุกคนอยากมีในทีม เพราะทั้งคุณภาพในสนาม และทัศนคติในทุกวันซ้อม

ความหมายโดยสรุปคือ เอเมรี่ยกให้โรเจอร์สเป็นนักสู้ตัวจริง เป็นคนที่นิสัยดีมาก ทัศนคติในการซ้อมแต่ละวันยอดเยี่ยม และเป็นหนึ่งในตัวอย่างด้านความทุ่มเทของทีม

เส้นทางจากเด็กอะคาเดมีสู่เวทีท็อประดับโลก

เรื่องราวของโรเจอร์สไม่ได้สวยหรูตั้งแต่ต้น เขาเริ่มต้นจากการเข้าอะคาเดมีของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ทีมในฝันของตัวเอง ตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ จากเด็กตัวเล็ก ๆ ในศูนย์ฝึก เขาไต่เต้าผ่านทุกรุ่นเยาวชน กดฟอร์มเด่นในศึก เอฟเอ ยูธ คัพ จนพาทีมทะลุถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2019 แม้สุดท้าย เวสต์บรอม จะตกรอบด้วยน้ำมือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ฟอร์มของโรเจอร์สในทัวร์นาเมนต์นั้นก็โดดเด่นจน “เรือใบสีฟ้า” ตัดสินใจดึงตัวเขาไปร่วมทีม

ที่ซิตี้ เขาโดนส่งไปเก็บเลเวลแบบยืมตัวทั้งกับ ลินคอล์น ซิตี้ (ที่ทำผลงานได้ดี) และ บอร์นมัธ (ที่อาจไม่เปรี้ยงอย่างที่หวัง) หลังจากกลับสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2022/23 เขาต้องเจอความจริงที่โหดหินที่สุดอย่างหนึ่งของฟุตบอลยุคนี้ — การแย่งตำแหน่งในทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่เพิ่งกวาด 3 แชมป์ ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

แม้จะมีพรสวรรค์ แต่การเบียดเข้าไปยึดพื้นที่ในทีมชุดนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เขาจึงต้องยอมออกไปยืมตัวอีกครั้งที่ แบล็กพูล ก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่ในอาชีพ ด้วยการย้ายถาวรลงไปเล่นแชมเปียนชิพกับ มิดเดิลสโบรห์ ตอนอายุเพียง 20 ปี เพราะเชื่อว่า “นาทีในสนามจริง” สำคัญกว่าการนั่งดูอยู่ข้างสนามในทีมใหญ่

และการตัดสินใจครั้งนั้นคือจุดเปลี่ยน โรเจอร์สระเบิดฟอร์มกับโบโร่ ซัดไป 5 ประตูในเส้นทางพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ลีก คัพ โชว์ฟอร์มดุดันจนแมวมองหลายทีมในพรีเมียร์ลีกเริ่มกลับมาจับตาอย่างจริงจัง และในเวลาแค่ครึ่งปี เขาก็ถูกวิลล่าดึงตัวกลับสู่ลีกสูงสุดพร้อมบทบาทที่ใหญ่กว่าเดิม

เด็กบ้าบอลที่ศึกษาฟุตบอลแบบละเอียดทุกมุม

ตั้งแต่เด็ก โรเจอร์สไม่ใช่แค่ “เล่นเก่ง” แต่ยังหมกมุ่นกับการศึกษาเกมลูกหนังในแบบของตัวเอง

เขาเล่าว่าสมัยยังเด็กสามารถจำชื่อแข้งจากลีกแปลก ๆ ทั่วโลกได้ รู้รายละเอียดเล็ก ๆ ที่คนอื่นไม่รู้ และพยายามจะเป็นคนที่เข้าใจฟุตบอลมากที่สุดในห้อง

ความเป็น “เนิร์ดลูกหนัง” แบบนี้สะท้อนออกมาในสนามอย่างชัดเจน โรเจอร์สเป็นนักเตะที่รับบอลหันครึ่งตัวได้ดี รู้จังหวะหมุนพาบอลจี้แนวรับ ออกบอล หรือหาเหลี่ยมยิงได้แทบจะในจังหวะเดียว ทำให้เขาดูเป็นเพลย์เมกเกอร์ธรรมชาติในตำแหน่งหมายเลข 10

ที่วิลล่า เขาไม่ได้เล่นแค่ตรงกลางเท่านั้น แต่ยังถูกขยับไปยืนปีกซ้าย หรือแม้แต่หน้าเป้าจำเป็นได้ด้วย จุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นตัวเลือกที่ยืดหยุ่นมากสำหรับโค้ช ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ

แท็กติกสิงโตคำราม: โรเจอร์สจะยืนตรงไหน?

ในทีมชาติอังกฤษยุคทูเคิล ตำแหน่งเบอร์ 10 มีการแข่งขันดุเดือด เบลลิงแฮม, พาลเมอร์ และโฟเด้น ต่างอยากยืนในโซนที่ตัวเองอันตรายที่สุด แต่โรเจอร์สก็เริ่มแทรกตัวเข้ามาในสมการนี้อย่างจริงจัง

โรเจอร์สสามารถยืนเป็นตัวทำเกมตรงกลาง ปล่อยให้ เบลลิงแฮม ถอยลงไปเล่นมิดฟิลด์ตัวเชื่อมเกมลึก หรือในบางแมตช์ ทูเคิลอาจเลือกดันเขาออกไปทางซ้าย ปล่อยให้พาลเมอร์หรือโฟเด้นยืนตรงกลาง เพื่อให้ทีมมีตัวจบสกอร์และตัวสร้างสรรค์เกมพร้อมกันหลายจุดในแนวรุก

ทูเคิลเองก็เคยพูดถึงการแข่งขันระหว่างโรเจอร์สกับเบลลิงแฮมอย่างตรงไปตรงมา

โดยใจความคือ ตอนนี้ทั้งคู่กำลังแย่งตำแหน่งกันแบบ “เพื่อนร่วมทีมที่แข่งกันอย่างเป็นมิตร” ทูเคิลเชื่อว่าทั้งสองสามารถเล่นร่วมกันได้ในระบบที่ปรับโครงสร้างใหม่ แต่ในเวลาปัจจุบัน เขายังไม่คิดเปลี่ยนโครงสร้างทีมหลัก จึงกลายเป็นการประชันกันแบบตรง ๆ ระหว่างสองดาวดังในตำแหน่งเดียวกัน

จุดที่ทำให้โรเจอร์สมีภาษีดี คือความยืดหยุ่นที่พร้อมจะถูกขยับไปยืนริมเส้น หรือเป็นตัววิ่งลึกไลน์สองคอยสอดขึ้นมาจบสกอร์ ทำให้เขาไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นชิ้นส่วนที่ช่วย “ต่อจิ๊กซอว์” ให้แนวรุกอังกฤษสมบูรณ์มากขึ้น

เวิลด์คัพ 2026: เวทีแจ้งเกิดระดับโลกของโรเจอร์ส

เป้าหมายแรกในสายตาของโรเจอร์สตอนนี้ คือการช่วยวิลล่าบี้แต้มกับอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บนหัวตารางให้ได้นานที่สุด แต่ในอีกมุมหนึ่ง เส้นขอบฟ้าชื่อ ฟุตบอลโลก 2026 ก็กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที

อังกฤษอยู่ในกลุ่มที่แฟนบอลต้องรอฟังเสียงนกหวีดเปิดเกมแบบใจเต้นระรัว นัดแรกเจอกับโครเอเชียที่ดัลลัส ต่อด้วยการดวลกาน่าที่บอสตัน และปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มกับปานามาที่นิวยอร์ก–นิวเจอร์ซีย์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด โรเจอร์สแทบจะการันตีติดทีม และโอกาสจะได้ลงเป็นตัวจริงก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากฟอร์มในลีกและผลงานในเสื้อทีมชาติช่วงหลัง

นึกภาพเด็กที่เพิ่งลงเล่นเกมแรกในพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2024 แต่กำลังจะมีลุ้นลงเล่นในเวทีใหญ่สุดของวงการลูกหนังภายในเวลาแค่สองปี นี่คือความเร็วระดับ “จรวดทางตรง” ของเส้นทางอาชีพอย่างแท้จริง

เขาเองก็ไม่ปิดบังความฝันนี้

โรเจอร์สบอกชัดว่า เด็กทุกคนที่โตมากับการดูบอล ย่อมฝันจะได้เล่นฟุตบอลโลกสักครั้ง ความรู้สึกตื่นเต้น เสียววาบ และไฟในใจของเขากำลังพุ่งถึงขีดสุด เมื่อรู้ว่าโอกาสนั้นอยู่ตรงหน้าในปลายฤดูกาลนี้เอง

บทเรียนสำหรับแฟนบอลและแข้งรุ่นใหม่จากเส้นทางของโรเจอร์ส

เรื่องของมอร์แกน โรเจอร์ส ไม่ได้เป็นแค่ “นิทานลูกหนังของดาวรุ่งพุ่งแรง” แต่ยังสะท้อนอะไรหลายอย่างในโลกฟุตบอลยุคใหม่ เขาคือภาพแทนของนักเตะที่กล้า “ก้าวลง” เพื่อกลับมาก้าว “ขึ้นสูงกว่าเดิม” การเลือกลงไปเล่นแชมเปียนชิพกับมิดเดิลสโบรห์ ไม่ใช่ถอยหลัง แต่คือการหาพื้นที่ให้ตัวเองได้ลงสนามจริงต่อเนื่อง จนเรียกฟอร์มและความมั่นใจกลับมา

สำหรับแข้งดาวรุ่ง และแฟนบอลที่ชอบจับตาพัฒนาการของนักเตะ เส้นทางของโรเจอร์สคือบทเรียนชัดเจนว่า ชื่อสโมสรใหญ่ไม่ได้การันตีความสำเร็จ แต่ “โอกาสในสนามจริง” ต่างหากที่สร้างตัวตนของนักเตะอาชีพ เมื่อบวกกับทัศนคติแบบนักสู้ การศึกษาฟุตบอลอย่างจริงจัง และความกล้าย้ายเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผลลัพธ์ก็คือการก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญทั้งในสโมสรและทีมชาติอย่างที่เราเห็นในวันนี้

มุมมองบ้านกีฬา: ทำไมโรเจอร์สคืออาวุธลับสิงโตคำราม

เมื่อมองจากภาพรวมทั้งหมด ทั้งฟอร์มโหดในลีก ความหลากหลายทางแท็กติก ความฉลาดในเกม และทัศนคติที่โค้ชทุกคนชมเป็นเสียงเดียวกัน บ้านกีฬา กล้าพูดได้เต็มปากว่า มอร์แกน โรเจอร์ส ไม่ใช่แค่ “ดาวรุ่งเซอร์ไพรส์” แต่กำลังจะกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของอังกฤษในเวทีโลก

ถ้าเขารักษามาตรฐานนี้ต่อไปจนจบฤดูกาล ฟุตบอลโลก 2026 อาจกลายเป็นเวทีที่ทำให้ชื่อของโรเจอร์สถูกพูดถึงในระดับเดียวกับสตาร์ดังรุ่นเดียวกัน ไม่แน่ว่าหลังจบทัวร์นาเมนต์ เราอาจได้เห็นเขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเพลย์เมกเกอร์ที่ทีมใหญ่ทั้งยุโรปจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งก็เป็นได้

แฟนบอลที่อยากตามทุกจังหวะความร้อนแรงของโรเจอร์ส ไปจนถึงข่าวเดือดจากเวทีลูกหนังทั่วโลก อย่าลืมติดตามเรื่องราวมันส์ ๆ แบบนี้ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา ทุกวัน

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา