กรมสรรพากรขยับแรง ภาษีทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน จ่อคดีล้มละลายหากชำระไม่ครบ

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

กรมสรรพากรเดินหน้าเร่งรัดหนี้ภาษี “ทักษิณ” ปมใหญ่การเมืองไทย

ประเด็นร้อนทางการเมืองกลับมาถูกจับตาอีกครั้ง หลังกรมสรรพากรออกมาระบุถึงการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยใจความสำคัญอยู่ที่หนี้ภาษีจากคดีหุ้นชินฯ ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 17,629 ล้านบาท และหากท้ายที่สุดไม่สามารถชำระได้ครบถ้วนตามการประเมิน กรมสรรพากรจะพิจารณาดำเนินการฟ้องเป็นคดีล้มละลายต่อไป

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นตัวเลขภาษีมหาศาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงหลักใหญ่ของระบบภาษีไทยว่า ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีสถานะทางการเมืองสูงเพียงใด เมื่อคดีภาษีถึงที่สุดแล้ว หน่วยงานรัฐย่อมมีหน้าที่ติดตามเรียกเก็บตามกรอบกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสียหายต่อราชการ

ที่มาของภาษี 1.7 หมื่นล้านเกี่ยวข้องกับอะไร

คดีนี้มีต้นทางจากการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินฯ โดยตัวเลขที่ถูกพูดถึงคือ 17,629 ล้านบาท ซึ่งรวมภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม ตามการประเมินของกรมสรรพากร

สาระสำคัญคือ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย ทำให้หนี้ภาษีอากรตามการประเมินเป็นที่สุด ส่งผลให้กรมสรรพากรสามารถเดินหน้าติดตามเร่งรัดการชำระภาษีตามขั้นตอนต่อไปได้

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของ “หนี้ภาษีอากร” ที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายจนถึงจุดที่รัฐต้องดำเนินการบังคับจัดเก็บอย่างจริงจัง

ทำไมถึงอาจนำไปสู่คดีล้มละลาย

หลายคนอาจเข้าใจว่า การถูกฟ้องล้มละลายหมายถึงต้องล้มละลายทันที แต่ในความเป็นจริง การฟ้องคดีล้มละลายคือกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดการหนี้ เมื่อเจ้าหนี้เห็นว่าลูกหนี้ไม่สามารถหรือไม่ยอมชำระหนี้ตามจำนวนที่ถึงกำหนดได้

ในกรณีนี้ กรมสรรพากรระบุว่ามีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภท ติดตามทรัพย์สินทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางบังคับชำระหนี้ภาษีอากร

หากดำเนินการเร่งรัดจนถึงที่สุดแล้ว ยังได้รับชำระไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ขั้นตอนต่อไปที่ถูกจับตาคือการฟ้องเป็นคดีล้มละลาย ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ทั้งในมิติการเมือง กฎหมาย และความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดเก็บภาษีของประเทศ

“ทักษิณ” มีทรัพย์พอจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้านหรือไม่

คำถามสำคัญที่สังคมอยากรู้คือ นายทักษิณมีทรัพย์สินเพียงพอจ่ายภาษี 17,629 ล้านบาทหรือไม่ เพราะหากเทียบกับภาพจำของอดีตนายกฯ ที่ถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี ตัวเลขภาษีดังกล่าวแม้สูงมาก แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามว่าอยู่ในระดับที่สามารถชำระได้หรือไม่

มีการอ้างถึงการประเมินทรัพย์สินในระดับหลายหมื่นล้านบาท โดยบางข้อมูลระบุว่าทรัพย์สินของนายทักษิณอยู่ที่ประมาณ 72,500 ล้านบาท หรือราว 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์ส่วนหนึ่งถูกมองว่ากระจายอยู่ในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การมีทรัพย์สินตามการประเมิน กับการมีเงินสดพร้อมชำระภาษีทันทีเป็นคนละเรื่องกัน เพราะทรัพย์สินจำนวนมากอาจอยู่ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ หุ้น ธุรกิจ การลงทุน หรือสินทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ยึด อายัด หรือบังคับคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะดึงมาชำระหนี้ได้ทันทีโดยอัตโนมัติ

คดีนี้ต่างจากการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านอย่างไร

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ ภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทในอดีต

คดียึดทรัพย์เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องร่ำรวยผิดปกติและการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ ส่วนคดีภาษี 17,629 ล้านบาทเกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากธุรกรรมหุ้นชินฯ จึงเป็นคนละฐานกฎหมาย คนละกระบวนการ และไม่ใช่การเรียกเก็บซ้ำในเรื่องเดียวกันตามที่มีการอธิบายไว้ในประเด็นข้อกฎหมาย

ความเข้าใจตรงนี้สำคัญมาก เพราะหากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่ารัฐเคยยึดทรัพย์ไปแล้ว เหตุใดยังมีภาษีตามมาอีก แต่ในทางกฎหมาย หนี้ภาษีเกิดจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ส่วนการยึดทรัพย์เป็นผลจากคดีอีกลักษณะหนึ่ง

ภาษีไม่ใช่แค่เรื่องคนรวย แต่เกี่ยวกับความเป็นธรรมของทั้งระบบ

คดีนี้ทำให้สังคมหันกลับมามองบทบาทของกรมสรรพากรอีกครั้ง เพราะภาษีคือรายได้หลักของประเทศ ใช้สำหรับงบประมาณด้านสาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และการบริหารราชการแผ่นดิน

หลักการสำคัญคือ ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป เจ้าของธุรกิจ นักลงทุน หรือบุคคลทางการเมือง หากระบบภาษีไม่สามารถบังคับใช้กับผู้มีอำนาจหรือผู้มีฐานะได้อย่างเท่าเทียม ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐย่อมถูกสั่นคลอน

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ถูกประเมินภาษีก็มีสิทธิใช้กระบวนการอุทธรณ์และต่อสู้คดีตามกฎหมาย แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หน้าที่ของรัฐคือการติดตามจัดเก็บให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ไม่ปล่อยให้หนี้ภาษีค้างจนกระทบต่อผลประโยชน์ของแผ่นดิน

จับตาก้าวต่อไปของกรมสรรพากร

จากนี้ประเด็นที่ต้องติดตามคือ กรมสรรพากรจะสามารถติดตามทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะทรัพย์สินที่อาจอยู่ต่างประเทศ ซึ่งมักมีความซับซ้อนด้านเอกสาร กฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หากมีการชำระครบ เรื่องอาจจบในทางหนี้ภาษี แต่หากชำระไม่ครบและกรมสรรพากรเห็นว่ามีเหตุเพียงพอ การฟ้องคดีล้มละลายจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะไม่เพียงกระทบต่อตัวนายทักษิณ แต่ยังเป็นสัญญาณทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วงเวลาที่ชื่อ “ทักษิณ” ยังคงมีน้ำหนักสูงในสมการอำนาจไทย

สรุปประเด็นร้อนภาษีทักษิณ

กรณีกรมสรรพากรเร่งรัดจัดเก็บภาษีนายทักษิณ ชินวัตร วงเงินกว่า 17,629 ล้านบาท เป็นเรื่องที่สังคมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวพันทั้งข้อกฎหมาย การเมือง ทรัพย์สิน และมาตรฐานความเป็นธรรมของระบบภาษีไทย

คำถามว่า “มีทรัพย์พอจ่ายหรือไม่” อาจตอบได้ยากในเชิงปฏิบัติ เพราะต้องดูทั้งทรัพย์สินที่ตรวจพบจริง สภาพคล่อง การถือครองในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกระบวนการบังคับคดี แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ กรมสรรพากรประกาศเดินหน้าเต็มกรอบกฎหมาย หากชำระไม่ครบ คดีล้มละลายอาจเป็นฉากต่อไปของมหากาพย์ภาษีการเมืองไทย

ติดตาม ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ที่ ข่าวการค้นหาที่มาแรงบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา