สหรัฐระงับวีซ่า 75 ประเทศคืออะไร ทำไมไทยติดโผด้วย
สหรัฐอเมริกากลายเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศ “พักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ” สำหรับพลเมืองจาก 75 ประเทศทั่วโลก แบบไม่มีกำหนด เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยเหตุผลหลักคือ ต้องการทบทวนกระบวนการคัดกรอง “ผู้ที่อาจเป็นภาระต่อรัฐ” หรือแนวคิดที่เรียกว่า public charge ให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม
ในลิสต์ 75 ประเทศนั้นมีชื่อของ ประเทศไทย ติดอยู่ด้วย เคียงข้างประเทศใหญ่อย่างรัสเซีย บราซิล อิหร่าน อียิปต์ ไนจีเรีย รวมถึงเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างลาวและกัมพูชา สร้างคำถามทันทีว่า ทำไมไทยจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เสี่ยงเป็นภาระสวัสดิการรัฐสหรัฐฯ” ตามมุมมองฝ่ายนโยบายของวอชิงตัน
มาตรการครั้งนี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กลับมาเดินเกมแข็งเรื่องตรวจคนเข้าเมืองอีกระลอก โดยอ้างข้อมูลว่า ผู้อพยพจากหลายประเทศใช้สวัสดิการของรัฐในสัดส่วนสูง และทำให้ภาระการคลังของสหรัฐฯ หนักขึ้น สอดรับกับโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม ที่ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดว่าต้องการ “ปิดรูรั่วงบสวัสดิการ” ด้วยการคุมเข้มวีซ่าผู้อพยพแบบยกแพ็กกลุ่มประเทศฐานะเสี่ยง
สำคัญมากคือ มาตรการนี้ ไม่ใช่การปิดประเทศ แต่เป็นการ “กดปุ่มพัก” การออก วีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) สำหรับ 75 ประเทศเท่านั้น ขณะที่วีซ่าท่องเที่ยว ทำงานชั่วคราว และนักเรียน ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ ณ ตอนนี้ ตามรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศและบริษัทกฎหมายด้านตรวจคนเข้าเมืองในสหรัฐฯ
บ้านกีฬา เลยขอพาไปเจาะทุกมุมให้จบในบทความเดียว ทั้งภาพใหญ่เชิงการเมืองโลก รายชื่อประเทศที่โดน ผลกระทบต่อคนไทย ความหมายของ public charge และเช็กลิสต์สำคัญสำหรับคนที่ยังวางแผนไปใช้ชีวิตหรือทำงานที่สหรัฐฯ ในอนาคต
ใครบ้างที่โดนเต็มๆ – เจาะรายละเอียด “วีซ่าผู้อพยพ” ที่ถูกพัก
การระงับครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะ “วีซ่าผู้อพยพ” หรือวีซ่าที่เป็นบันไดไปสู่การได้กรีนการ์ดและสิทธิพำนักถาวรในสหรัฐฯ เช่น
- วีซ่าตามครอบครัว (คู่สมรส บุตร พ่อแม่ พี่น้องของพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ถือกรีนการ์ด)
- วีซ่าตามการจ้างงานถาวร (เช่น กลุ่ม EB ต่างๆ)
- วีซ่าล็อตเตอรี่กรีนการ์ด (Diversity Visa)
เคสเหล่านี้จะถูก “พักการพิจารณา” สำหรับผู้สมัครที่ถือสัญชาติ 75 ประเทศในลิสต์ จนกว่าจะทบทวนเกณฑ์ public charge เสร็จ และยังไม่ประกาศเดดไลน์แน่ชัดด้วยซ้ำ ว่าจะนานกี่เดือนหรือกี่ปี
รายชื่อประเทศที่โดนมีตั้งแต่โซมาเลีย เยเมน อัฟกานิสถาน อิรัก อิหร่าน ภูฏาน เมียนมา กัมพูชา ลาว ไทย ไปจนถึงบราซิล โคลอมเบีย และอีกหลายชาติในแอฟริกาและยุโรปตะวันออก ซึ่งสหรัฐฯ มองว่า ผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้ “มีสัดส่วนพึ่งพาสวัสดิการรัฐสหรัฐฯ สูง” เมื่อเทียบกับสัญชาติอื่นในสถิติบางชุดที่รัฐบาลใช้ประกอบการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและองค์กรด้านนโยบายสาธารณะจำนวนมากออกมาโต้ว่า ภาพที่รัฐบาลนำเสนอ “ไม่ได้ครบทุกมิติ” เพราะงานวิจัยหลายฉบับพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้อพยพใช้สวัสดิการของรัฐ น้อยกว่า คนอเมริกันที่เกิดในประเทศด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจาก Cato Institute หรือการทบทวนงานวิจัยโดย Bipartisan Policy Center ฯลฯ
ความจริงชุดไหนถูกต้องมากกว่ากัน ยังเป็นเรื่องถกเถียง แต่ที่ชัดเจนคือ คนที่อยู่ใน “ระนาบลูกไฟ” รอบนี้ คือกลุ่มที่ตั้งใจย้ายไปอยู่สหรัฐฯ แบบถาวรผ่านช่องทางถูกกฎหมาย และกำลังอยู่ระหว่างขอวีซ่าผู้อพยพนั่นเอง

public charge คืออะไร ทำไมถึงกลายเป็นไม้เด็ดของนโยบายทรัมป์
คำว่า public charge เป็นแนวคิดเก่าแก่ในกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ที่มีมานานกว่าร้อยปีแล้ว แก่นของมันคือ “ห้ามให้คนที่จะเข้าเมืองมาทำให้รัฐต้องรับภาระเลี้ยงดู” เช่น ต้องอยู่บนสวัสดิการตลอด ใช้เงินภาษีคนอเมริกันในการรักษาพยาบาลหรือดูแลระยะยาวอย่างหนัก เป็นต้น
กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่กงสุล มีดุลพินิจประเมินว่าผู้ขอวีซ่าหรือขอถิ่นที่อยู่ถาวร “มีโอกาสกลายเป็นภาระต่อรัฐหรือไม่” โดยดูจากหลายปัจจัย เช่น
- สุขภาพและโรคประจำตัว
- อายุ (สูงอายุเกินไปโดยไม่มีคนดูแลหรือรายได้มั่นคง)
- การศึกษาและความสามารถในการทำงาน
- ภาวะการเงิน ทรัพย์สิน และรายได้
- ประวัติการใช้สวัสดิการของรัฐสหรัฐฯ มาก่อน
ในยุคทรัมป์สมัยแรก เคยมีการขยายความหมาย public charge ให้เข้มงวดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่รัฐบาลไบเดนจะยกเลิกในปี 2021–2022 แต่หลังทรัมป์กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แนวคิด public charge ถูกดึงกลับมาใช้เป็น “เกณฑ์กรองแนวหน้า” อีกหน พร้อมให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจกว้างขึ้นในการปฏิเสธคำขอวีซ่าผู้อพยพ หากเชื่อว่าผู้สมัครอาจกลายเป็นภาระสวัสดิการในอนาคต
รอบนี้จึงไม่ใช่แค่ดูเป็นรายบุคคล แต่ยกระดับไปถึงการ “พักการพิจารณาทั้งประเทศ” เพื่อจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด สำหรับกลุ่มชาติที่ถูกประเมินว่ามีสัดส่วนพึ่งพาสวัสดิการสูง
ไทยโดนด้วย เพราะตัวเลข “ใช้สวัสดิการ” – มองจากสายตาวอชิงตัน
ในฝั่งไทย ข่าวออกมาแล้วว่ามีการอ้างถึงตัวเลขจากหน่วยงานวิเคราะห์ของสหรัฐฯ ว่า ครัวเรือนผู้อพยพจากหลายประเทศ “พึ่งพาสวัสดิการ” ในระดับสูง เช่น ภูฏานกว่า 80% เยเมนราว 75% โซมาเลียมากกว่า 70% และยังมีชื่อประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ประมาณ 1 ใน 3 ของครัวเรือนผู้อพยพใช้สวัสดิการสหรัฐฯ ในบางรูปแบบ
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจมีวิธีการคำนวณที่ถกเถียงได้ แต่สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ มันถูกใช้เป็น “สัญญาณเตือน” ว่าต้องทบทวนกฎให้เข้มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบสวัสดิการของตัวเองรับภาระเกินจำเป็น ในจังหวะที่หนี้สาธารณะและขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้น
จากมุมของบ้านกีฬา นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขแห้งๆ แต่สะท้อน “สมการการเมืองในประเทศ” ของสหรัฐฯ ที่ใช้ผู้อพยพเป็นหนึ่งในประเด็นหาเสียงสำคัญ – โดยเฉพาะในยุคที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจทำให้คนในประเทศตั้งคำถามว่า “เงินภาษีของฉันถูกใช้ไปกับใคร”
ไม่ใช่ทุกวีซ่าจะโดน – ท่องเที่ยว เรียนต่อ ทำงานชั่วคราว ยังเดินต่อได้
สิ่งที่หลายคนกังวลทันทีคือ “ต่อไปคนไทยจะไปเที่ยวอเมริกาไม่ได้แล้วเหรอ?” หรือ “เด็กไทยที่เตรียมไปเรียนต่อสหรัฐฯ ต้องยกเลิกแผนไหม?”
คำตอบ ณ ตอนนี้คือ ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะคำสั่งพักการออกวีซ่า เน้นไปที่ วีซ่าผู้อพยพ (immigrant visa) ไม่ใช่ วีซ่าชั่วคราว อย่าง
- วีซ่าท่องเที่ยว/เยี่ยมเยียน (B1/B2)
- วีซ่านักเรียน (F-1, M-1)
- วีซ่าฝึกงานหรือแลกเปลี่ยน (J-1)
- วีซ่าทำงานชั่วคราว เช่น H-1B, L-1 หรือ O-1
แหล่งข่าวด้านนโยบายและสำนักข่าวเศรษฐกิจระบุตรงกันว่า มาตรการนี้ “มุ่งไปที่การอพยพถาวร” ไม่ใช่การท่องเที่ยว หรือการเดินทางไปร่วมงานใหญ่ระดับโลก เช่น ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเจ้าภาพ ซึ่งผู้ชม นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน จะเดินทางด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าทำงานชั่วคราวอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม โลกนโยบายเปลี่ยนเร็ว บ้านกีฬามองว่าคนไทยที่มีแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ไม่ว่าจะระยะสั้นหรือยาว ควร “ตามข่าวและเช็กหน้าเว็บสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย” เป็นระยะ เพราะถ้าวอชิงตันเลือกขยายความเข้มงวดไปยังวีซ่ากลุ่มอื่นในอนาคต ผลกระทบจะกว้างขึ้นทันที

จากตัวเลขถกเถียงสวัสดิการ สู่สงครามนาราเทฟเรื่องผู้อพยพ
ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ยกประเด็น “ผู้อพยพกินสวัสดิการเยอะ” มาเป็นเหตุผลหลักในการคุมเข้มรอบนี้ ทว่าฝั่งนักวิชาการและองค์กรอิสระกลับหยิบข้อมูลอีกชุดมาสวนว่า ภาพจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
- Cato Institute วิเคราะห์ข้อมูลปี 2022 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผู้อพยพใช้สวัสดิการและสิทธิประโยชน์จากรัฐ น้อยกว่าคนอเมริกันที่เกิดในประเทศประมาณ 20–27% ต่อหัว
- รายงานอีกหลายฉบับชี้ว่า โดยโครงสร้างกฎหมาย ผู้อพยพจำนวนมากเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐอยู่แล้ว ยกเว้นบางกลุ่มอย่างผู้ลี้ภัย หรือเด็กที่ถือสัญชาติสหรัฐฯ ที่อยู่ในครอบครัวผู้อพยพ
- American Immigration Council ยังชี้ว่าผู้อพยพช่วยจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ หลายร้อยพันล้านดอลลาร์ต่อปี และในระยะยาว “จ่ายภาษีมากกว่าที่รับสวัสดิการกลับมา” ด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้ทำให้การใช้แนวคิด public charge กลับมาแบบจัดหนักครั้งนี้ ถูกมองว่า “เป็นการเมืองมากกว่าเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ” แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายทางของนโยบาย อย่างครอบครัวที่รอจะรวมตัวกันในสหรัฐฯ หรือแรงงานฝีมือที่มีข้อเสนองานถาวร การพักวีซ่าแบบไม่มีกำหนดหมายถึงความไม่แน่นอนที่กดดันแบบวันต่อวัน
คนไทยที่วางแผนย้ายไปสหรัฐฯ ต้องปรับตัวอย่างไร
แม้บ้านกีฬาไม่ใช่ทนายความตรวจคนเข้าเมือง แต่ในฐานะสื่อที่ตามเกมโลกและเกมชีวิตคนไทยมาตลอด เราขอเรียบเรียงเป็น “เช็กลิสต์คิดให้ครบ” สำหรับคนที่มีแผนไปสหรัฐฯ ในระยะกลาง–ยาว
- แยกให้ออกก่อนว่าเราเข้าข่ายวีซ่าแบบไหน
- ถ้าวางแผน “ย้ายไปอยู่ถาวร” ผ่านการแต่งงาน การรวมครอบครัว หรือการจ้างงานถาวร – รอบนี้โดนเต็มๆ เพราะเป็นกลุ่ม วีซ่าผู้อพยพ
- ถ้าวางแผนไปเรียนต่อ ทำงานชั่วคราว หรือท่องเที่ยว – ยังไม่ได้โดนตรงๆ แต่ต้องตามข่าวเผื่อเงื่อนไขเปลี่ยน
- เตรียมโปรไฟล์ “ไม่เป็นภาระรัฐ” ให้ชัด
- เอกสารการเงิน บัญชีเงินฝาก ทรัพย์สิน รายได้ต่อเนื่อง
- หลักฐานการทำงานหรือแผนอาชีพที่ชัดเจน
- ประวัติการรักษาสุขภาพและประกันสุขภาพที่ครอบคลุม หากต้องรักษาระยะยาว
- อย่าลืมมุมจริยธรรมและกฎหมาย
- หลีกเลี่ยงการใช้ช่องทางลัดหรือข้อมูลเท็จในการสมัครวีซ่า เพราะถ้าถูกจับได้ ไม่ใช่แค่โดนปฏิเสธ แต่จะถูกบันทึกประวัติระยะยาว
- การทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่วีซ่ากำหนด หรือการใช้สวัสดิการที่ไม่ได้สิทธิ อาจย้อนกลับมากระทบการต่อวีซ่าหรือขอถิ่นที่อยู่ในอนาคต
- เปิดแผนสำรองให้ชีวิตตัวเอง
- มองปลายทางอื่นนอกจากสหรัฐฯ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย ยุโรปบางประเทศ ที่ยังเปิดรับแรงงานทักษะสูงและนักศึกษาไทยจำนวนมาก
- หรือในอีกมุมหนึ่ง ปรับมุมมองมองโอกาสในไทยและอาเซียน ที่เศรษฐกิจใหม่ๆ อย่างดิจิทัล–โลจิสติกส์–กีฬา–ท่องเที่ยว ยังเติบโตต่อได้
พูดแบบสไตล์บ้านกีฬา ก็คือ “เกมชีวิตมันยาวกว่าเกมลูกหนัง 90 นาที” การย้ายประเทศไม่ใช่แพลนที่ฝากชะตากรรมไว้กับนโยบายชาติอื่นประเทศเดียว ต้องเตรียมทั้งแผนหลักและแผนสำรองให้ตัวเองเสมอ
นัยต่อไทย อาเซียน และโลกกีฬา – ฟุตบอลโลก 2026 ยังลุยได้
ในมุมการท่องเที่ยวและกีฬา หลายฝ่ายกังวลเช่นกันว่า การคุมเข้มวีซ่าครั้งนี้จะกระทบต่อการเดินทางของแฟนบอลจากทั่วโลกในช่วงฟุตบอลโลก 2026 หรือไม่ ซึ่งจะจัดขึ้นที่สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า มาตรการพักวีซ่า 75 ประเทศ ไม่ครอบคลุมวีซ่าท่องเที่ยว ดังนั้นแฟนบอลจากไทย ลาว กัมพูชา บราซิล หรือชาติอื่นๆ ในลิสต์ ยังสามารถขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้าชมฟุตบอลโลกได้ตามปกติ หากผ่านขั้นตอนคัดกรองตามมาตรฐานเดิม
อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเข้มข้นกับเรื่องผู้อพยพและสวัสดิการ อาจทำให้ภาพลักษณ์ “ประเทศปลายฝันของคนทั่วโลก” ดูแข็งและปิดมากขึ้นในสายตาหลายคน ขณะเดียวกัน ก็ยิ่งตอกย้ำว่า โลกยุคใหม่ ทุกการเคลื่อนไหวของเรา – ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงการย้ายถิ่น – ผูกติดกับนโยบายการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
คนไทยที่อยากไปเชียร์บอลที่อเมริกา ยังไปได้ แต่คนไทยที่อยาก “ฝากอนาคตทั้งชีวิตไว้ที่นั่น” ต้องเพิ่มชั้นเรียนวิชา “อ่านเกมการเมือง–เศรษฐกิจโลก” เข้าไปในชีวิตด้วย

สรุป: เกมวีซ่าสหรัฐฯ เปลี่ยนหน้า แต่ชีวิตคนไทยต้องไม่หลงเกม
ข่าว สหรัฐระงับวีซ่า 75 ประเทศ รวมถึงไทย ไม่ใช่แค่พาดหัวสะเทือนขวัญ แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่า โลกกำลังเข้ายุคที่ประเทศมหาอำนาจ “คัดคนเข้าเมืองเข้มขึ้นทุกมิติ”
ในเชิงข้อเท็จจริง
- มาตรการนี้ “พักการพิจารณาวีซ่าผู้อพยพ” ไม่มีกำหนด สำหรับ 75 ประเทศรวมถึงไทย เริ่ม 21 มกราคม 2569
- วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าเรียนต่อ และวีซ่าทำงานชั่วคราว ยังไม่ถูกระงับในรอบนี้ แต่การคัดกรองมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ
- เหตุผลทางการเมือง–เศรษฐกิจเรื่อง “ผู้อพยพเป็นภาระสวัสดิการรัฐ” ถูกใช้เป็นฐานอธิบาย แต่ถูกโต้แย้งอย่างหนักจากข้อมูลวิจัยจำนวนมาก
สำหรับคนไทย สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ตื่นตระหนก แต่คือ
- ทำความเข้าใจประเภทวีซ่าและสิทธิของตัวเองอย่างละเอียด
- วางแผนการเงิน–การงานให้ชัด เพื่อพิสูจน์ว่าเราไม่ใช่ภาระของระบบไหน
- เตรียมแผนสำรองในชีวิตเสมอ ไม่ผูกอนาคตไว้กับประเทศใดประเทศหนึ่งเกินไป
สุดท้าย โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ “อเมริกันดรีม” ยังมี “ดรีมของเราเอง” ที่สร้างได้จากพื้นฐานจริงจัง ใช้ข้อมูลครบทุกด้าน และไม่มองชีวิตเป็นแค่เดิมพันครั้งเดียวแล้วจบ เหมือนเกมฟุตบอลที่ต้องเล่นกันยาว ๆ ทั้งฤดูกาล ไม่ใช่วัดกันแค่แมตช์เดียว
และถ้าอยากตามทุกจังหวะของเกมใหญ่ในโลกจริง – ไม่ว่าจะการเมือง เศรษฐกิจ หรือกีฬา – อย่าลืมเลี้ยวกลับมาเช็กความเคลื่อนไหวกับเราได้ที่ บ้านกีฬา
ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

