บ้านผลบอล สรุปหลังเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดุเดือดถึงนาทีท้าย ฮาแลนด์ซัดโทษพาแมนซิตี้บุกแซงลิเวอร์พูล 2-1 ลุ้นแชมป์ยังไม่ตาย

ดูบอลสด ดูบอลออนไลน์ฟรี 24 ชั่วโมง

จาก : ผลบอลสด พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ระหว่าง ลิเวอร์พูล 1-2 แมนซิตี้ วันนี้ 8/2/69 – บ้านกีฬา

ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่แอนฟิลด์คืนนั้นดุเดือดสมศักดิ์ศรี “บิ๊กแมตช์เมืองผู้ดี” เมื่อ ลิเวอร์พูล ของอาร์เน่ สลอต เปิดบ้านรับการมาเยือนของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมลุ้นแชมป์ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า เกมนี้แฟนบอลที่ตามเช็ก ผลบอลสด กับ บ้านผลบอล แทบหยุดหายใจในช่วงทดเจ็บ เมื่อรูปเกมพลิกจากที่หงส์แดงนำก่อน กลายเป็นเรือใบสีฟ้าบุกแซงชนะ 2-1 จากจุดโทษของเออร์ลิง ฮาแลนด์ ในนาที 90+3

⏱ ครึ่งแรก: หงส์แดงยันอยู่ ดอนนารุมมาช่วยซิตี้รอด

เปิดฉากมา ลิเวอร์พูลเขี่ยบอลเริ่มเกม แต่เป็นแมนซิตี้ที่ขึงเกมรุกใส่ตั้งแต่นาทีแรก นาทีที่ 2 ฮาแลนด์ได้จ่อ ๆ ในกรอบเขตโทษแต่ อลิสซอน ยังยืนตำแหน่งเยี่ยมล้มตัวเซฟไว้ได้อย่างหวุดหวิด

นาทีที่ 5 อองตวน เซเมนโย ได้ส่องไกล บอลพุ่งแรงแต่หลุดกรอบไปนิดเดียว จากนั้นแนวรับหงส์แดงต้องทำงานหนักเมื่ออับดุโกดีร์ คูซานอฟ โหม่งจากลูกตั้งเตะ นาที 9 และ โรดรี้ ได้ลองยิงไกล นาที 14 แต่ยังติดบล็อกและไม่ผ่านมืออลิสซอน

ซิตี้ใช้เกมริมเส้นและลูกกลางอากาศเล่นงานต่อเนื่อง นาทีที่ 22 มาร์ก เกฮี ขึ้นโหม่งจ่อ ๆ ทว่าผู้รักษาประตูบราซิเลียนของเจ้าบ้านยังเซฟได้อีกครั้ง นาที 24 ทีมเยือนยังได้ลูกเตะมุมต่อเนื่อง แต่ลิเวอร์พูลช่วยกันเคลียร์ทิ้งได้

ลิเวอร์พูลเริ่มตอบโต้บ้าง นาที 28 โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้ยิงจากจังหวะเตะมุม แต่บอลยังเหินข้ามคาน นาที 31 อูโก เอกิติเก หลุดมาส่องในกรอบแต่โดนแนวรับเรือใบบล็อกไว้ ก่อนจะมีจังหวะล้ำหน้าของซาลาห์ นาที 37

ท้ายครึ่งแรก โอมาร์ มาร์มูช มีโอกาสซัดไกลนาที 41 ทว่าบอลหลุดกรอบไป และนาที 42 เจ้าตัวโดนใบเหลืองจากจังหวะฟาวล์ทำให้เกมยิ่งตึงเครียด ช่วงทดเวลา 2 นาที ทั้งสองทีมยังเจาะกันไม่เข้า หมดครึ่งแรกเสมอ 0-0 แบบแฟนบอลเกร็งทั้งสนาม

🔁 ครึ่งหลัง: ฟรีคิกโซโบสไลไม่พอ ฮาแลนด์จุดโทษฝังหงส์

เริ่มครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลพยายามยกระดับเกมรุก นาที 47 เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค โดนใบเหลืองจากจังหวะตัดฟาวล์ตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง แสดงให้เห็นว่าหงส์แดงเริ่มไล่เพรสสูงและยอมเสี่ยงมากขึ้น

นาที 52 โดมินิก โซโบสไล ได้ซัดไกลเต็มข้อ แต่ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ยังล้มตัวรับติดหนึบ นาที 56 เอกิติเก เกือบทำประตูได้จากจังหวะโหม่งจ่อ ๆ แต่ลูกบอลเฉี่ยวเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาที 61 แมนซิตี้ขยับเกมรุก เป๊ปส่ง รายาน แชร์กี ลงมาแทน มาร์มูช เพื่อเติมความสดในแนวรุก ก่อนที่ รูเบน ดิอาส จะได้ลองยิงไกล นาที 64 บอลหลุดกรอบ แต่เป็นสัญญาณว่าเรือใบเริ่มเร่งเครื่อง

นาที 68 มาร์ก เกฮี โดนใบเหลืองจากการเข้าสกัดหนัก ทำให้แนวรับซิตี้ต้องระวังขึ้น ขณะที่นาที 71 ซาลาห์ลองปั่นฟรีคิก บอลยังไม่เข้าเป้า

นาที 74 แอนฟิลด์ระเบิดเสียงเฮ ลิเวอร์พูลได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากฟรีคิกสุดคมของโซโบสไล ปั่นด้วยขวาโค้งเสียบมุมล่าง ดอนนารุมมาพุ่งสุดตัวแต่ไม่ทัน เจ้าบ้านได้เปรียบทั้งสกอร์และโมเมนตัม

อย่างไรก็ดี ซิตี้ไม่ยอมง่าย ๆ นาที 84 เรือใบสีฟ้าตีเสมอ 1-1 จากจังหวะที่ฮาแลนด์โหม่งตั้งให้ แบร์นาร์โด ซิลวา สอดมายิงซ้ายจ่อ ๆ กลางประตูไม่เหลือ ซิตี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ช่วงทดเวลาเจ็บ เกมเข้าสู่โหมดดราม่า นาที 89 ซาลาห์มีโอกาสโหม่งให้หงส์แดงขึ้นนำอีกครั้ง แต่บอลหลุดเสาไปแบบน่าเสียดาย นาที 91 ผู้ตัดสินให้ทดเวลา 7 นาที และในนาทีเดียวกันนั้นเอง อลิสซอนทำฟาวล์ มาเธอุส นูเนส ในเขตโทษ

นาที 92 นายด่านหงส์แดงโดนใบเหลือง ก่อนที่นาที 90+3 ฮาแลนด์จะก้าวมารับหน้าที่สังหารจุดโทษ ยิงด้วยซ้ายเสียบมุมล่าง ส่งแมนซิตี้แซงนำ 2-1

จากนั้น นาที 94 ฮาแลนด์โดนใบเหลืองฐานดีใจเกินเหตุ นาที 97 แบร์นาร์โด ซิลวา โดนใบเหลืองตามมาอีกคน นาที 100 ประตูของซิตี้ที่แชร์กียิงได้ถูก VAR ริบคืนเพราะมีจังหวะฟาวล์ก่อนหน้า

ดราม่ายังไม่จบ นาที 103 โซโบสไลโดนใบแดงไล่ออกจากสนามจากการเข้าฟาวล์หนัก ทำให้ลิเวอร์พูลเหลือ 10 คน ช่วงทดเวลาที่ยืดยาวจนถึงนาที 105 แชร์กียิงฟรีคิกหลุดกรอบ ก่อนผู้ตัดสินเป่าวหมดเวลา จบเกม แมนซิตี้บุกชนะลิเวอร์พูล 2-1 เก็บสามแต้มสำคัญกลับบ้านได้สำเร็จ

📋 รายชื่อนักเตะตัวจริงและการเปลี่ยนตัว

🔴 ลิเวอร์พูล

ระบบ 4-2-3-1

ผู้รักษาประตู

  • อลิสซอน เบ็คเกอร์ (6.8)

กองหลัง

  • มิลอส เคร์เกซ (6.0)
  • เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีม (6.0)
  • อิบราฮิมา โกนาเต้ (6.6)
  • โดมินิก โซโบสไล (7.7) ยืนสูงทางขวาแต่ช่วยเกมรับลึกบ่อยครั้ง

กองกลาง

  • ไรอัน กราเฟนเบิร์ค (7.0)
  • ฟลอเรียน เวิร์ทซ์ (6.3)
  • อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ (6.4)

แนวรุก

  • โคดี้ กัคโป (7.1)
  • โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (6.7)
  • อูโก เอกิติเก (6.8)

ตัวสำรองที่ถูกใช้งาน

  • เคอร์ติส โจนส์ (6.5) ลงแทน กัคโป นาที 85 เพิ่มพลังวิ่งไล่บอลช่วงท้าย
  • เฟเดริโก้ เคียซ่า (6.5) ลงแทน เคร์เกซ นาที 90 ช่วยเติมเกมริมเส้นแต่เวลาในสนามมีไม่มาก

ตัวสำรองที่ไม่ได้ลง

  • จิออร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่, เฟร็ดดี้ วูดแมน, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, คัลวิน แรมเซย์, วาตารุ เอ็นโดะ, เทรย์ นโยนี, ริโอ งูมูอา

นักเตะโดดเด่นฝั่งลิเวอร์พูล คือ โซโบสไล ที่ยิงฟรีคิกสุดสวย และ กราเฟนเบิร์คที่เชื่อมเกมแดนกลางได้ดี แม้ท้ายสุดทีมจะพังเพราะจังหวะแดงตรงของโซโบสไลเอง

🔵 แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู

  • จานลุยจิ ดอนนารุมมา (7.2) เซฟลูกยากหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะยิงไกลของโซโบสไลต้นครึ่งหลัง

กองหลัง

  • มาร์ก เกฮี (7.1)
  • อับดุโกดีร์ คูซานอฟ (6.5)
  • รายาน ไอนูรี (6.9)

กองกลาง

  • โรดรี้ (7.0) ห้องเครื่องคุมจังหวะตามสไตล์
  • มาเธอุส นูเนส (7.5) ใช้ความคล่องและการเลี้ยงพาบอลขึ้นหน้าได้บ่อย
  • แบร์นาร์โด ซิลวา กัปตันทีม (7.7) ขับเคลื่อนเกมรุกและยิงประตูสำคัญตีเสมอ

แนวรุก

  • อองตวน เซเมนโย (6.1)
  • โอมาร์ มาร์มูช (5.9)
  • เออร์ลิง ฮาแลนด์ (7.5) ยิงจุดโทษตัดสินเกมและมีส่วนกับประตูแรก

ตัวสำรองที่ถูกใช้งาน

  • รูเบน ดิอาส (6.6) ลงแทน คูซานอฟ นาที 61 เสริมความแข็งแกร่งให้แนวรับ
  • รายาน แชร์กี (6.6) ลงแทน มาร์มูช นาที 61 สร้างปัญหาให้แนวรับเจ้าบ้าน แม้ประตูช่วงทดเจ็บจะถูก VAR ริบคืน
  • นาธาน อาเก้ (6.7) ลงแทน เซเมนโย นาที 90 ปิดเกมรับช่วงท้าย

ตัวสำรองที่ไม่ได้ลง

  • เจมส์ แทรฟฟอร์ด, แม็กซ์ อัลลีย์น, ริโก้ ลูอิส, ทิจจานี่ เรย์จ์นเดอร์ส, นีโก้ กอนซาเลซ, ฟิล โฟเด้น

แข้งเด่นฝั่งซิตี้ชัดเจนคือ แบร์นาร์โด ซิลวา และ ฮาแลนด์ ที่ช่วยกันพลิกเกม ส่วน นูเนส ก็มีส่วนสำคัญในการเรียกจุดโทษช่วงทดเจ็บ

🧠 วิเคราะห์บอลการรุกและการรับ

ลิเวอร์พูลของสลอตเลือกใช้ระบบ 4-2-3-1 เน้นการต่อบอลกับพื้นและการซ้อนขึ้นด้านข้าง โซโบสไลกับเคร์เกซทางซ้าย และซาลาห์กับฟูลแบ็กฝั่งขวาพยายามลากบอลเจาะแนวรับซิตี้ด้วยความเร็ว เกมรุกของหงส์แดงจึงอาศัยความหลากหลายการเข้าทำ ทั้งการสอดจากแนวสองของเวิร์ทซ์และกราเฟนเบิร์ค รวมถึงการใช้จังหวะยิงไกล ซึ่งลูกฟรีคิกของโซโบสไลเป็นตัวอย่างชัดเจนของความอันตรายในลูกตั้งเตะ

อย่างไรก็ตาม ในเกมรับ ลิเวอร์พูลยังมีช่องโหว่ตรงการปิดพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ โรดรี้และแบร์นาร์โดได้รับบอลระหว่างไลน์บ่อยครั้ง ขณะที่ฟาน ไดจ์ค กับ โกนาเต้ ต้องประกบฮาแลนด์แบบตัวต่อตัวจนหลุดตำแหน่ง การยืนบีบแถวสองไม่แน่นพอเปิดช่องให้ลูกครอสและการโหม่งตั้งของศูนย์หน้าตัวใหญ่สร้างปัญหาอยู่เรื่อย ๆ

ฝั่งแมนซิตี้ใช้ระบบ 4-3-3 แบบคลาสสิกที่เป๊ปถนัด เกมรับเริ่มจากการเพรสสูงในแดนคู่แข่ง เกฮีและคูซานอฟดันไลน์ขึ้นสูง ทำให้ทีมบีบพื้นที่ได้ดี เมื่อเสียบอลกลางทาง โรดรี้จะถอยลงมาปิดช่องตรงกลางเป็นสามเซ็นเตอร์ชั่วคราว ลดพื้นที่ให้ลิเวอร์พูลเล่นโต้กลับ

เกมรุกของซิตี้ถือว่าจัดจ้านตามสไตล์ ทีมเน้นไดเร็กต์ไปหาฮาแลนด์เมื่อมีช่อง โดยใช้ปีกอย่างเซเมนโยกับมาร์มูชดึงตัวประกบ ขณะเดียวกัน แบร์นาร์โดและนูเนสจะสลับตำแหน่งเติมขึ้นมารับบอลระหว่างไลน์ ซึ่งจังหวะประตูตีเสมอ 1-1 ก็มาจากการเซ็ตเพลย์แบบง่าย ๆ แต่มีประสิทธิภาพ ครอสให้ฮาแลนด์โหม่งตั้งให้แบร์นาร์โดจบสกอร์

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการหมุนตัวสำรองของเป๊ปที่ใส่แชร์กีและดิอาสลงมา ทำให้แดนกลางแน่นขึ้นและเกมรุกมีมิติเลี้ยงกินตัวมากขึ้น การรับของลิเวอร์พูลจึงต้องถอยต่ำและมีการเสียฟาวล์หน้ากรอบบ่อย จนนำไปสู่จังหวะจุดโทษช่วงทดเจ็บที่นูเนสบุกเข้าเขตโทษแล้วโดนอลิสซอนชนล้มลง บ้านกีฬา มองว่าในเชิง วิเคราะห์บอล เกมนี้แผนและการปรับหมากระหว่างเกมของเป๊ปเหนือกว่าสลอตเล็กน้อย โดยเฉพาะการใช้ตัวสำรองและการบีบจังหวะสูงช่วงท้ายเกม

📊 สถิติการแข่งขัน

ดูจากตัวเลขแล้วเกมนี้สูสีอย่างยิ่ง ลิเวอร์พูลยิงทั้งหมด 15 ครั้ง เข้ากรอบ 5 ส่วนแมนซิตี้ยิง 16 ครั้ง เข้ากรอบ 7 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าทีมเยือนเฉียบคมกว่าเล็กน้อย การครองบอลลิเวอร์พูลทำได้ 46% ขณะที่ซิตี้ครองเกมได้ 54% และผ่านบอล 421 ครั้ง มากกว่าหงส์แดงที่ผ่านบอล 342 ครั้ง พร้อมความแม่นยำในการจ่ายที่ 84% ต่อ 83%

ด้านเกมรับ ลิเวอร์พูลทำฟาวล์ไป 12 ครั้ง ขณะที่ซิตี้ฟาวล์มากกว่าที่ 16 ครั้ง แต่ใบเหลืองกลับเทไปทางทีมเยือนถึง 4 ใบ ส่วนเจ้าบ้านได้ 2 ใบ และมีใบแดงของโซโบสไลที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนในช่วงท้าย ลูกเตะมุมลิเวอร์พูลได้ 5 ครั้ง ซิตี้ได้ 4 ครั้ง สะท้อนภาพรวมว่าเกมนี้ไม่ได้มีทีมใดบุกใส่อีกทีมแบบฝ่ายเดียว แต่เป็นการแลกหมัดกันทั้งสองฝั่งตลอด 90 นาทีบวกทดเจ็บยาว ๆ

⏰ เหตุการณ์สำคัญของเกม

  • ⚽ นาทีที่ 2 ฮาแลนด์ได้ซัดจ่อ ๆ ในเขตโทษ แต่อลิสซอนเซฟช่วยลิเวอร์พูลรอดเสียประตูเร็ว
  • 🔥 นาทีที่ 5 เซเมนโยซัดไกลให้ซิตี้ บอลหลุดกรอบไปนิดเดียว
  • ⚽ นาทีที่ 22 เกฮีได้โหม่งจ่อ ๆ แต่อลิสซอนยังเซฟได้เยี่ยม
  • ⚽ นาทีที่ 28 ซาลาห์ได้ยิงจากลูกเตะมุม บอลข้ามคาน
  • ⚽ นาทีที่ 31 เอกิติเกยิงในกรอบเขตโทษแต่โดนบล็อก
  • ⚽ นาทีที่ 34 ฮาแลนด์ซัดเรียดด้วยซ้าย อลิสซอนปัดออกไปได้อีก
  • ⚽ นาทีที่ 41 มาร์มูชซัดไกล บอลหลุดกรอบ
  • 🟨 นาทีที่ 42 ใบเหลืองแรกของเกม โอมาร์ มาร์มูช ทำฟาวล์รุนแรงเกินไป
  • ⏱ ทดเวลาครึ่งแรก 2 นาที ก่อนจบที่สกอร์ 0-0
  • 🔁 นาทีที่ 47 ฟาน ไดจ์คโดนใบเหลืองจากการตัดฟาวล์ต้นครึ่งหลัง
  • ⚽ นาทีที่ 52 โซโบสไลส่องไกล แต่ดอนนารุมมารับติดมือ
  • ⚽ นาทีที่ 56 เอกิติเกมีโอกาสโหม่งจ่อ ๆ บอลเฉียดเสาออกไป
  • 🔁 นาทีที่ 61 แมนซิตี้ส่งรายาน แชร์กี ลงมาแทนมาร์มูช เติมความจัดจ้านแนวรุก
  • ⚽ นาทีที่ 64 รูเบน ดิอาส ลองส่องไกล บอลหลุดกรอบ
  • 🟨 นาทีที่ 68 เกฮีโดนใบเหลืองจากจังหวะเข้าสกัดหนัก
  • ⚽ นาทีที่ 71 ซาลาห์ปั่นฟรีคิก บอลยังไม่เข้าเป้า
  • ⚽ นาทีที่ 74 ประตูขึ้นนำของลิเวอร์พูล โซโบสไลยิงฟรีคิกเสียบมุมล่างสุดสวย หงส์แดงนำ 1-0
  • ⚽ นาทีที่ 84 แมนซิตี้ตีเสมอ 1-1 ฮาแลนด์โหม่งตั้งให้แบร์นาร์โด ซิลวา ยิงซ้ายจ่อ ๆ กลางประตู
  • ⚽ นาทีที่ 89 ซาลาห์โหม่งหลุดเสานิดเดียว พลาดโอกาสทองพาลิเวอร์พูลนำอีกครั้ง
  • ⏱ นาทีที่ 91 ผู้ตัดสินให้ทดเวลาการแข่งขัน 7 นาที และในจังหวะเดียวกัน อลิสซอนทำฟาวล์นูเนสในเขตโทษ ซิตี้ได้จุดโทษ
  • 🟨 นาทีที่ 92 อลิสซอนโดนใบเหลืองจากจังหวะทำฟาวล์ในกรอบโทษ
  • ⚽ นาทีที่ 90+3 ฮาแลนด์สังหารจุดโทษไม่พลาด ยิงเสียบมุมล่างให้แมนซิตี้แซงนำ 2-1
  • 🟨 นาทีที่ 90+4 ฮาแลนด์โดนใบเหลืองฐานดีใจเกินเหตุ
  • 🟨 นาทีที่ 90+7 แบร์นาร์โด ซิลวา โดนใบเหลืองจากการถ่วงเวลาและฟาวล์กลางสนาม
  • ❌ นาทีที่ 90+10 ประตูของแมนซิตี้ที่แชร์กียิงได้ถูก VAR ริบคืน เพราะมีฟาวล์ก่อนหน้า
  • 🟥 นาทีที่ 90+13 โซโบสไลโดนใบแดงโดยตรงจากการเข้าฟาวล์หนัก ลิเวอร์พูลเหลือ 10 คน
  • ⚽ นาทีที่ 90+15 แชร์กียิงฟรีคิกช่วงท้าย บอลหลุดกรอบ ก่อนผู้ตัดสินเป่าจบเกม

🌟 Player of the Match

รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกมตกเป็นของ แบร์นาร์โด ซิลวา มิดฟิลด์จอมขยันของแมนซิตี้ที่ได้เรตติ้ง 7.7 เขาเป็นหัวใจในเกมรุก คอยเชื่อมบอลระหว่างแดนกลางกับแนวรุกอย่างต่อเนื่อง ใช้การเคลื่อนที่หาพื้นที่ว่างได้ยอดเยี่ยม และเป็นคนยิงประตูตีเสมอ 1-1 ที่ทำให้ทีมกลับมามีลมหายใจในช่วงท้ายเกม

นอกจากประตูสำคัญแล้ว แบร์นาร์โดยังช่วยลงมาช่วยเกมรับ ไล่บีบเพรสซิ่งใส่กองกลางลิเวอร์พูลไม่ให้เคาะบอลเล่นง่าย บ้านกีฬา มองว่าความนิ่งและประสบการณ์ของเจ้าตัวคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เกมของซิตี้ไม่แตกกระจายแม้จะโดนนำก่อนในบ้านคู่แข่งที่บรรยากาศกดดันสุดขีด

📈 สถานการณ์ในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

หลังจบเกมนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้เก็บเพิ่มเป็น 50 คะแนนจาก 25 นัด ยังคงรั้งอันดับ 2 ไล่จี้จ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลที่มี 56 คะแนนอยู่ห่าง 6 แต้ม ทำให้การลุ้นแชมป์ยังเปิดกว้าง และชัยชนะในเกมเยือนแอนฟิลด์ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนทุกทีมว่าขุนพลเรือใบยังไม่ยอมยกธงง่าย ๆ

ส่วนลิเวอร์พูลแพ้คาบ้านทำให้หยุดอยู่ที่ 39 คะแนนจาก 25 นัด รั้งอันดับ 6 ตามหลังโซนท็อปโฟร์ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเชลซีจับจองอยู่ การแพ้นัดนี้ทำให้หงส์แดงต้องกลับมาทบทวนฟอร์มตัวเองอย่างหนัก หากยังอยากกลับไปลุ้นพื้นที่ยุโรปแบบจริงจังในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล ตารางคะแนนในกลุ่มกลางบนอัดแน่นทั้งเบรนท์ฟอร์ดและเอฟเวอร์ตันจี้ตามมาติด ๆ ความผิดพลาดเพียงนัดเดียวอาจทำให้อันดับรูดลงได้ทันที

📅 ตารางบอลและโปรแกรมนัดถัดไป

มองไปข้างหน้า ในแง่ โปรแกรมบอล ลิเวอร์พูลมีคิวสำคัญทั้งลีกและบอลถ้วย เริ่มจากออกไปเยือนซันเดอร์แลนด์ในเกมพรีเมียร์ลีก คืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 03.15 น. เกมนี้สำคัญต่อการเรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนจะเปิดบ้านดวลไบรท์ตันในศึกเอฟเอ คัพ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เวลา 03.00 น. ซึ่งแฟนหงส์คงหวังเห็นการโรเตชันผสมตัวหลักและสำรองเพื่อแก้ตัวจากความพ่ายแพ้ต่อซิตี้

ด้านแมนเชสเตอร์ ซิตี้มีโปรแกรมในลีกเปิดบ้านรับฟูแล่ม วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 02.30 น. หากเก็บสามแต้มได้จะยังคงกดดันอาร์เซนอลต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นยังมีเกมเอฟเอ คัพ ที่เอติฮัดรับการมาเยือนของซอลฟอร์ด ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เวลา 22.00 น. ถือเป็นโอกาสดีในการหมุนเวียนนักเตะและให้ดาวรุ่งเก็บประสบการณ์ โดยที่ทีมยังรักษาโมเมนตัมเชิงบวกเอาไว้ได้

🏠 ติดตามบ้านผลบอลและความมันส์ลูกหนังที่บ้านกีฬา

สำหรับคอลูกหนังชาวไทยที่อยากเกาะติดทุกจังหวะของพรีเมียร์ลีกแบบครบเครื่อง ทั้งข่าวก่อนแข่ง รายงานหลังเกม ไฮไลต์จังหวะสำคัญ รวมถึงเช็กสกอร์ บ้านผลบอล แบบทันใจ บ้านกีฬา ขอชวนให้ตามอ่านบทความ วิเคราะห์มุมมองฟุตบอล และอัปเดตข่าวสารลูกหนังจากทุกลีกดังกับเราได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเชียร์ลิเวอร์พูล แมนซิตี้ หรือทีมโปรดทีมไหน บ้านกีฬา พร้อมเป็นเพื่อนคุยเรื่องบอลให้คุณตลอดทั้งฤดูกาล

ตรวจหวย 24 ชั่วโมง หวยลาว หวยฮานอย

แอดไลน์ @Bankeela รับลิ้งดูบอล ทีเด็ด วิเคราะห์บอลจากทางบ้านกีฬา