โคมันลั่นพร้อมพาอัศวินสีส้มระเบิดเซอร์ไพรส์บอลโลก 2026

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

บรรยากาศทัพอัศวินสีส้มก่อนลุยเวทีโลก

บรรยากาศในแคมป์ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ตอนนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและความคาดหวัง ก่อนลุยศึก ฟุตบอลโลก 2026 ที่พวกเขาต้องดวลกับญี่ปุ่น ตูนิเซีย และผู้ชนะเพลย์ออฟระหว่าง แอลเบเนีย/โปแลนด์/สวีเดน/ยูเครน กลายเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครการันตีได้ว่าจะจบแบบไหนง่ายๆ และนั่นคือเวทีที่ โรนัลด์ โคมัน มองว่าทีมของเขาพร้อมจะสร้างเรื่องไม่คาดฝันให้ทั้งโลกได้เห็น

“บางทีเราอาจไม่ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งแชมป์ แต่เราคือทีมที่สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ให้ทุกคนได้”

คำพูดนี้จากปากโคมันในการให้สัมภาษณ์กับ FIFA สะท้อนชัดว่า ทัพอัศวินสีส้มไม่ได้เดินทางไปอเมริกาเหนือในฐานะทีมขวัญใจแต่ไร้ลุ้น แต่เป็นทีมที่มีโครงสร้างชัดเจน เต็มไปด้วยแข้งคุณภาพ และพร้อมใช้ความลงตัวระหว่าง “ประสบการณ์” กับ “พลังหนุ่ม” สร้างแรงสั่นสะเทือนบนเวทีโลกอีกครั้ง

ตั้งแต่หวนกลับมาคุมทีมในปี 2023 โคมันใช้เวลาไม่นานก็พาเนเธอร์แลนด์ทะยานไปถึงรอบรองชนะเลิศ ยูโร 2024 ตอกย้ำว่าพวกเขากลับมาอยู่ในแถวหน้าของยุโรปอย่างเต็มตัว และกำลังยกระดับตัวเองต่อเนื่องสู่เป้าหมายใหญ่ในปี 2026

สายเลือดใหม่ระเบิดฟอร์มภายใต้โคมัน

สิ่งที่ทำให้แฟนบอลจับตามอง อัศวินสีส้ม ชุดนี้ คือการกล้าปล่อยของของเหล่าดาวรุ่งที่โคมันผลักดันขึ้นมาแบบไม่กลัวหน้าไหน ทั้ง Xavi Simons, Jeremie Frimpong และ Micky van de Ven ที่กลายเป็นตัวหลักในทัพเนเธอร์แลนด์อย่างรวดเร็ว ลงสนามทั้งในเกม ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก และรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโดยไม่ถูกมองว่าเป็นแค่ตัวหมุนเวียน

จังหวะการทำทีมรอบนี้ของโคมันมีความคล้ายกับช่วงแรกที่เข้ามาคุมทีมชาติในปี 2018 ตอนนั้นเขากล้าปล่อย Frenkie de Jong และ Matthijs de Ligt ลงเดบิวต์สำคัญ จนทั้งคู่กลายเป็นแกนหลักของทีมในเวลาไม่นาน นั่นคือรูปแบบการสร้างทีมที่เน้น “ปั้นใหม่พร้อมใช้จริง” ไม่ใช่แค่เรียกมาเก็บประสบการณ์

“เรามีแข้งพรสวรรค์ เหมือนอย่างที่ฮอลแลนด์มีเสมอ เรามีนักเตะหลายคนที่ทำผลงานได้ดีในพรีเมียร์ลีก เราเป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก”

โคมันเชื่อว่าฐานนักเตะที่กระจายตัวอยู่ในลีกชั้นนำ โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก ทำให้ทีมมีมาตรฐานสูงต่อเนื่อง และเมื่อเอาทุกคนมารวมกันในระบบทีมชาติที่ชัดเจน ก็ยิ่งทำให้เนเธอร์แลนด์ชุดนี้ดูน่าเกรงขามมากขึ้นเรื่อยๆ

จากยุคมืดหลังร็อบเบน–ฟาน เพอร์ซี่ สู่การคืนชีพของเนเธอร์แลนด์

อย่าลืมว่าไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เคยหลุดวงโคจรจากเวทีใหญ่ทั้ง ยูโร 2016 และ ฟุตบอลโลก 2018 หลังรุ่นใหญ่ชุด Arjen Robben และ Robin van Persie ทยอยอำลาทีม นั่นคือช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 30 ปีของวงการลูกหนังดัตช์

โคมันเข้ามารับงานครั้งแรกในปี 2018 แล้วพลิกสถานการณ์พาทีมเข้าชิง ยูฟ่า เนชั่นส์ลีก 2019 แม้สุดท้ายจะได้เพียงรองแชมป์ แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าอัศวินสีส้มเริ่มกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

ปี 2020 โคมันลาทีมชาติไปคุมบาร์เซโลนา สโมสรที่เขาเคยเป็นตำนานในยุค 90 ก่อนที่เขาจะกลับมานั่งเก้าอี้เดิมกับเนเธอร์แลนด์ในปี 2022 ต่อจาก Louis van Gaal ซึ่งเพิ่งพาทีมไปลุย ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ และพ่ายอาร์เจนตินา (แชมป์ในเวลาต่อมา) แค่ดวลจุดโทษในรอบก่อนรองชนะเลิศ

การรับช่วงต่อทีมที่มีฐานผลงานดีจากกาตาร์ แล้วต่อยอดด้วยสไตล์ของตัวเอง ทำให้โคมันไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่ใช้โครงสร้างที่มีอยู่ผสมเข้ากับแนวคิดใหม่ และกล้าขยับเปลี่ยนตัวผู้เล่นโดยไม่กลัวแรงเสียดทาน

ดีเอ็นเอโค้ชดัตช์: กล้าใช้ดาวรุ่งทุกสถานการณ์

ช่วงเวลาที่บาร์เซโลนา โคมันต้องเผชิญช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของสโมสร ทั้งการรับมือกับซีซั่นสุดท้ายของ Lionel Messi และการจากไปของ Luis Suarez แต่ถึงสถานการณ์จะกดดันเพียงใด เขาก็ยังยึดมั่นในความเชื่อเรื่องการให้โอกาสนักเตะวัยหนุ่ม

“เราเป็นชาวดัตช์ เราไม่เคยกลัวการให้โอกาสดาวรุ่ง เราชินกับเรื่องนี้อยู่แล้ว”
“ผมพูดเสมอว่า ถ้ามีนักเตะวัย 30 กับ 22 ปี เล่นได้ในระดับเดียวกัน ผมจะเลือกเด็กอายุ 22 เพราะเขาคืออนาคต”

โคมันไม่ได้มองการสร้างทีมแบบระยะสั้น แต่คิดเผื่อไปข้างหน้าเสมอ การดันดาวรุ่งขึ้นมารับผิดชอบตั้งแต่ตอนนี้ ทำให้ทีมชาติผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างราบรื่น แถมยังแข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะถดถอย

ในแง่แนวคิดฟุตบอล เขาเองก็ยอมรับว่าถูกหล่อหลอมจากตำนานดัตช์อย่าง Johan Cruyff

“ผมชื่นชมโยฮัน ครัฟฟ์มาตลอด ทั้งวิสัยทัศน์เกมรุกและความต้องการเล่นฟุตบอลให้สนุกดึงดูด แต่ผมเป็นกองหลัง หน้าที่คือแก้ปัญหาในสนาม ซึ่งมันก็มีอิทธิพลต่อแนวคิดของผมเหมือนกัน”

ผลลัพธ์คือเนเธอร์แลนด์ในยุคโคมันเป็นทีมที่ยังคงคาแรกเตอร์เกมรุกสไตล์ดัตช์เอาไว้ แต่มีโครงสร้างเกมรับที่แน่นขึ้น และแท็กติกที่ยืดหยุ่นมากพอจะรับมือกับชาติที่มีสตาร์ดังมากกว่าโดยไม่ต้องถอยไปเล่นแบบเสียทรง

ฟาน ไดค์ – เดปาย สองเสาหลักคุมหัว–ท้ายทัพอัศวินสีส้ม

หัวใจสำคัญอีกอย่างของทัพ ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ชุดนี้ คือการมี “เสาหลัก” ตัวจริงอยู่คนละฝั่งสนาม ด้านหลังคือ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ กัปตันทีมวัย 34 ปี ที่ยังยืนระยะคุมแนวรับเหมือนเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโคมันเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2015 ที่เซาธ์แฮมป์ตัน เมื่อฟาน ไดค์ลงเล่นพรีเมียร์ลีกครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของโค้ชรายนี้

“โคมันทำให้พวกเรารู้สึกนิ่งและมั่นคงขึ้น”
“เขารู้ดีว่าจะเตรียมทีมอย่างไรสำหรับเกมใหญ่ การมีคนที่มีประสบการณ์แบบเขาคอยนำทางสำคัญมาก มันเจ็บปวดที่ต้องตกรอบแบบนั้น แต่เรายังยืนเคียงข้างกันและเชื่อมั่นในโคมันกับสตาฟฟ์ของเขา”

คำพูดหลังความผิดหวังใน ยูโร 2024 ยืนยันชัดว่า ห้องแต่งตัวชุดนี้ยังเชื่อมือโค้ชแบบเต็มร้อย

ด้านหน้าในเกมรุกคือ เมมฟิส เดปาย กองหน้าที่โคมันไว้ใจเต็มที่ จนกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ไปแล้ว เดปายมักโผล่มาเป็นฮีโร่ในวันที่ทีมเล่นพลาดเสียโมเมนตัม ตัวอย่างชัดเจนคือเกมคัดบอลโลกที่บุกชนะลิทัวเนีย 3-2 เมื่อกันยายนปีที่แล้ว

เนเธอร์แลนด์นำก่อน 2-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ดันปล่อยให้เจ้าถิ่นตามตีเสมอ 2-2 ก่อนที่เดปายจะมาซัดประตูที่สองของตัวเองในนาทีที่ 63 ช่วยเซฟสามแต้มสุดสำคัญ

“ผมรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย เราเล่นกับไฟในวันนี้ โชคดีที่มันไม่ทำให้เราต้องเสียแต้ม แต่ก็เกือบกลายเป็นหายนะได้เหมือนกัน
เราดีใจมากที่มีเดปายอยู่ในทีม เขายิงสองประตูที่ยอดเยี่ยมและควรรู้สึกภูมิใจ เรามีประวัติร่วมกันมายาวนาน ผมหนุนหลังเขาในช่วงที่คนอื่นอาจไม่ทำ และตอนนี้เขาพิสูจน์แล้วว่า ยังเป็นกองหน้าที่ดีที่สุดของเราแบบไร้ข้อกังขา”

เมื่อมีฟาน ไดค์เป็นศูนย์รวมเกมรับ และเดปายเป็นอาวุธเด็ดในแดนหน้า โคมันจึงมีแกนหลักที่ไว้ใจได้ทั้งสองฝั่งสนาม ทำให้สามารถหมุนเวียนตัวประกอบรอบๆ ได้อย่างกล้าหาญขึ้น

ห้องแต่งตัวอบอุ่นแต่การแข่งขันภายในเดือด

แม้โคมันจะเน้นบรรยากาศทีมเวิร์กเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าทีมจะปลอดแรงกดดันจากภายใน ตรงกันข้าม กลุ่มผู้เล่นหลายเจนเนอเรชันที่รวมตัวกันอยู่ตอนนี้ ทำให้การแข่งขันแย่งตำแหน่งดุเดือดชนิดที่ใครพลาดก็มีสิทธิ์หลุดตัวจริงทันที

“นักเตะทุกคนเดินทางมาทีมชาติพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนมีความสุขที่ได้เจอกันอีกครั้งและได้พูดภาษาดัตช์ด้วยกัน”
“เรื่องการบริหารห้องแต่งตัวที่ซับซ้อน มันไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากโฟกัสมากเกินไป โดยทั่วไปคุณอยากโฟกัสที่ฟุตบอลในสนามมากกว่า”

แต่การมีแข้งคุณภาพล้นทีม ทำให้โคมันต้องตัดสินใจที่ยากอยู่ตลอด ตัวอย่างชัดคือเกมอุ่นเครื่องถล่มฟินแลนด์ 4-0 เมื่อเดือนตุลาคม ที่เขาเลือกดร็อป Tijjani Reijnders จากแดนกลาง แล้วส่ง Justin Kluivert ลงตัวจริงแทน แม้ทั้งคู่จะถูกมองว่ามีศักยภาพสูงไม่แพ้กันก็ตาม

“มันคือการเลือก เป็นการเลือกที่ยาก เฟรงกี้, ไรอัน แกรเวนเบิร์ช และทิจานนี สามารถเล่นได้หลายตำแหน่ง สุดท้ายก็จะมีนักเตะที่ดีมากๆ ต้องนั่งสำรองอยู่เสมอ”
“จัสตินเพิ่มมิติที่แตกต่างให้ทีม และเขาปรับตัวได้ดีมาก แต่ทิจานนีก็เล่นตำแหน่งนั้นได้ เช่นเดียวกับซาบี ซิมอนส์ ผมไม่ได้มีใครที่เป็นตัวเลือกตายตัว ลองดูสเปนเป็นตัวอย่าง ดานี โอลโม่ยังต้องนั่งสำรองเพราะเปดรีลงเล่นอยู่เลย”

คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าการติดทีมชาติเนเธอร์แลนด์ชุดนี้ไม่ได้การันตีตำแหน่งตัวจริงให้ใครทั้งนั้น ทุกคนต้องพิสูจน์ตัวเองในทุกแคมป์เก็บตัว และนี่คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มาตรฐานทีมสูงขึ้นต่อเนื่อง

ทำไมเนเธอร์แลนด์ยุคโคมันถึงน่าจับตาในระยะยาว

หากมองในภาพกว้าง เนเธอร์แลนด์คือชาติที่มีประวัติศาสตร์บนเวทีโลกชัดเจน แม้ยังไม่เคยคว้าแชมป์โลก แต่เคยเข้าชิงหลายครั้ง และมักมีชื่ออยู่ในกลุ่ม “ม้ามืดตัวจริง” แทบทุกทัวร์นาเมนต์ ความต่อเนื่องตรงนี้เกิดจากวัฒนธรรมฟุตบอลที่เน้นการปั้นนักเตะจากอะคาเดมี การส่งออกแข้งดาวรุ่งสู่ลีกใหญ่ และการมีโค้ชสายไอเดียอย่างต่อเนื่อง

ยุคของ โรนัลด์ โคมัน จึงไม่ใช่การสร้างทีมขึ้นมาแบบฉาบฉวย แต่เป็นการต่อยอดจากรากฐานที่ดีอยู่แล้ว เพิ่มความสมดุลระหว่างเกมรุกสไตล์ดัตช์กับแท็กติกที่แข็งแรงในเกมรับ ผสมเข้ากับแข้งวัยกลางคนที่ผ่านเวทีใหญ่ และดาวรุ่งที่พร้อมวิ่งให้ทีมไม่หยุด

สำหรับแฟนบอลชาวไทยที่ติดตาม ฟุตบอลโลก หนึ่งในสีสันที่ขาดไม่ได้ทุกครั้งคือการได้ดูสไตล์การเล่นของอัศวินสีส้ม การมีโคมันคุมชุดนี้ยิ่งทำให้เนเธอร์แลนด์ดูเป็นทีมที่ “ครบ” ทั้งในมุมคนดูบอลสายแท็กติก และแฟนบอลสายบันเทิงที่อยากเห็นเกมรุกดุดัน เล่นกันสวยๆ ให้สนุกตา

มองไกลถึงฟุตบอลโลก 2026 ในมุมมองบ้านกีฬา

เมื่อเอาทุกองค์ประกอบมารวมกัน – โค้ชที่มีปรัชญาชัดเจนอย่าง โรนัลด์ โคมัน, แข้งซีเนียร์นำทัพอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และ เมมฟิส เดปาย, บวกกับกลุ่มดาวรุ่งสายเทคนิคที่กำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ – มันไม่เกินจริงเลยที่เนเธอร์แลนด์จะตั้งเป้าไปถึงการ “เขย่าเวที” ฟุตบอลโลก 2026 แม้จะไม่ใช่เต็งหนึ่งในสายบ่อนรับพนันหรือสายวิเคราะห์ก็ตาม

โคมันเองรู้ดีว่าทีมของเขาอาจไม่ถูกยกให้เป็นตัวเต็ง แต่จุดแข็งของอัศวินสีส้มคือการเล่นแบบไม่กลัวใคร มีเอกลักษณ์ชัด และพร้อมใช้พลังของคนรุ่นใหม่ผสมกับประสบการณ์ของรุ่นพี่เพื่อล่าฝันอีกครั้งบนเวทีโลก

แฟนบอลชาวไทยที่อยากรู้ว่าทัพอัศวินสีส้มจะไปได้ไกลแค่ไหนในบอลโลกครั้งหน้า บอกได้เลยว่าเนเธอร์แลนด์ยุคนี้ “ห้ามมองข้าม” และคงจะได้เห็นทั้งเกมสวยตาและดราม่ามันๆ ตามสไตล์ลูกหนังดัตช์แน่นอน

ใครไม่อยากพลาดทุกจังหวะสำคัญของโลกฟุตบอลและความเคลื่อนไหวของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ รวมถึงข่าวร้อนจากลีกดัง อย่าลืมติดตามอัปเดตมันๆ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา