🧠 เดส์ชองส์ออกโรงปกป้อง “เอ็มบัปเป้” แบบถึงลูกถึงคน
ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศส เปิดเกมสวนกระแสวิจารณ์แบบไม่ไว้หน้าใคร หลัง คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงซูเปอร์สตาร์ของเรอัล มาดริด ถูกจับจ้องหนักเรื่อง “อัตราการวิ่ง” และการช่วยเกมรับ โดยเฉพาะช่วงที่ทีมไม่มีบอล จนสื่อทั้งสเปนและฝรั่งเศสหยิบตัวเลขระยะทางวิ่งมาขยายความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เดส์ชองส์มองว่าการเอาตัวเลขอย่างเดียวมาตัดสิน “ความทุ่มเท” เป็นการวิเคราะห์ที่อาจพลาดแก่นสำคัญของฟุตบอล เพราะผู้เล่นระดับเอ็มบัปเป้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นมิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ แต่ถูกสร้างมาเพื่อ “ระเบิดสปีด” และ “ตัดสินเกม” ในพื้นที่ที่อันตรายที่สุด นั่นคือพื้นที่สุดท้ายหน้าประตู
🏃♂️ ประเด็นวิ่งน้อยไม่ใช่ขี้เกียจ—แต่เป็นแท็กติกเพื่อดึงพลังระเบิด
ฝั่งนักวิจารณ์ชี้ว่าเอ็มบัปเป้มีสถิติระยะทางวิ่งต่ำกว่าเพื่อนร่วมทีม จึงตีความว่าไม่ช่วยไล่เพรสหรือไม่วิ่งไล่บอลเวลาทีมเสียการครองบอล แต่เดส์ชองส์ยืนยันชัดว่า การ “บังคับ” ให้เอ็มบัปเป้วิ่งเยอะเท่าคนอื่น เท่ากับใช้เขาผิดทาง และอาจทำให้ทีมเสียอาวุธสำคัญที่สุดไป
สำหรับเดส์ชองส์ การจัดการผู้เล่นระดับท็อปต้องยอมรับ “ข้อแลกเปลี่ยน” บางอย่าง เพื่อให้เอ็มบัปเป้เก็บความสดไว้ใช้ในจังหวะที่ต้องการความเฉียบคมที่สุด เพราะเกมใหญ่ๆ ไม่ได้วัดกันที่ใครวิ่งเยอะกว่า แต่วัดกันที่ “ใครเปลี่ยนเกมได้จริง” และเอ็มบัปเป้คือคนประเภทนั้น
⚡ “เขาไม่มีโปรไฟล์ที่จะวิ่ง 11 กิโลฯ” คำพูดชัดๆ ที่ทำให้ทั้งวงการสะเทือน
เมื่อถูกถามเรื่องการไม่ค่อยถอยลงมาช่วยเกมรับ เดส์ชองส์ตอบแบบตรงชนิดไม่อ้อมค้อม พร้อมชี้ว่าโครงสร้างร่างกายและสไตล์ของเอ็มบัปเป้เกิดมาเพื่อสปีดจัดในช่วงสั้น มากกว่าการวิ่งยาวตลอดเกมแบบมิดฟิลด์พลังม้า
ถ้าคุณอยากให้เขาวิ่งให้ได้อย่างน้อย 11 กิโลเมตรต่อเกม ก็ไม่ต้องพยายามหรอก เขาไม่ทำแบบนั้นแน่นอน เดส์ชองส์กล่าว
ประโยคนี้มันชัดเจนเหมือนตบโต๊ะ: เดส์ชองส์กำลังบอกให้ทุกคน “ปรับความคาดหวัง” ใหม่ ไม่ใช่เอามาตรฐานเดียวไปครอบทุกตำแหน่งทุกสไตล์ เพราะฟุตบอลสมัยใหม่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จแบบเดียวสำหรับผู้เล่นทุกคน
👑 “กัปตันตัวจริง” ไม่ได้วัดจากภาพลักษณ์—วัดจากสิ่งที่ทีมเชื่อ
นอกจากเรื่องความฟิต เดส์ชองส์ยังลุกขึ้นสยบภาพจำที่บางคนมองเอ็มบัปเป้เป็นนักเตะเห็นแก่ตัว หรือแยกตัวจากทีม โดยเฉพาะบทบาทในห้องแต่งตัวที่มักถูกเล่าผ่าน “ความรู้สึกจากคนนอก” มากกว่าความจริงในทีม
เดส์ชองส์เปิดมุมที่แฟนบอลอาจไม่ค่อยได้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกัปตันกับแข้งรุ่นน้องในทีมชาติแน่นแฟ้นกว่าที่หลายคนคิด และคำว่า “เห็นแก่ตัว” ไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงภายในแคมป์
คุณอาจชอบคีเลียนหรือไม่ชอบก็ได้ แต่บรรดานักเตะรุ่นน้องรักและชื่นชมเขามาก เดส์ชองส์เผย
คุณมีภาพจำว่าเขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และก็จริงที่กองหน้าต้องมีความเห็นแก่ตัวในบางจังหวะ แต่ผมยืนยันได้ว่าในทีมชาติฝรั่งเศส เขาทำหน้าที่เหมือนกัปตันตัวจริง
🔥 ฟอร์มเดือดทั้งสโมสรและทีมชาติ: ตัวเลขมันฟ้องว่า “ของจริง”
แม้เสียงวิจารณ์จะดัง แต่ผลงานของเอ็มบัปเป้กับเรอัล มาดริด “ตอบทุกข้อสงสัย” แบบไม่ต้องเถียงยาว เขายืนเป็นดาวซัลโวลาลีกา ยิง 22 ประตูจาก 21 นัด ขณะที่มาดริดยังไล่บี้จ่าฝูงบาร์เซโลนาอยู่เพียงแต้มเดียว ท่ามกลางความปั่นป่วนหลัง ชาบี อลอนโซ่ ถูกปลด และ อัลบาโร อาร์เบโลอา เข้ามารับงานแทน
บนเวทียุโรป เขากระหน่ำไปถึง 13 ประตูจาก 7 เกมในแชมเปียนส์ลีก แต่ถึงกระนั้นฟอร์มแรงก็ยังไม่พาทีมจบอันดับท็อป 8 ทำให้มาดริดต้องไปเล่นเพลย์ออฟกับเบนฟิก้าของ โชเซ่ มูรินโญ่ เพื่อลุ้นตั๋วรอบ 16 ทีมสุดท้าย
ด้านทีมชาติ เอ็มบัปเป้ยิงได้ทุกนัดตลอด 6 เกมหลังสุด รวม 8 ประตูในช่วงดังกล่าว ตอกย้ำว่าฝรั่งเศสยังมี “อาวุธหมายเลขหนึ่ง” พร้อมใช้งานเต็มพิกัดในช่วงโค้งสำคัญของการเตรียมทีม
🌍 ฟุตบอลยุคนี้ไม่ได้ชนะด้วยระยะทาง—ชนะด้วยจังหวะที่เฉียบคม
ในเกมระดับทีมชาติ โดยเฉพาะทัวร์นาเมนต์ใหญ่ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการเลือกจังหวะเร่งสปีด การยืนตำแหน่งเพื่อสวนกลับ และการรักษาความสดสำหรับช่วงเวลาที่ต้อง “ลงดาบ” คือสิ่งที่ตัดสินความสำเร็จได้จริง กองหน้าระดับโลกจำนวนมากไม่ได้ถูกใช้ให้วิ่งไล่จนหมดแรง แต่ถูกวางไว้ให้ “เด็ดขาด” ตอนที่ทีมต้องการประตูที่สุด
และเมื่อฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดในแคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ใกล้เข้ามา การมีนักเตะที่สามารถตัดสินเกมได้ในวินาทีเดียว คือความได้เปรียบที่ประเมินค่าไม่ได้—ซึ่งเดส์ชองส์กำลังพยายามปกป้องสิ่งนั้นให้ทีมชาติฝรั่งเศสอย่างเต็มที่
🏟️ ทางของฝรั่งเศสก่อนลุยบอลโลก: ปรับสมดุลเพื่อให้ “เอ็มบัปเป้” อันตรายสุด
สารจากเดส์ชองส์ชัดมาก: ทีมชาติฝรั่งเศสต้องออกแบบแท็กติกให้เข้ากับจุดเด่นของเอ็มบัปเป้ ไม่ใช่ยัดภาระให้เขาทำทุกอย่างเหมือนกันหมด เพราะถ้าวันไหนเขาถูกใช้งานผิดแบบ จังหวะสปีดที่ควรเป็นหมัดน็อก อาจกลายเป็นสปีดที่ไม่เหลือพิษสง
แฟนบอลอาจอยากเห็นการไล่เพรสตลอด 90 นาที แต่ในเกมจริง “ความคุ้มค่า” บางครั้งคือการเก็บแรงไว้สร้างความแตกต่างเพียง 1-2 จังหวะ—และนั่นอาจเพียงพอที่จะพาฝรั่งเศสไปไกลในเวทีใหญ่
ติดตามทุกประเด็นเดือดวงการลูกหนังแบบเข้มข้น และอัปเดตข่าวดังรายวันได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

