ดราม่าหลังเกม แพ้แบบหมดรูป แต่เกือบพลาดมารยาทนักเตะใหญ่
ภาพที่สะท้อนให้เห็นทั้งปัญหาในสนามและนอกสนามของ เรอัล มาดริด เกิดขึ้นทันทีหลังจบเกมบุกแพ้ เบนฟิก้า 2-4 ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบลีกนัดสุดท้าย ไม่ใช่แค่สกอร์ที่เจ็บตัวกับผลงานที่น่าผิดหวัง แต่ยังเกือบกลายเป็นดราม่าใหญ่เรื่องทัศนคติและมารยาทของนักเตะกับคนดูบนอัฒจันทร์
จังหวะปัญหาเกิดขึ้นหลังผู้ตัดสินเป่านกหวีดยาว ปกติแล้วสโมสรระดับยักษ์ใหญ่จะมีธรรมเนียมเดินไปขอบคุณกลุ่ม แฟนบอล ที่ตามมาเชียร์ แต่แข้งมาดริดหลายคนกลับตั้งท่าจะเดินเข้าห้องแต่งตัวทันที เหมือนอยากหนีจากความผิดหวังมากกว่าจะเผชิญหน้ากับเสียงปรบมือและกำลังใจของคนที่ลงทุนบินมาเชียร์ถึงขอบสนาม
จังหวะเกือบลืมแฟนบอล กูร์กตัวส์ยืนขวางแล้วเรียกเพื่อนกลับมา
ตามรายงานระบุว่า นักเตะชุดใหญ่ของ มาดริด หลายคนหันหลังกลับมุ่งหน้าสู่ทางลงอุโมงค์ทันทีหลังจบเกม โดยไม่ได้มีท่าทีจะเดินไปโซนกองเชียร์แม้แต่น้อย ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความผิดหวังจากผลการแข่งขันและอันดับในกลุ่มที่หล่นไปปิดท้ายที่ 9 ต้องไปเหนื่อยต่อในรอบเพลย์ออฟ แบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ตรงนี้เองที่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ กลายเป็นคนสำคัญของเหตุการณ์ เขาไม่เพียงแค่ไม่ยอมเดินเข้าห้องแต่งตัวตามเพื่อน แต่ตั้งใจจะไปขอบคุณแฟนมาดริดที่ตามมาสนับสนุนทีมในเกมเยือน พอเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทีมหลายคนไม่ขยับตามมา นายด่านทีมชาติเบลเยียมถึงขั้นแสดงอาการไม่พอใจอย่างชัดเจน ก่อนจะตะโกนเรียกและออกท่าทางบอกให้ทุกคนวกกลับมาร่วมกันขอบคุณกองเชียร์
สุดท้ายเพื่อนร่วมทีมก็ยอมเดินตาม กูร์กตัวส์ ไปปรบมือให้กองเชียร์ในโซนทีมเยือน แม้อารมณ์ในสนามจะยังขุ่น แต่การกลับมาทำตามธรรมเนียมก็ช่วยลดแรงดราม่าไปได้มาก และกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของสโมสรใหญ่ระดับมาดริดดูแย่ไปกว่านี้
ฟอร์มหล่น อันดับรูด แรงกดดันถาโถมราชันชุดขาว
เกมที่แพ้เบนฟิก้า 2-4 ไม่ได้เป็นแค่ความพ่ายแพ้ธรรมดา แต่มันสะท้อนถึงฟอร์มโดยรวมที่ต่ำกว่ามาตรฐานของ มาดริด ในรอบลีกของซีซั่นนี้ จากทีมที่แฟนบอลเคยคาดหวังว่าจะจบหัวตาราง กลับต้องปิดฉากรอบนี้ด้วยการเป็นเพียงที่ 9
การหล่นไปอยู่พื้นที่เพลย์ออฟหมายถึงโปรแกรมที่หนักขึ้น ความกดดันที่มากขึ้น และไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาดอีกต่อไป เมื่อรวมกับภาพแข้งบางคนเกือบเมินกองเชียร์หลังจบเกม มันยิ่งทำให้กระแสวิจารณ์เรื่อง “ใจนักเตะ” ดังขึ้นทั้งในหมู่แฟนบอลและสื่อสเปน
บทบาทผู้นำเงียบๆ ของกูร์กตัวส์ในห้องแต่งตัว
แม้ตำแหน่งจะเป็นผู้รักษาประตู แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ยืนยันอีกครั้งว่า กูร์กตัวส์ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เซฟลูกยิงในกรอบเขตโทษ เขายังทำหน้าที่เหมือนหัวใจของทีมในมุมของความเป็นผู้นำในสนามและนอกสนาม
การที่เขาเลือกจะเดินไปขอบคุณกองเชียร์ ทั้งที่ทีมเพิ่งแพ้และบรรยากาศกำลังตึงเครียด เป็นสัญญาณชัดเจนว่านี่คือคนที่เข้าใจ “น้ำหนักของตราสโมสร” และ “คุณค่าของแฟนบอล” อย่างแท้จริง การเรียกเพื่อนร่วมทีมให้เดินกลับไปปรบมือจึงไม่ใช่แค่ท่าทีเล็กๆ แต่มันคือการเตือนสติว่า ต่อให้แพ้แค่ไหน ก็ไม่มีสิทธิ์ลืมคนที่คอยอยู่ข้างหลัง
ในโลกฟุตบอลระดับท็อป ผู้นำบางครั้งไม่ได้วัดกันที่ปลอกแขนกัปตัน แต่วัดจากจังหวะเล็กๆ แบบนี้ที่แสดงให้เห็นเรื่องทัศนคติ ความรับผิดชอบ และการให้เกียรติสโมสรและแฟนบอล
ทำไมการเดินไปขอบคุณแฟนบอลหลังเกมจึงสำคัญกว่าที่คิด
หลายคนอาจมองว่าแค่เดินไปปรบมือให้กองเชียร์หลังจบเกมเป็นเรื่องพิธีการ แต่สำหรับแฟนบอลที่เสียเวลา เสียเงิน และเสียเสียงเชียร์ตลอด 90 นาที การได้เห็นนักเตะเดินมาขอบคุณเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าหนึ่งท่าทาง มันคือการยอมรับว่า “เราเห็นคุณ” และ “คุณคือส่วนหนึ่งของทีม”
โดยเฉพาะเกมเยือนที่แฟนบอลต้องเดินทางไกล ทนหนาว ฝ่ารถติด หรือหยุดงานเพื่อมาเชียร์ทีมรัก การถูกเมินเฉยหลังจบเกม โดยเฉพาะในวันที่ผลการแข่งขันออกมาน่าผิดหวัง สามารถเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นความน้อยใจ และลามไปสู่เสียงวิจารณ์ที่รุนแรงในโซเชียลมีเดียได้ในยุคปัจจุบัน
ที่สำคัญ สโมสรใหญ่แทบทุกทีมในยุโรปต่างปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับนักเตะมาตลอด ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ การเดินไปขอบคุณแฟนบอลคือ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ของมืออาชีพ
ฟุตบอลไม่ได้มีแค่ในสนาม แต่คือความสัมพันธ์ยาวนานระหว่างทีมกับคนดู
ถ้าลองมองให้ลึกไปกว่าผลสกอร์ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติก การวิ่งหรือการยิงประตู แต่มันคือความผูกพันระหว่างสโมสรกับคนดูที่ยาวนานหลายสิบปี บางคนเชียร์ทีมเดิมตั้งแต่เด็กจนถึงวัยทำงาน บางครอบครัวเชียร์ต่อกันมาหลายรุ่น
กรณีของ มาดริด ที่เกือบลืมไปขอบคุณกองเชียร์ในเกมนี้ จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้จะเป็นทีมใหญ่ระดับโลกก็มีสิทธิ์ “หลุดโฟกัส” ได้เหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยืนยันว่าการมีผู้นำในทีมที่เข้าใจคุณค่าของแฟนบอลยังเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับแฟนบอลไทยที่ติดตามลีกยุโรป การมองเห็นเหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนใจได้ดีว่า ทำไมเราถึงรักฟุตบอล ไม่ใช่เพราะชื่อถ้วยหรือจำนวนประตูเท่านั้น แต่เพราะมันเต็มไปด้วยเรื่องราว ความรู้สึก และรายละเอียดเล็กๆ ที่ผูกคนทั้งโลกเข้าด้วยกันผ่านเกมลูกหนัง
จากดราม่าริมเส้น สู่บทเรียนสำคัญของราชันชุดขาว
ความพ่ายแพ้ต่อเบนฟิก้าในสนามอาจแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจบเกมอย่างช็อตที่เกือบไม่ได้ไปขอบคุณกองเชียร์ น่าจะกลายเป็นบทเรียนชิ้นใหญ่ของห้องแต่งตัวมาดริด ว่าความเป็นมืออาชีพไม่ได้จบลงเมื่อเสียงนกหวีดยาวดังขึ้น
ถ้ามองในแง่ดี เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นชัดว่าทีมยังมีคนที่ยืนเป็นหลักให้ได้ในวันที่ทุกอย่างดูผิดไปหมด แฟนบอลทั่วโลก รวมถึงคอบอลชาวไทย คงจับตาดูต่อไปว่าในเกมหน้า มาดริดจะตอบสนองอย่างไร ทั้งในสนามและท่าทีต่อแฟนบอล
ใครที่อยากติดตามทั้งดราม่าข้างสนาม ผลแข่งใหญ่จากยุโรป รวมถึงมุมมองเข้มข้นแบบนักข่าวกีฬา อย่าลืมติดตามข่าวบอลมันส์ๆ ได้ที่ ข่าวกีฬาฟุตบอลบ้านกีฬา อัปเดตให้ทุกจังหวะของโลกฟุตบอลแบบจัดเต็ม

